นับตั้งแต่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดสองครั้งระหว่างข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกใหม่กำลังร้อนระอุ เชื้อไฟอคติทางเชื้อชาติก็โหมขึ้นในหมู่คนไทยจำนวนหนึ่ง จนกระทั่งรบพุ่งเต็มรูปแบบที่แนวชายแดนช่วงปลายกรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดความสูญเสียต่อทั้งทหารและพลเรือนทั้งสองฝ่าย ทำให้ความคับข้องใจนี้ปะทุขึ้นจนกลายเป็นปฏิบัติการไล่ล่าแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย อย่างที่เห็นเป็นข่าว เช่น กรณีวัยรุ่นมีนบุรีรุมทำร้ายแรงงานกัมพูชาจนหนีกลับประเทศ หรืออดีตนักมวยที่ตบหน้าแรงงานกัมพูชาขณะบังคับให้กล่าวข้อความถึงฮุนเซน แม้แรงงานเหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาเลยก็ตาม
หนำซ้ำ อินฟลูเอ็นเซอร์บนอินเทอร์เน็ตจำนวนมากยังโพสต์ในเชิง ‘เอาด้วย’ กับการไล่ล่า ทั้งที่เป็นคอนเทนต์เรียกแขก และที่ดูท่าจะเอาจริง แม้คนจำนวนไม่น้อยต่อต้านการกระทำดังกล่าวและขอให้แยกแยะความขัดแย้งระหว่างประเทศออกจากประชาชนธรรมดาที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ แต่ความเห็นใจนี้ก็เกิดขึ้นอย่างมีเงื่อนไขอีกเช่นกัน นั่นคือต้องเป็นแรงงานที่ ‘สงบเสงี่ยมเจียมตัว’ จึงสมควรได้รับความเห็นใจ ในขณะที่หากเป็นพวกที่ดู ‘ไม่น่ารัก’ ก็พร้อมจะสนับสนุนการตามล่ามา ‘ปรับทัศนคติ’ เสียอย่างนั้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้ประกาศข่าวหลายสำนักที่มักแสดงท่าทีทำนองนี้ด้วยเช่นกัน เช่น กลุ่มวัยรุ่นกัมพูชาในสมุทรปราการที่โพสต์นัดรวมตัวปราสาทตาเมือนธม ถูกทัวร์ลงอย่างหนัก และถูกกลุ่มของ ‘เต้ อาชีวะ’ ไปตามหาตัวถึงที่พักในสุทรปราการ แน่นอนว่ามีผู้สนับสนุนจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย โดยมักให้เหตุผลหลักสามประการคือ เพราะคนไทยเองก็ถูกไล่ล่าในปอยเปต มีพลเรือนไทยเสียชีวิตไม่น้อยจากอาวุธของทหารกัมพูชา และกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้เป็นพวก ‘ไม่สำนึกบุญคุณประเทศไทย’

คอมเมนต์ในคลิปข่าวช่อง AMARINTV : อมรินทร์ทีวี ยอดรับชมกว่า 3 แสนครั้ง
“เขมรมันก็ล่าคนไทยในเขมร”
“มันโพสต์ท้าทายป่าว บางตัวก็สมควรโดน”
“…อย่าจุดประกายความเกลีดชังระหว่างเชื้อชาติกันเลย
…แต่ถ้าทําตัวกร่างหรือรวมตัวกันทําตัวเป็นปัญหาใดๆก็แล้วแต่ ก็สมควรโดน”
ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าแท้จริงแล้วใครบ้างที่ตกเป็นเป้าของการไล่ล่านี้ ความหวาดกลัวก็เกิดขึ้นในหมู่แรงงานกัมพูชาไม่ว่าใครก็ตามอยู่ดี ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้ทำให้หลายคนหนีกลับประเทศ และคนที่ยังอยู่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว
‘อดิศร เกิดมงคล’ ผู้ประสานงานองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เล่าว่า แรงงานกัมพูชาบางคน เมื่อออกจากบ้าน ต้องทาหน้าด้วยทานาคา เพื่อทำให้คนเข้าใจว่าเป็นแรงงานพม่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้แรงงานพม่าคือกลุ่มที่ตกเป็นเป้าของการไล่ล่า เพราะแสดงออกทางการเมืองต่อต้านเผด็จการทหารมินอ่องลาย แต่ปัจจุบันเป้าหมายเปลี่ยนมาเป็นแรงงานกัมพูชาด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เขาเล่าว่า รูปแบบการไล่ล่าแรงงานพม่าและกัมพูชานั้นไม่ต่างกัน คือกลุ่มไล่ล่ามักนำเสนอว่าพุ่งเป้าไปหาพวกที่ ‘ซ่า ๆ กวน ๆ’ แต่สถานการณ์โดยรวมก็ทำให้ทุกคนหวาดกลัว บางแห่งมีการไปเคาะประตูที่พักถามว่าเป็นคนกัมพูชาไหม บางแห่งบุกถึงไซต์ก่อสร้างแล้วตามมาทำร้ายทีหลัง แม้ปัจจุบันไม่หนักหน่วงเหมือนช่วงแรก ๆ หลัง พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาเตือนว่าอย่าทำร้ายร่างกายแรงงานกัมพูชา แต่การไล่ล่าก็ยังมีอยู่
