มูลนิธิกระจกเงาพบ หญิงไร้บ้านตั้งครรภ์ 9 เดือนที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ เพียงเพราะเธอมีสถานะไร้บ้าน
เว็บไซต์ sanook.com (6 ธ.ค. 2565)
“วอนช่วยผู้หญิงเร่ร่อน ท้อง 4 เดือน ผงะ! มีลูกมาแล้ว 9 คน” โดยพลเมืองดีได้พบหญิงเร่ร่อน ซึ่งคาดว่าเธอถูกข่มขืน
อมรินทร์ทีวี (19 ก.ย. 2566)
หญิงไร้ที่พึ่งตั้งครรภ์มาประมาณ 6 เดือน แต่ไม่ได้ฝากครรภ์ เนื่องจากมีพฤติกรรมคล้ายผู้ป่วยจิตเวช โดยได้เดินทางมาเพื่อหางานที่กรุงเทพฯ โชคร้ายเจอวิกฤตโควิด-19 จึงต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน
เว็บไซต์พม. (19 พ.ค. 2566)
พม.ลงช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ยากไร้ มีภาระต้องดูแลลูกน้อย 9 เดือน ซึ่งประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โพสต์บน Facebook (12 มี.ค. 2567)
พบหญิงไร้บ้านตั้งท้อง 8 เดือน มีกำไลอีเอ็มติดตัว โดยหญิงไร้บ้านคนนี้ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีรายได้ และมีคดีชิงทรัพย์ ทำให้การดำเนินเรื่องฝากครรภ์ยากขึ้น
มูลนิธิอิสรชน (ปลายเดือน ม.ค. 2568)
"น้องต้า"สาวเมืองคอนเร่ร่อนตกเป็นเหยื่อกามแก๊งยานรกจนตั้งท้องใกล้คลอด-เร่ร่อน นอนในศาลาริมถนนและในปั๊มน้ำมัน
เดลินิวส์ (19 มี.ค. 2568)
‘หญิงไร้บ้านตั้งครรภ์’ ปรากฏให้เห็นในสื่ออยู่เป็นระยะ เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนเท่าที่พบเป็นข่าว แม้ว่ายังไม่มีการรวบรวมเป็นข้อมูลทางสถิติที่ชัดเจน แต่ตัวอย่างรายกรณีที่มีมาเรื่อยๆ ก็สามารถสะท้อนให้เห็นเบื้องต้นได้ว่าคนกลุ่มนี้เผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือ
เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น ประชาไทพูดคุยกับ อัจฉรา สรวารี หรือ จ๋า จากมูลนิธิอิสรชน ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ทำงานกับกลุ่มคนไร้บ้านมาเกือบ 20 ปี โดยมีคำถามหลักที่ว่า การช่วยเหลือหญิงไร้บ้านตั้งครรภ์ในปัจจุบันมีแนวทางอย่างไร เพื่อให้พวกเธอเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และการดูแลได้ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอด
จ๋าเริ่มเล่าว่า มูลนิธิอิสรชนทำงานกับคนกลุ่มนี้ด้วยการลงพื้นที่ไปช่วยเหลือเบื้องต้น และประสานงานเข้าสู่ระบบบริการของรัฐ โดยมีทีมแพทย์อาสาอย่างจากเพจ “สุขภาวะข้างถนน” เข้าร่วมการช่วยเหลือด้วย
จ๋ากล่าวว่า หญิงไร้บ้านจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ เพราะอาจมีภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี ใช้สารเสพติด หรือติดแอลกอฮอล์ การไม่มีเอกสารประจำตัว ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการฝากครรภ์หรือรับสวัสดิการได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็ขาดแนวทางและอำนาจตัดสินใจ เพราะไม่ชัดเจนว่าผู้ไร้บ้านมีสิทธิใดบ้าง จึงต้องใช้เอกสารและขั้นตอนมากกว่าปกติ
ในกรณีที่พบหญิงไร้บ้านตั้งครรภ์ช่วง 3–4 เดือนแรก มูลนิธิจะพยายามช่วยส่งต่อผู้เป็นแม่เข้าสู่ระบบ เช่น ประสานครอบครัวหรือส่งเข้าศูนย์คุ้มครอง ขณะที่ขั้นตอนการฝากครรภ์และคลอด หากผู้เป็นแม่มีสิทธิ (เช่น บัตรทอง) ก็จะเข้ารับบริการได้ แต่หากไม่มีสิทธิ โรงพยาบาลจะมี “นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์” ช่วยประสาน เพื่อให้ผู้เป็นแม่และเด็กได้รับการดูแล ทั้งก่อนคลอด หลังคลอด และติดตามช่วยเหลือต่อเนื่องโดยทีมสหวิชาชีพ
ในบางรายที่ไม่ได้คลอดในโรงพยาบาล ทำให้เด็กไม่มีสูติบัตรและเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐาน เช่น การรักษาพยาบาลหรือการศึกษา ส่วนแม่บางคนแม้จะอยากเลี้ยงลูกเอง แต่กลับไม่มีที่อยู่ ไม่มีรายได้ และไม่มีระบบฟื้นฟูรองรับ
