ศาลนราธิวาสพิพากษายกฟ้องนายกสมาคมด้วยใจฯ คดีกองทัพเรือฟ้อง พ.ร.บ.คอมฯ เหตุทวงค่ายทหารค้างค่าน้ำกับมัสยิดผิดค่ายจากค่ายในปัตตานีเป็นนราธิวาส ศาลเห็นว่าไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงอีกทั้งยังมีการแก้ไขเมื่อทราบว่าผิดสถานที่ อีกทั้งค่ายทหารในปัตตานีค้างค่าน้ำจริงแม้ว่าทางค่ายจะอยู่ในระหว่างชำระเงินแล้ว
6 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดนราธิวาสอ่านคำพิพากษาคดีที่อัญชนา หีมมิหน๊ะ นายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ตกเป็นจำเลยในคดีที่อัยการฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 จากเหตุกองทัพเรือแจ้งความดำเนินคดีกับอัญชนาจากโพสต์ทวงค่าน้ำประปาจากค่ายทหารที่ค้างจ่ายมัสยิดแต่ระบุพื้นที่ผิด
ทั้งนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงานว่าศาลมีคำพิพากษายกฟ้องอัญชนา เนื่องจากศาลเห็นว่าการกระทำของอัญชนาไม่เป็นความผิดตามฟ้อง โดยมีประเด็นที่ศาลพิจารณาคือโพสต์ของอัญชนาเป็นการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยเจตนาทุจริตหลอกลวงบิดเบือนหรือปลอม และไม่ใช่ข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14 (1) หรือไม่ เพราะฉะนั้น การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบว่ามีเจตนาทุจริตหลอกลวงด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การโพสต์เรื่องทวงค่าน้ำประปาต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริง
แม้ว่า การโพสต์จะมีการแก้ไขพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของมัสยิด แต่การโพสต์และการแก้ไขข้อความที่ผิดให้ถูกต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกัน จึงไม่มีเจตนาทุจริตหลอกลวง และอัญชนาโพสต์ข้อความที่สองตามมาว่า ฐานปฏิบัติการทหารที่มีประเด็นเรื่องค้างจ่ายอยู่ในระหว่างการชำระเงินแล้ว ประเด็นนี้พยานซึ่งเป็นอิหม่ามและผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่ามีการค้างชำระค่าน้ำประปาจำนวน 20,000 บาทจริง โดยได้ยืนยันไว้ในคำให้การในชั้นสอบสวนตั้งแต่แรก ไม่ใช่การให้การเพื่อช่วยเหลือจำเลย
อัญชนา ซึ่งเป็นจำเลย เป็นผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เป็นคณะกรรมาธิการฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งให้ทำงานด้านสันติภาพ การกระทำของอัญชนาเป็นการสะท้อนปัญหาในสิ่งที่พึงกระทำ ไม่มีเจตนาหลอกลวง และการใช้สื่อโซเชียลทำให้เกิดความรับรู้แก่สาธารณะและเป็นประโยชน์มากกว่า
อีกทั้งศาลเห็นว่า ตามที่ฝ่ายโจทก์ฟ้องว่าโพสต์ของอัญชนาที่ระบุถึงชาวบ้านไม่กล้าบอก และต้องระมัดระวัง ไม่คุกคามชาวบ้านนั้น เป็นข้อความที่มีเจตนาร้ายนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปในพื้นที่ว่ามีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในการตรวจค้นจับกุม
นอกจากนี้ จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา และเสนอแนวทางการส่งเสริมการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังได้รับมอบหมายให้ศึกษาเกี่ยวกับสร้างสันติภาพ และการใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ได้เป็นการชี้ให้เห็นเจตนาร้าย ไม่มีเจตนาหลอกลวง จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ศาลพิพากษายกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คดีนี้เริ่มมาจากทางหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือใน อ.บาเจาะ แจ้งความดำเนินคดีกับอัญชนา และทางตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาอัญชนาเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2567 ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ก่อน
ข้อความของอัญชนาที่ทางกองทัพเรือแจ้งความนั้น เบื้องต้นเป็นข้อความที่อัญชนาระบุพื้นที่ค่ายทหารที่มีการค้างชำระเงินค่าน้ำประปาผิดพื้นที่จากค่ายทหารในอ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งมีการค้างชำระอยู่จริง เป็นค่ายทหารใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 แต่ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงเมื่ออัญชนาทราบว่าระบุพื้นที่ผิดได้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
ขออัยการไม่อุทธรณ์ ไม่สร้างภาระทางคดีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
หลังจากศาลมีคำพิพากษา ทางด้านเครือข่ายภาคประชาสังคมออกแถลงการณ์ขอให้ยุติการยื่นอุทธรณ์คดีของอัญชนา เพื่อยืนยันหลักสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม พร้อมเรียกร้องให้พนักงานอัยการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยุติคดีความโดยการไม่ยื่นอุทธรณ์ในคดีของอัญชนา เพื่อไม่สร้างภาระทางคดีให้แก่อัญชนา ซึ่งเป็นประชาชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมสันติภาพ
