Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

งานวิจัยจากนอร์เวย์พบว่า เมื่อ 'ค่าจ้าง' และ 'สวัสดิการว่างงาน' ต่างก็อยู่ใกล้ "ระดับการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน" (แค่พอซื้ออาหาร จ่ายค่าบ้าน ซื้อเสื้อผ้า) ผู้คนจะเลือกรับสวัสดิการว่างงานแทนการหางานทำงาน เพราะต้องใช้ความพยายามน้อยกว่าแต่ได้รายได้ใกล้เคียงกัน แต่การแก้ปัญหาไม่ใช่การตัดสวัสดิการว่างงาน แต่เป็นการกำหนดนโยบายให้ "ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่สูงกว่าระดับการยังชีพ" อยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาแรงจูงใจในการทำงาน


ที่มาภาพ: sommerfelder/Pixabay 

ลองนึกภาพว่าคุณมีทางเลือก 2 ทาง "ทางเลือก A ตื่นตี 6 เดินทางไปทำงาน ยืนทำงาน 8 ชั่วโมง แล้วได้เงินกลับบ้านแค่พอใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน" และ "ทางเลือก B อยู่บ้าน ได้เงินเกือบๆ เท่าเดิม และมีเวลาว่างทั้งวัน" คุณจะเลือกอะไร?

หากคุณเลือก B นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณขี้เกียจ แต่คุณคิดอย่างมีเหตุผล การศึกษาใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อคำนวณแล้ว สวัสดิการว่างงานอาจคุ้มค่ากว่าการทำงาน ซึ่งหักล้างหลักการสำคัญที่หลายประเทศยึดถือ คือ "การทำงานต้องให้ผลตอบแทนดีกว่าการว่างงานเสมอ"

โรเบอร์โต อิอาโคโน (Roberto Iacono) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นอร์เวย์ ค้นพบสิ่งที่เขาเรียกว่า "ปรากฏการณ์ขัดแย้งระหว่างสวัสดิการกับการทำงาน" (welfare versus work paradox) อธิบายง่ายๆ คือ มีช่วงเวลาที่การอยู่รับสวัสดิการว่างงานจากรัฐ สมเหตุสมผลกว่าการไปทำงาน งานวิจัยทางคณิตศาสตร์ของเขาพบว่า เมื่อค่าแรงลดลงจนใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานในการอยู่รอด แต่สวัสดิการว่างงานยังคงระดับเดิม แรงจูงใจในการทำงานก็หายไป

อิอาโคโนอธิบายว่า "เมื่อทั้งการมีงานทำและสวัสดิการว่างงานให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน แรงจูงใจที่จะไปทำงานก็หายไป"

ปัญหานี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจบริการ เจ้าของร้านอาหารบ่นหาคนทำงานไม่ได้ ร้านค้าปลีกต่างขาดแคลนพนักงาน

แม้คนทั่วไปมักโทษว่าเป็นเพราะ "ให้สวัสดิการว่างงานมากเกินไป" แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาอาจลึกกว่านั้นเพราะมันเป็นเรื่องคณิตศาสตร์ เมื่อค่าแรงแท้จริงและสวัสดิการว่างงานลดลงพร้อมกัน จนทั้งคู่ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานในการอยู่รอด มันก็ทำลายหลักการที่ว่า "การทำงานต้องดีกว่าการรับสวัสดิการว่างงานเสมอ" และสร้างปัญหาขัดแย้งขึ้นมา

ทำไมผู้คนถึงอาจเลือกสวัสดิการว่างงานมากกว่าการไปทำงาน


ที่มาภาพ: ninikvaratskhelia_/Pixabay 

การทำงานทุกอย่างต้องเสียแรง ไม่ว่าจะเป็นการตื่นแต่งตัว เดินทางไปทำงาน ทำงานหนัก และรับมือกับความเครียด นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า "ต้นทุนที่เสียไป" (disutility) ซึ่งเป็นราคาที่คนทำงานต้องจ่ายจริงๆ