ประสบการณ์ที่ผ่านมาของจ๋า ได้เล่าว่า ปัญหาสำคัญที่ยังขาดอยู่คือ ระบบรองรับและฟื้นฟูผู้เป็นแม่และเด็กในระยะยาว เช่น การมีที่พักชั่วคราว การสนับสนุนรายได้ และการช่วยฟื้นฟูครอบครัวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เป็นแม่และเด็กไม่ต้องหวนกลับไปสู่วงจรไร้บ้านซ้ำอีก
นอกจากนี้ จ๋ายังกล่าวอีกว่า “ไม่ต้องคนไร้บ้านแค่คนทั่วไปในการฝากครรภ์ คนไทยยังไม่รู้สิทธิของตัวเองเลย รู้หรือยังว่าตัวเองท้องจะไปฝากท้องที่ไหนได้บ้าง ซึ่งคนจนก็ไม่กล้าที่จะฝากท้องเพราะกลัวเสียตังค์ เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีการฝากท้องเกิดขึ้น”
ข้อมูลจาก ชมรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หากหญิงตั้งครรภ์ไม่มีบัตรประชาชนหรือไม่มีสิทธิประกันสุขภาพ จะต้องตรวจสอบสถานะว่าเป็น “คนไทยไม่มีบัตร” หรือ “ต่างด้าว” เพราะแนวทางการช่วยเหลือแตกต่างกัน ถ้าเป็นคนไทยไร้รัฐ นักสังคมสงเคราะห์จะประสานขอออก “บัตรหัว 0” (บัตรชั่วคราวสำหรับบุคคลที่ไม่มีทะเบียนราษฎร) ที่กองเศรษฐกิจของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ใช้สิทธิกองทุนสุขภาพได้ระหว่างรอการพิสูจน์ตัวตน
หากเป็นต่างด้าว จะต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น เข้าประเทศถูกกฎหมายหรือไม่ มีงานทำหรือไม่ สามีเป็นใคร เพื่อวางแผนการช่วยเหลือเฉพาะกรณี
กรณีที่แม่เด็กมีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดูบุตร ไม่มีอาชีพและรายได้ นักสังคมสงเคราะห์จะเป็นผู้ประสานทรัพยากรตามความจำเป็น รวมถึงติดตามปัญหาสุขภาพแม่และเด็กร่วมกับสหวิชาชีพด้วย
โดยทางชมรมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ได้บอกถึงความท้าทายว่า
ในทางปฏิบัติ ระบบนี้ยังเข้าถึงได้ไม่เท่ากัน เพราะนักสังคมสงเคราะห์มีเฉพาะใน “โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์” เท่านั้น โรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่รอบนอกยังไม่มีเจ้าหน้าที่เฉพาะ
“ตอนนี้ก็เป็นโจทย์ให้นักสังคมสงเคราะห์เช่นกัน ว่าทำอย่างไรจะให้มีอัตรากำลังในการเข้าไปดูแลปัญหาในทุก รพ. เพราะกรอบอัตรากำลังของเรา มีแค่ใน รพ.ทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งก็ทำให้ผู้ใช้บริการหรือคนไข้ ที่อยู่รอบนอก ไม่ได้รับการดูแลที่ทันท่วงที”
ทั้งจากมุมของหน่วยงานภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐ จึงเห็นได้ว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีบทบาทสำคัญและมีเจตนาช่วยเหลือแม่และเด็ก แต่ยังต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันให้มากขึ้น เพื่อให้แม่และเด็กที่เกิดเข้าถึงสิทธิ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกอย่างการฝากครรภ์ จนถึงช่วงพักฟื้นและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่จะช่วยให้หญิงไร้บ้านและลูกของพวกเธอ ไม่ต้องกลับไปสู่วงจรแบบเดิมอีก
ผลข้อมูลสำรวจเชิงลึกสถานการณ์คนไร้บ้าน ปี 2566 ตามการรายงานของสื่อไทยโพสต์ พบว่าคนไร้บ้านจำนวน 2,499 คน ไม่มีงานทำ ถูกไล่ออกจากงาน เป็นสาเหตุหลักของการเป็นคนไร้บ้าน ในสัดส่วนคนไร้บ้านมีปัญหาด้านสิทธิสถานะ สวัสดิการสูงถึง 30%
ข้อมูลสถิติปัญหาคนไร้ที่พึ่ง ประจำปี 2567 ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมมุษย์ (พม.) พบว่ามีคนไร้ที่พึ่งทั้งหมด 6,059 ราย โดยแบ่งเป็นเพศชาย 4,544 ราย เพศหญิง 1,515 ราย จังหวัดที่พบมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 3,675 ราย