แถลงยังระบุอีกว่า การยื่นอุทธรณ์ต่อคำพิพากษาในคดีนี้ยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ยังเป็นการซ้ำเติมผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยด้งบ
คดีที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะเจตนารมณ์ของกฎหมาย
อัญชนา กล่าวว่า คดีนี้มีการกล่าวหาว่าตนได้โพสต์ข้อความก่อนการโพสต์จริงล่วงหน้า 1 วัน ซึ่งสะท้อนว่าการตรวจพยานหลักฐานของตำรวจและอัยการทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะเป็นการผลักประชาชนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถึง 1 ปี ถ้าตรวจสอบแต่แรกก็จะทราบคดีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขให้ฟ้องอยู่แล้ว

อัญชนา หีมมิหน๊ะ
นายกสมาคมฯ กล่าวว่าการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ควรผลักภาระการพิสูจน์ให้กับจำเลยหรือประชาชนที่ถูกตำเนินคดี และยังพ่วงกับเรื่องความมั่นคงด้วย เป็นการผลักปอัญชนา หีมมิหน๊ะ (36399), ศาลจังหวัดนราธิวาส (30807), หมิ่นประมาท (2631), พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 (79496), มาตรา 14 (4197)ระชาชนและคนทำงานให้อยู่ในมุมที่อยู่หลังผิงฝา ไม่นำไปสู่แนวทางเชิงบวกหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่สันติภาพได้เลย
อัญชนายังเห็นว่าการดำเนินคดีเช่นนี้ยังเป็นการ บิดเบือนประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการปดปิดปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงานในพื้นที่ และเห็นช่องว่างระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง แต่แทนที่จะดำเนินการแก้ปัญหากลับมาฟ้องดำเนินคดีนักกิจกรรม การดำเนินคดีลักษณะนี้ควรจะหยุดได้แล้ว เพราะขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ปรีดา นาคผิว ทนายจำเลย กล่าวว่า การโพสต์ข้อความแก้ไขข้อความในระยะเวลาไม่นานนักของอัญชนา แสดงถึงเจตนาสุจริต ไม่ใช่เจตนาทุจริตหรือหลอกลวง และการที่จำเลยเป็นนักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จริง ช่วยเหลือชาวบ้านจริง ทำให้มีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วจากการโพสต์ข้อความดังกล่าว จากเดิมที่มีการค้างจ่ายมาตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันก็ไม่มีการค้างจ่ายแล้ว
เรียกร้องหยุดใช้ SLAPPs ฟ้องปิดปากนักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชน
หลังศาลมีคำพิพากษา เวลา 13.00-16.00 น. ที่โรงแรมอิมพีเรียล นราธิวาส สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภาคีเครือข่าย ได้ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์คดี SLAPPs ในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อเรียกร้องการเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับพลเมือง และยุติการใช้กฎหมายปิดปากนักกิจกรรม สื่อมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่อง ยุติการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น หยุดการใช้ SLAPPs หรือการดำเนินคดีฟ้องร้องเพื่อข่มขู่หรือปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation - SLAPPs) ต่อนักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนในจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี โดยระบุว่าจนถึงปัจจุบัน มีอย่างน้อย 8 คดี มีผู้ถูกกล่าวหา 27 คน และมี 2 คดี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแล้ว
แถลงการณ์ระบุข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้
1. เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีและการใช้ SLAPPs ในทุกกรณีต่อผู้ที่ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น หรือปฏิบัติหน้าที่ด้านสื่อสารมวลชนและสิทธิมนุษยชน
2. คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ของประชาชน นักกิจกรรม และสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
3. สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อหนุน ต่อการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การรายงานข่าว และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ความไว้วางใจ และสันติภาพอย่างยังยืน
4. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างปลอดภัย เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาสังคมและสันติภาพ
.............................