เมื่อเงินเดือนสูงพอ การเหนื่อยยากพวกนี้ก็รู้สึกคุ้มค่า วิศวกรซอฟต์แวร์ที่ได้ปีละ 80,000 ดอลลาร์ ไม่มีทางมานั่งคิดว่างานนี้คุ้มกับความยากลำบากมั้ย แต่เมื่อเงินเดือนแค่พอให้อยู่รอดเฉยๆ การคำนวณก็เปลี่ยนไปเลย

แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของอิอาโคโนพบว่า เมื่อทั้งเงินเดือนและสวัสดิการว่างงานให้เงินใกล้เคียงกับ "ระดับการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน" (แค่พอซื้ออาหาร จ่ายค่าบ้าน ซื้อเสื้อผ้า) สวัสดิการว่างงานกลายเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล

จุดสำคัญคือ "การขอรับสวัสดิการว่างงานเสียแรงน้อยกว่าการไปทำงานเต็มเวลาเยอะมาก" พูดง่ายๆ คือ เมื่ออยู่ในสถานการณ์แค่พอมีพอกิน ความเหนื่อยยากจากการทำงานมันหนักกว่าความอึดอัดจากการรับสวัสดิการว่างงาน ทำให้การทำงานดูไม่น่าสนใจเท่าการอยู่รับสวัสดิการว่างงาน ซึ่งขัดกับหลักการที่ตั้งไว้ว่า "การทำงานต้องดีกว่าเสมอ"

ในหลายรัฐของอเมริกา เมื่อคำนวณเงินเดือนจริงๆ ของคนทำงานรายได้น้อย (หักสวัสดิการที่เสียไป หักภาษี หักค่าใช้จ่ายเพื่อการทำงาน) ค่าแรงต่อชั่วโมงที่เหลืออาจต่ำจนน่าตกใจ

งานวิจัยของอิอาโคโนให้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์เพื่อเข้าใจว่า ทำไมสถานการณ์แบบนี้ถึงสร้างแรงจูงใจที่ผิดๆ ขึ้นมา

สภาวะที่ทำให้ระบบพัง

การศึกษานี้ชี้ให้เห็น 3 สภาวะสำคัญที่เรียกปรากฏการณ์ขัดแย้งนี้ขึ้นมา คือ (1) เงินเดือนใกล้เคียงระดับการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน (2) สวัสดิการว่างงานก็ใกล้เคียงระดับการอยู่รอดขั้นพื้นฐานเหมือนกัน และ (3) สัญชาตญาณของคนที่ชอบมีเวลาว่างมากกว่าทำงาน เมื่อเงินที่ได้ใกล้เคียงกัน เมื่อทั้ง 3 สภาวะนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ความเชื่อเดิมที่ว่าการทำงานดีกว่าการรับสวัสดิการว่างงานก็พังทลายลง ทำให้ปรากฏการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้น

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย สภาวะเหล่านี้เป็นเหมือนกับดักที่ไม่มีทางออก การตัดสวัสดิการว่างงานเพื่อบังคับให้คนไปทำงานอาจฟังดูสมเหตุสมผล แต่หากเงินเดือนยังคงต่ำเกินไป คนก็ไม่มีทางรับงานที่เงินเดือนไม่พอใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน ขณะเดียวกัน การรักษาสวัสดิการว่างงานไว้ในระดับที่พอใช้ได้ในขณะที่เงินเดือนยังต่ำอยู่ ก็สร้างสถานการณ์ที่สวัสดิการว่างงานดูน่าสนใจกว่าการทำงาน

งานวิจัยนี้มาจากหลักตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ ไม่ได้มีอคติทางการเมือง แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ไม่ได้เข้าไปถกเรื่องความรับผิดชอบของแต่ละคนหรือรัฐบาลควรมีบทบาทแค่ไหน แต่เพียงแค่แสดงให้เห็นความจริงง่ายๆ ว่าคนตอบสนองต่อแรงจูงใจ และบางครั้งแรงจูงใจพวกนั้นอาจไปผิดทาง

วิธีแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ ที่ผู้กำหนดนโยบายมองข้าม

