'จุลพันธ์' รมว.แรงงานใหม่ป้ายแดง อภิปรายชี้แจงทิศทางนโยบาย และการบริหารสำนักงานประกันสังคม เตรียมมาตรการลดเงินสมทบ ช่วยวิกฤตพลังงาน ปรับสูตรคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นธรรม สำหรับการบริหารประกันสังคม ต้องตั้งอยู่บนหลัก 'โปร่งใส เป็นธรรม เปิดเผย' บำนาญสูตร CARE มาแน่ แต่ขอพิจารณากลไกชดเชยเยียวยาคนเสียผลประโยชน์ พร้อมเสนอศึกษาเพิ่มเอาออกจากราชการหรือไม่
“ผมเองมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วยความภาคภูมิใจ เพราะกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานซึ่งดูแลพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องภาคแรงงาน ที่อยู่ในระบบประกันสังคมเนี่ย 20 กว่าล้านคน มาตรา 39 มาตรา 40 มาตรา 33 ที่เป็นแรงงาน แต่ไม่ได้อยู่ในระบบอีกราว 20 ล้านคน พี่น้องประชาชนคนไทยกว่า 45 ล้านคนที่อยู่ในระบบแรงงาน
“ผมเองเรียนด้วยความเคารพ อาจจะมีมุมมองต่างจากสมาชิกบางท่าน กระทรวงเกรด C เกรด A อะไร ผมว่าอย่างแรกทุกกระทรวงมีภาระหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น สำหรับการเมือง นักการเมืองอย่างพวกเรา ไม่มีการแบ่งเกรด และที่สำคัญที่สุดสำหรับผม กระทรวงแรงงานเกรด A+ เพราะว่าดูแลประชาชนคนไทย 45 ล้านคน เป็นกระทรวงที่มีความสำคัญมาก”
10 เม.ย. 2569 ยูทูบ TPChannel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (10 เม.ย.) เมื่อเวลา 12.19 น. จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงทิศทางนโยบายแรงงาน และการบริหารสำนักงานประกันสังคม โดยเบื้องต้น จุลพันธ์ ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดศึกษาแผนปรับลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน และจะคำนึงถึงเสถียรภาพของกองทุน หลังจากนี้จะได้มาหารือกันในสภาฯ อีกครั้งว่าจะดำเนินกรอบระยะเวลาเท่าไร และจะลดเงินสมทบมากน้อยเพียงไร
ปรับกลยุทธ 'อัปสกิล-รีสกิล' เอาตลาดเป็นตัวตั้ง
จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งในนโนบายที่พรรคเพื่อไทยจะทำต่อคือ การอัปสกิล รีสกิลแรงงาน ซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเขาต้องเรียนด้วยว่า “เรียนได้งบ จบได้งาน” ซึ่งจะมีโครงการนำร่องที่จะเดินหน้าต่อ เพื่อให้แรงงานได้พัฒนาฝีมือแรงงานได้ เพราะปัญหาหลักก็คือ การหยุดงานมาพัฒนาฝีมือตัวเอง เป็นการเสียโอกาสทางรายได้ของแรงงาน เพราะฉะนั้น โครงการเรียนได้งบ จบได้งาน มีขึ้นเพื่อปิดอุปสรรคดังกล่าว เพื่อให้แรงงานสามารถหยุดมาอัปสกิลและรีสกิล และในเวลาเดียวกันก็ยังมีรายได้ มาหล่อเลี้ยงชีวิต ซึ่งจำเป็นต่อแรงงานทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้เดินหน้าพูดคุยกับกระทรวง อว. ซึ่งจะนำเอาองค์วามรู้เข้ามาเสริมในเรื่องการฝึกฝีมือแรงงาน เพื่อเทรนคนไทยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น AI หรือเรื่อง Robotic มีการคุยกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้นำเอากลุ่มอาชีวะศึกษา มาพัฒนาฝีมือแรงงานโดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี และการฝึกฝืมือช่าง
จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า มีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นที่เรียบร้อยในการทำงานร่วมกัน เพื่อจะพัฒนาเกษตรกรไทย เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่เราคาดหวังคือการเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เราพูดเรื่องนี้มานาน แต่เราไม่มีกลไกที่จะพัฒนาเขา เพื่อให้เขาสามารถมีความเข้าใจในองค์ความรู้ในการผลิตรูปแบบใหม่ การลดการใช้ปุ๋ยยาเคมี การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพราะฉะนั้น องค์ความรู้ทั้งหมดจำเป็นต้องมาคุยกัน กระทรวง พม.ก็ต้องมาคุยกับกระทรวงแรงงาน เพื่อพัฒนาโอกาสให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาสต่างๆ