แถลงการณ์ภาคประชาสังคม
เรื่อง: ยุติการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น หยุดการใช้ SLAPPs ต่อนักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนในจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี
6 พฤศจิกายน 2568
"สันติภาพไม่ได้เกิดจากความเงียบ แต่เกิดจากความกล้าที่จะปกป้องกันอย่างมีส่วนร่วม และพื้นที่สาธารณะคือหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคม และความปลอดภัยคือเงื่อนไขพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"
ด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของประชาชน นักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชน ภาคประชาสังคมขอแสดงความกังวลอย่างยิงต่อแนวโน้มการดำเนินคดีฟ้องร้องเพื่อข่มขู่หรือปิดปาn (Strategic Lawsuits Against Public Participation - SLAPPs) ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน รวมอย่างน้อย 8 คดี มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 27 คน โดยอย่างน้อย 2 คดี ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว
การใช้คดี SLAPPs ต่อประชาชนและผู้ปกป้องสิทธิ ไม่เพียงเป็นการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นพื้นฐาน แต่ยังสร้างความหวาดกลัวและบั่นทอนพลังของผู้ทำงานเพื่อสันติภาพและแก้ไขความขัดแย้ง หลายคนต้องเผชิญแรงกดดันทั้งทางจิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม ขณะที่สิ่งที่พวกเขาทำคือการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้รัฐธรรมนูญไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี
ดังนั้นเราขอเน้นย้ำว่า การดำเนินคดีในลักษณะนี้เป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรม ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และความน่าเชื่อถือของรัฐ เนื่องจากขาดความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเป็นอิสระในการบังคับใช้กฎหมาย
เราในฐานะองค์กรภาคประชาสังคม นักกิจกรรม และผู้สนับสนุนสิทธิมนุยชน มีความเห็นและข้อเรียกร้องร่วมกันดังนี้:
1. เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีและการใช้ SLAPPs ในทุกกรณีต่อผู้ที่ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น หรือปฏิบัติหน้าที่ด้านสื่อสารมวลชนและสิทธิมนุษยชน
2. คุ้มครองเสร็ภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ของประชาชน นักกิจกรรม และสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
3. สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อหนุน ต่อการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การรายงานข่าว และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ความไว้วางใจ และสันติภาพอย่างยังยืน
4. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างปลอดภัย เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาสังคมและสันติภาพ
กระดุมเม็ดแรกแห่งกระบวนการสันติภาพเริ่มต้นในปี 2556 แต่กระดุมเม็ดที่สำคัญ คือเสรีภาพและความยุติธรรม แต่ยังคงถูกปิดกั้น เราจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ยุติการกระทำใด ๆ ที่จำกัดเสรีภาพของประชาชนในพื้นพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี และร่วมกันสร้างสังคมที่สันติสุขและเคารพศักดิ์ศรีของทุกคนอย่างเท่าเทียม
เราจะยังคงยืนหยัด ใช้เสียงของเรา และร่วมมือกันเพื่อให้สันติภาพไม่เป็นเพียงวาทกรรม แต่เป็นความจริงในชีวิตของทุกคนบนแผ่นดินนี้