“ท่าทีมันคุกคาม เจอใครก็ข่มขู่ทุกคน
ต่อให้บอกว่าตรวจเฉพาะคนผิดกฎหมาย โดยท่าทีมันก็ไม่จริงแล้ว”
- อดิศร เกิดมงคล, Migrant Working Group (MWG)

อดิศร เกิดมงคล, ผู้ประสานงานองค์กร Migrant Working Group (MWG)
ความไม่ปลอดภัยต่อแรงงานกัมพูชา กระทบเศรษฐกิจไทยโดยตรง
อดิศรชี้ว่า ในหมู่แรงงานถูกกฎหมาย 4 สัญชาติ (พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม) ประมาณ 3.7 ล้านคน เป็นคนกัมพูชา 5 แสนกว่าคน ส่วนมากอยู่ในภาคบริการและภาคเกษตร ดังนั้นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะกระทบแน่ ๆ หากแรงงานไม่กลับมาทำงาน เช่นหลังเดือนตุลาคมที่เป็นฤดูเก็บอ้อย ซึ่งมีความเร่งด่วนในการจัดส่งโรงงานตามเวลาเปิดหีบ
ในภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดภาคตะวันออก หลายคนสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมที่จะนำเข้าแรงงานลาวหรือพม่ามาเพิ่ม แต่พม่ายังมีปัญหาการนำเข้าแรงงานอยู่ แม้เปิดให้จดทะเบียนใหม่แล้วดึงเข้ามา แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะภาคตะวันออกมีลักษณะการจ้างงานเฉพาะ ไปแทนกันไม่ได้อยู่ดี
ส่วนลาวเองก็มีแรงงาน MOU สองแสนกว่าคน ประเมินว่าที่จะเข้ามาทำงานในไทยได้น่าจะอยู่ที่สามหรือสี่แสน ยังไงก็ไม่พอทดแทนกัน
แม้กระทั่งแรงงานที่ยังอยู่ในไทยเอง นอกจากการถูกไล่ล่าแล้ว ยังมีความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเพิ่ม เพราะคนงานหลายคนอยู่ในขั้นตอนการต่อเอกสาร ทำให้เอกสารยังไม่สมบูรณ์ สถานการณ์เช่นนี้จึงกลายเป็นช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้โอกาสเรียกหาประโยชน์ได้
เจ้าหน้าที่รัฐมุ่งสอดส่องแรงงานข้ามชาติ มากกว่าดูแลความปลอดภัย
อดิศรเล่าว่า ภาครัฐไทยยังไม่มีความชัดเจนในการดูแลสวัสดิภาพของแรงงาน และดูเหมือนว่าจะเน้นสอดส่องแรงงานกัมพูชาเป็นพิเศษ อดิศรให้ดูรูปภาพของหน่วยงานรัฐสำหรับส่งต่อในกลุ่มนายจ้าง กำชับดูแลความสงบอย่าให้แรงงานกัมพูชาสร้างความวุ่นวาย แม้เน้นย้ำว่าทางการไทยไม่มีนโยบายส่งแรงงานกัมพูชากลับประเทศ แต่ท่าทีเช่นนี้ยิ่งทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งมองว่าแรงงานกัมพูชาเป็นปัญหา กระแสต่อต้านก็ชัดเจนมากขึ้น และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการเองก็ไม่แสดงความเร่งด่วนในการจัดการคนที่ทำร้ายร่างกาย
“ผมก็ไปถามคนในกลุ่มไลน์สำนักงานจัดหางานจังหวัดว่า
ถ้าแรงงานกัมพูชาถูกทำร้ายต้องแจ้งมั้ย
เขาก็บอกให้ไปแจ้งตำรวจ พอมันสื่อออกมาแบบนี้
มันทำให้ดูเหมือนเราไม่มีความจริงจังในการปกป้องแรงงานกัมพูชา”
ในระยะสั้น อดิศรเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จัดการคดีทำร้ายร่างกายอย่างเร่งด่วน ต้องสื่อสารให้ชัดเจน ไม่เข้าข้างฝ่ายเดียว หรือไปส่งเสริมเรื่องเล่าเช่นว่า “เขารักชาติเขาถึงทำ”
