รายงานจาก Stateline สื่อที่เจาะลึกนโยบายสาธารณะของสหรัฐอเมริกา ชี้ว่าระบบการศึกษาและบริการสังคมของสหรัฐฯ ล้มเหลวในการป้องกันปัญหาเยาวชนไร้บ้านตั้งแต่เนิ่นๆ เยาวชนไร้บ้านส่วนใหญ่บอกว่า หากได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมทั้งในครอบครัวและโรงเรียน พวกเขาก็ไม่ต้องมาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงหรือนอนข้างถนน
ภาพจาก: Thomas Hawk (CC BY-NC 2.0)
มิเคย์ลา ฟอร์แมน (Mikayla Foreman) วัย 20 ปี รู้ดีว่าประสบการณ์ของเธอมีค่า เธอไร้บ้านมาตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนนี้อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ กำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่เดือนนี้ โดยเธอตั้งความหวังว่าจะได้เป็นพยาบาล
ฟอร์แมนเชื่อว่า ถ้ามีคนเข้ามาช่วยตั้งแต่แรก เธอก็คงไม่ต้องไร้บ้าน "ถ้ามีใครสักคนในโรงเรียนเข้าใจว่าฉันกำลังเจออะไรอยู่ ชีวิตฉันคงไม่เป็นแบบนี้" เธอบอกกับ Stateline
ในขณะที่หลายเมืองเริ่มออกกฎห้าม ปรับ หรือจับคนไร้บ้านเข้าคุก เยาวชนที่เคยไร้บ้านกลับบอกว่า ปัญหาของพวกเขาแก้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จากการสัมภาษณ์และแบบสอบถามเยาวชนกว่า 400 คนทั่วประเทศ พวกเขาบอกนักวิจัยว่า ถ้าได้รับคำแนะนามและความช่วยเหลือตั้งแต่แต่แรก ชีวิตพวกเขาก็คงเปลี่ยนไป
งานวิจัยชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังพลาดโอกาสสำคัญที่สุดในการป้องกันปัญหาเยาวชนไร้บ้าน นั่นคือการเข้าช่วยเหลือก่อนที่พวกเขาจะต้องเข้าศูนย์พักพิง และก่อนที่จะกลายเป็นคนไร้บ้านแบบเรื้อรังในอีกหลายปีข้างหน้า
รายงานจาก Covenant House และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ พบว่า เหตุผลที่ทำให้เยาวชนไร้บ้านนั้นแตกต่างจากผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง เยาวชนที่เปิดเผยเพศสภาพกับครอบครัว ตั้งครรภ์ หรือมีบาดแผลทางใจที่ไม่ได้รับการดูแล มักเกิดความขัดแย้งจนถูกผลักออกจากบ้าน แต่สาเหตุเหล่านี้ไม่ปรากฏในสถิติทั่วไป
สาเหตุหลักที่ทำให้เยาวชนไร้บ้านครั้งแรก ได้แก่ ถูกไล่ออกจากบ้าน หนีออกจากบ้าน และหนีจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัย เช่น ความรุนแรงในครอบครัว สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ จ่ายค่าเช่าไม่ไหว หมดอายุออกจากระบบอุปถัมภ์ ถูกไล่หรือหนีออกจากระบบอุปถัมภ์ และหนีความรุนแรงจากแก๊ง
"ปัญหาไร้บ้านมีหลายมิติ และหลายคนหลุดลอยไปเพราะระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความเป็นจริงของพวกเรา" ฟอร์แมนซึ่งเคยพักที่ Covenant House และช่วยทำวิจัยครั้งนี้กล่าว
นักรณรงค์บอกว่า มีหลายจุดที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ ทั้งในโรงเรียน องค์กรสวัสดิการเด็ก และภายในครอบครัว ซึ่งอาจป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
เดวิด โฮเวิร์ด (David Howard) อดีตรองประธานอาวุโสของ Covenant House และผู้ร่วมทำวิจัยครั้งนี้ บอกกับ Stateline ว่า "กับเยาวชน เรามีโอกาสเข้าช่วยได้ตั้งแต่ต้นทางมากกว่า ทั้งในโรงเรียน ในครอบครัว ในหน่วยงานสวัสดิการเด็ก ก่อนที่พวกเขาจะต้องนอนข้างถนนแม้แต่คืนเดียว ซึ่งต่างจากผู้ใหญ่ที่โตกว่า"