“หลังจากนี้ไป การฝึกพัฒนาฝีมือแรงงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะไม่มีการฝึกแบบไร้เป้าหมาย ผมเห็นสมาชิกท่านหนึ่งพูด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ยังฝึกไปทำกับข้าวทำอาหารกันอยู่ทั้งที่ตลาดบางครั้งมันไม่ได้ต้องการแล้ว วันนี้สิ่งที่เราต้องเดินหน้าทำคือการเอาตลาดเป็นตัวตั้ง ความต้องการของตลาดในภาคแรงงานเป็นตัวตั้ง เพื่อที่การฝึกฝีมือแรงงานจะเกิด job matching ที่มีประสิทธิภาพและทำให้คนที่ฝึกฝีมือแรงงาน สามารถสร้างมูลค่าให้กับตนเองได้มากขึ้น สามารถมีรายได้มากขึ้น และยืนยันว่าฝึกแล้วสามารถเดินหน้าอาชีพต่อไปอย่างแข็งแรง” จุลพันธ์ กล่าว
รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า อีกนโยบายคือเราจะมีทีมเฉพาะกิจในการเข้าไปตรวจสวัสดิการแรงงานให้มากขึ้น ยกตัวอย่าง สิ่งที่ได้มีการสั่งการคือการเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน พี่น้องแรงงาน เรื่องของสวัสดิการต่างๆ โดยสิ่งสำคัญคือต้องมีความรวดเร็ว เพราะความล่าช้าจะยิ่งทำให้แรงงานได้รับผลกระทบมากขึ้น
จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า แรงงานไทยในต่างประเทศ หรือแรงงานต่างประเทศในไทย ต้องเอามาเข้าระบบมากขึ้น ต้องไม่มีผีน้อยอีกต่อไป หากไม่ต่อทะเบียน จะต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อผลักดันขับออกไป หากต่อทะเบียนอยู่ในประเทศ ต้องเป็นคนที่อยู่ในสายตา และอยู่ในการกำกับควบคุมของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมั่นคง และสวัสดิการของแรงงานกลุ่มนี้ ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ กระบวนการพูดคุยกับหน่วยงานนานาชาติ อย่าง ‘ILO’ ต้องเดินหน้าต่อ โดยวันนี้มีหลายข้อเรียกร้อง และประเทศไทยตั้งเป้าหมายจะเข้าร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (กลุ่ม OECD) มีข้อเรียกร้องที่เราต้องพัฒนาในเรื่องโครงสร้างและกลไกคุ้มครองแรงงานไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด สิ่งเหล่านี้เราต้องปรับกลไก และกฎหมายของเรา เพื่อให้รองรับได้ และให้ไทยสามารถเข้าร่วมกับองค์กรระดับนานาชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรีต่อไป
รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า เราต้องเดินหน้าโดยเฉพาะแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศ คือการสร้างความโปร่งใส และลดค่าใช้จ่ายแฝง เพราะสุดท้ายเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของประเทศ เกิดภาระกับแรงงานที่เกินความจำเป็น และเป็นปัญหาคอร์รัปชัน
ปรับระบบคิดค่าแรงขั้นต่ำ
เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ รมว.แรงงาน ระบุต่อว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องค่าแรงขึ้นต่ำ แต่เราไม่ได้ละเลย และจะมีกลไกที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่แน่นอนว่าเรารู้ถึงสถานการณ์ปัญหาตอนนี้คือเรามีวิกฤตพลังงาน แต่อย่างไรก็ตาม เป้าประสงค์และความคาดหวังของกระทรวงแรงงาน คือการคิดระบบคำนวณค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อให้พิจารณารวมถึงปัจจัยเกี่ยวกับเงินเฟ้อ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP รวมถึงเรื่องของผลิตภาพของแรงงาน ทั้งหมดนี้ต้องเป็นปัจจัยที่จะคิดคำนวณรวมกัน เพื่อที่จะที่สุดแล้ว กระบวนการปรับค่าแรงจะเป็นธรรมกับแรงงาน โดยไม่ต้องมีกลไกหรือองคาพยพอื่นใด ที่จะต้องมาใช้การตัดสินใจของบุคคล (Human Judgement) เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้การปรับค่าแรงในอนาคตมีความเป็นธรรมมากขึ้น