นอกจากแรงงานแล้ว ผู้ลี้ภัยการเมืองกัมพูชาที่ไม่เห็นด้วยกับฮุนเซนก็ได้รับผลกระทบหนัก เพราะส่วนใหญ่ไม่มีเอกสาร เมื่อเจอการสอดส่องที่เข้มงวดมากขึ้น ก็ยิ่งตกอยู่ในความเสี่ยง

ภาพสำหรับส่งต่อในกลุ่มไลน์สำนักงานจัดหางานจังหวัดต่าง ๆ
กัมพูชาใช้โอกาสช่วงชิงพื้นที่ข่าว กระทบภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก
อดิศรชี้ว่า เหตุไล่ล่าที่เกิดขึ้นยังกลายเป็นช่องให้กัมพูชาโจมตีไทยอีกด้วย
28 ก.ค. ที่ผ่านมา เฮง สัวร์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพของกัมพูชา ยกประเด็นนี้มาพูดในวงประชุมที่มีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เข้าร่วม เขาเผยรูปภาพบาดแผลของแรงงานกัมพูชาที่ถูกทำร้ายโดย “กลุ่มหัวรุนแรงชาวไทย” เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีแรงงานกัมพูชากว่า 4 แสนคนเดินทางกลับประเทศตลอดช่วงสองเดือน และในวันเดียวกัน กระทรวงดังกล่าวเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเรียกร้องแบนสินค้าและบริการของไทย จากสถานการณ์คุกคามแรงงานที่เกิดขึ้น

ที่มา: ក្រសួងការងារ និងបណ្តុះបណ្តាលវិជ្ជាជីវៈ
อดิศรให้ความเห็นว่าเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่กัมพูชาอยากเห็นตั้งแต่แรก มีลักษณะของการฉกฉวยสถานการณ์เอาไปใช้ประโยชน์อยู่ แม้ไทยจะมีการตอบโต้อยู่บ้าง ทั้งต่อจดหมายเปิดผนึกของกระทรวงแรงงานกัมพูชา และการห้ามปรามคนในชาติไม่ให้ทำร้ายร่างกาย แต่ความนิ่งเฉยของเจ้าหน้าที่ และการขาดมาตรการรองรับที่ชัดเจน ก็ทำให้ยากหากต้องตอบโต้สื่อนานาชาติ กลายเป็นจุดอ่อนในการช่วงชิงพื้นที่ข่าวไปโดยปริยาย
ต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้แรงงาน
อดิศรย้ำว่าการออกมาเตือนต่างๆ ยังไม่เพียงพอ ควรจะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนจากทางการไทย เช่น การให้มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่แรงงานสามารถติดต่อได้ มีล่ามให้ สิ่งเหล่านี้เป็นรูปธรรมที่จะสื่อสารออกมาตรง ๆ ได้ ซึ่งเขาคิดว่าฝั่งไทยยังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง
สอง คือความล่าช้าในการดำเนินคดี ถ้าเร็วกว่านี้ก็จะสร้างความมั่นใจได้มากกว่านี้ แต่ยิ่งล่าช้าก็ยิ่งทำให้ความมั่นใจลดลงเรื่อย ๆ เพราะในระยะยาว เชื่อว่าคนงานอยากกลับมาทำงาน ท่าทีของรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แรงงาน
รวมถึงมาตรการเยียวยา เขาชี้ว่าแรงงานที่หนีกลับไป ไม่ได้ออกตามขั้นตอน ปกติเวลาจะออกนอกประเทศ ต้องทำ Re-Entry Permit หรือการขออนุญาตเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยหลังจากที่ได้เดินทางออกนอกประเทศ โดยวีซ่าที่ถืออยู่ยังไม่หมดอายุ (การยื่นขอ Re-entry Permit จะต้องทำก่อนเดินทางออกนอกประเทศ) เพราะฉะนั้นคนที่ออกไปโดยไม่ได้ทำไว้ก็คือมีสถานะผิดกฎหมายไปแล้ว ถ้าเข้ามาอีกรอบต้องเริ่มกระบวนการใหม่
เขาเสนอว่าควรมีมติ ครม. เข้ามาจัดการ เช่นยกเว้นให้ ไม่ต้องเสียค่าปรับหรือเสียสิทธิ ให้มาตรการต่อวีซ่าทำงานขยับช่วงเวลาออกไป เปิดจดทะเบียนใหม่หรือมีศูนย์รับแรงงานกัมพูชาตรงชายแดน เขายกตัวอย่างว่าสมัยหลังรัฐประหารที่แรงงานกลับประเทศเยอะ ก็มีศูนย์ชายแดนมารองรับเพื่อให้แรงงานมั่นใจว่ากลับมาทำงานได้ปลอดภัย
เขาย้ำว่าสิ่งเหล่านี้ต้องรีบทำ ควรมีได้แล้วในสัปดาห์หน้า เพราะมีกลุ่มจ้างงานชายแดนที่ต้องการคนทำงาน เช่นภาคเกษตรไร่อ้อย