"แม้อายุจะ 18, 20 หรือ 24 ปีแล้ว เยาวชนก็ยังเติบโตไม่เต็มที่ ความเปราะบางของพวกเขาต่างจากผู้ใหญ่วัยกลางคนมาก และระบบสนับสนุนที่ต้องการก็ต่างกันด้วย" โฮเวิร์ดกล่าว
จุดสำคัญที่สามารถเข้าช่วยเหลือเยาวชนที่อาจไร้บ้านได้คือโรงเรียน โรงเรียนรัฐทั่วประเทศรายงานว่านักเรียนไร้บ้านเพิ่มขึ้นตั้งแต่เกิดโควิด-19 ระบาด และปัญหาไร้บ้านไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยระดับภูมิภาคอีกหลายอย่าง เช่น ภัยพิบัติจากสภาพอากาศ นักเรียนกว่า 5,100 คนในฟลอริดา จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา และเซาท์แคโรไลนา กลายเป็นคนไร้บ้านจากพายุเฮอริเคนเฮเลน (Helene) และมิลตัน (Milton) ในปี 2024
รัฐอย่างแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา ฮาวาย ออริกอน และวอshิงตัน ได้ลองแก้ปัญหาผ่านนโยบายที่หลากหลาย ตั้งแต่โครงการนำร่องรายได้รับประกัน ความช่วยเหลือค่าเช่าสำหรับเยาวชนโดยเฉพาะ ไปจนถึงการคุ้มครองที่พักในมหาวิทยาลัย
ฮาวายทำให้โครงการช่วยเหลือเยาวชนในภาวะวิกฤตเป็นโครงการถาวร ออริกอนและวอชิงตันขยายความช่วยเหลือค่าเช่าและสนับสนุนด้านการศึกษาสำหรับเยาวชนเปราะบาง ส่วนฟลอริดากำหนดให้วิทยาลัยต้องจัดลำดับความสำคัญที่พักให้นักศึกษาไร้บ้านและนักศึกษาจากระบบอุปถัมภ์ก่อน
เยาวชนต้องการอะไร
เยาวชนมีข้อเสนอแนะว่ารัฐบาล โรงเรียน และชุมชนควรช่วยเหลือหรือป้องกันปัญหาอย่างไร ได้แก่ มีที่พักสำหรับเยาวชนโดยเฉพาะ เข้าช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในโรงพยาบาล ให้เงินช่วยเหลือโดยตรง และช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในครอบครัว
ข้อเสนอที่พบบ่อยที่สุดคือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่ รายงานระบุว่า "ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นพี่เลี้ยง ครู ผู้ดูแล หรือผู้อาวุโส มีความสำคัญมากเป็นพิเศษเมื่อความสัมพันธ์ในครอบครัวตึงเครียดหรือขาดหายไป"
นอกจากนี้ เยาวชนยังต้องการการดูแลสุขภาพจิตที่เข้าใจและตรงกับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน
งานวิจัยแยกวิเคราะห์คำตอบจากกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ชนพื้นเมือง ลาตินอเมริกัน ผู้อพยพ LGBTQ+ ผิวสี และเยาวชนที่ตั้งครรภ์หรือมีลูก เพื่อเข้าใจว่าแต่ละกลุ่มต้องการความช่วยเหลือที่แตกต่างกันอย่างไร
เบนจามิน แพร์รี (Benjamin Parry) หัวหน้านักวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวว่า "แต่ละกลุ่มมีความละเอียดอ่อนและความต้องการเฉพาะตัวมาก"
เยาวชนชนพื้นเมืองมักต้องรับมือกับบาดแผลทางใจที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนและปัญหาการดื่มสุราในครอบครัว ซึ่งต่างจากเยาวชนที่ตั้งครรภ์หรือมีลูกอย่างสิ้นเชิง
แพร์รีกล่าวว่า "พวกเขาบอกว่า 'ฉันไม่รู้ว่าเงินครั้งหน้าจะมาจากไหน ไม่รู้จะหาอาหารให้ลูกกินยังไง ไม่มีใครคอยช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำเลย' ความแตกต่างนี้แหละที่ทำให้เราต้องเข้าใจให้ลึกขึ้น และปรับวิธีช่วยเหลือให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มมากกว่านี้"