ไม่ติดขัดสูตรบำนาญ CARE เตรียมดันกลไกชดเชยคนเสียประโยชน์
จุลพันธ์ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมนั้นต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดเผย การติดตามกรณีทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เราจะติดตามอย่างเข้มงวด เช่นกรณีตึกสกายนาย (SKY9) ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งกระบวนการได้มีการเดินหน้าแล้ว และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้ามาเป็นประธาน คกก. โดยเราจะติดตาม แต่จะไม่แทรกแซง เราจะติดตามว่าเสร็จสิ้นเมื่อไร และต้องเปิดเผยผลลัพธ์ต่อสังคมอย่างชัดเจน
สำหรับสูตรคำนวณบำนาญ “CARE” ของกองทุนประกันสังคม จุลพันธ์ มองว่าเขาได้ไปดูมาแล้ว และไม่ได้มีประเด็นติดขัด มองเป็นสูตรที่เป็นธรรมกับทุกคน แต่เมื่อมีคนได้ประโยชน์ ก็ต้องมีคนเสียประโยชน์ และกลุ่มคนที่เสียประโยชน์ เราจะมีการสร้างกลไกเยียวยาชดเชยเพื่อให้ทุกคนสบายใจกับการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างราบรื่น และให้ระบบสวัสดิการที่จะเกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับทุกคน และทุกคนมีความพึงพอใจ
สำหรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม รมว.กระทรวงแรงงาน ระบุว่า การเลือกตั้งโดยใช้กลไกเดิม หมายความว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยจะเป็นระบบ 1 เลือก 7 เพราะมีการทำประชาพิจารณ์อย่างชัดเจน โดยมีประชาชนแสดงความเห็น เห็นชอบสูตรเดิม 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ โดยกรอบเวลาจะมีเลือกตั้งและมีบอร์ดใหม่อย่างครบถ้วนไม่เกินปลายปีนี้ (2569)
เสนอศึกษาเพิ่ม สปส.ออกจากราชการ
ต่อประเด็นที่ว่ากองทุนประกันสังคมควรอยู่ในระบบราชการต่อหรือไม่ จุลพันธ์ เผยว่า เรื่องนี้มีการคุยกันมาอย่างยาวนาน โดยมีแนวคิดคือจะเอาสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการทั้งหมด หรือเราจะเอาออกแค่ในส่วนของบอร์ดการลงทุน ซึ่งมีคนเคยบอกว่าเรามีงานศึกษาเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ว่าเป็นงานศึกษาเฉพาะภายในของตัวสำนักงานประกันสังคมเองเมื่อปี 2549 ซึ่งมีข้อสรุปคือเอาออกเฉพาะ ‘บอร์ดลงทุน’ เท่านั้น หากจะยกอ้างเอางานศึกษาเมื่อปี 2549 เพื่อเป็นฐานรอบรับการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคมทั้งหมด ตัวเขาไม่กล้าตัดสินใจเช่นกัน
“หากวันนี้ท่านบอกว่าอย่าศึกษาเลย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการศึกษา และหากจะต้องศึกษาอีก 1 ปี เขาเองก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน วันนี้มาคุยกัน ทางกระทรวงแรงงาน ได้รองนายกรัฐมนตรี ยศชนัน มาคุมกระทรวง อว. ก็มาหารือกันว่าเราใช้กลไกอื่นได้หรือไม่ เช่น การศึกษาโดยสถาบันการศึกษา และกำหนดกรอบเวลาให้สั้นสัก 3 เดือน เป็นบอร์ดของที่ประชุมอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยในประเทศมาคัดคนมาดูในเรื่องนี้ เพื่อที่จะมีข้อศึกษาข้อสรุปได้ในเร็ววัน ถ้าระยะเวลามันสั้นลง ผมว่าผมรับได้ ถ้าระยะเวลามันสั้นลงผมว่าผมรับได้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านสมาชิกพึงพอใจหรือไม่ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ในฐานะผู้ที่รับผิดชอบหากจะเดินหน้าโดยไม่มีหลังพิง มันก็ตัดสินใจยากพอสมควร เพราะฉะนั้นการศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลาง และเป็นที่ยอมรับได้ของสังคม ผมว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่จะกำหนดกรอบระยะเวลา เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ และสามารถเดินหน้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างประกันสังคม” จุลพันธ์ กล่าว