งานวิจัยของอิอาโคโนชี้ให้เห็นทางออกที่ชัดเจน คือ "ค่าแรงขั้นต่ำต้องสูงกว่าค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานในการอยู่รอดเสมอ" เพื่อรักษาหลักการว่าการทำงานต้องคุ้มค่า กล่าวคือ ค่าแรงที่ต่ำสุดในตลาดแรงงาน (ค่าแรงขั้นต่ำจริงๆ) ต้องสูงกว่าค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานในการอยู่รอดตลอดเวลา

อิอาโคโนเขียนว่า "ในอุดมคติ ช่องว่างระหว่างค่าแรงที่ต่ำสุดในตลาดแรงงาน (หรือค่าแรงขั้นต่ำ เมื่อมีการกำหนดไว้) กับค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานควรกว้างพอ เพื่อเปิดโอกาสให้จ่ายสวัสดิการว่างงานในระดับที่ดี คือระดับที่ให้ผู้รับมีมาตรฐานการครองชีพสูงกว่าแค่การอยู่รอดเฉยๆ"

หลายคนอาจโต้ว่า การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้คนตกงาน แต่แบบจำลองของอิอาโคโนบอกว่าการคิดแบบนั้นคิดผิดจุด หากค่าแรงต่ำจนสวัสดิการว่างงานดูดีกว่า งานเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว ดีกว่าที่จะมีงานน้อยลงแต่คนอยากทำจริงๆ มากกว่าจะมีงานเยอะแต่ไม่คุ้มสำหรับคนทำงาน

ผลการศึกษานี้ ท้าทายความคิดเก่าๆ ทั้งของฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เชื่อเรื่องแรงจูงใจการทำงานควรสนับสนุนค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น เพื่อให้แรงจูงใจนั้นได้ผลจริง ส่วนฝ่ายเสรีนิยมที่อยากให้มีสวัสดิการว่างงานที่ดี ควรเข้าใจว่า หากค่าแรงยังต่ำอยู่ สวัสดิการว่างงานที่ดีอาจกลับไปขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจที่พวกเขาอยากเห็น

เมื่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจล้มเหลว

ปรากฏการณ์ขัดแย้งระหว่างสวัสดิการว่างงานกับการทำงานเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจไปผิดทาง ขณะที่เงินเดือนจริงยังคงซบเซาในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น คนทำงานจำนวนมากขึ้นอาจพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่การไม่ทำงานเลยกลับเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

แบบจำลองของอิอาโคโนเผยความจริงง่ายๆ ว่า ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี คนจะตัดสินใจอย่างมีเหตุผลโดยดูจากทางเลือกที่มี หากนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายต้องการให้คนเลือกทำงานมากกว่ารับสวัสดิการว่างงาน พวกเขาต้องทำให้การทำงานได้รับค่าแรงดีกว่าจริงๆ ไม่งั้นจะมีคนจำนวนมากขึ้นที่คิดว่าการทำงานไม่คุ้มค่า ซึ่งจะทำลายความเชื่อพื้นฐานที่ว่าคนขยันทำงานจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

เกี่ยวกับงานวิจัย

การศึกษานี้ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เปรียบเทียบคนทำงานกับคนรับสวัสดิการว่างงาน เพื่อหาจุดที่สวัสดิการว่างงานอาจดูดีกว่าการทำงาน งานวิจัยพบว่าเมื่อทั้งเงินเดือนและสวัสดิการใกล้เคียงระดับการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน การรับสวัสดิการกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานที่ว่า "การทำงานต้องคุ้มกว่าการรับสวัสดิการเสมอ"

ข้อจำกัดของงานวิจัยคือเป็นเพียงทฤษฎี ไม่ได้ทดสอบกับข้อมูลจริง และตั้งสมมติฐานว่าทุกคนมีพฤติกรรมเหมือนกัน ผู้วิจัยแนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยข้อมูลจริงในอนาคต

งานวิจัยเรื่อง "The Welfare versus Work Paradox" โดยโรแบร์โต อิอาโคโน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นอร์เวย์ ตีพิมพ์ใน PLOS One เมื่อ 6 พฤษภาคม 2025 ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ "Make Taxation Fair" ของสภาวิจัยนอร์เวย์

 

ที่มา:
When Work Pays Less Than Welfare: The Math Behind a Global Unemployment Paradox (StudyFinds, 3 July 2025) 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง