การเจรจา FTA ไทย-อียู เป็นโอกาสสำคัญที่จะกดดันรัฐบาลไทยให้ยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศในการเพิ่มสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงาน ที่จะเป็นก้าวสำคัญของขบวนการแรงงานไทยในอนาคต หลังอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยปฏิเสธการให้สัตยาบันมาตลอด 70 กว่าปี การผลักดันสิทธิในการรวมตัวของแรงงานผ่านการเจรจา FTA ไทย-อียู มีโอกาสจะเป็นประตูจะนำไปสู่สิทธิของแรงงาน
การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรปย้อนกลับมาอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลต้องการเปิด ‘เสรี’ โดยไม่รับรู้หรือเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น...เหมือนเดิม เพราะหากมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก็หมายความว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีความจริงใจเพียงพอที่จะให้การค้าเสรียังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายย่อมสามารถตระเตรียมกฎหมาย นโยบาย มาตรการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่มักจะเกิดขึ้นเสมอกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีอำนาจต่อรองน้อยในสังคมไทย
‘ประชาไท’ นำเสนอประเด็นข้อวิตกกังวลต่อการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปของรัฐบาล (อีกครั้ง) ในมิติต่างๆ จากเวที ‘เสียงประชาชน สู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน 2568
แม้ว่าไทยจะมีแรงงานมากกว่า 40 ล้านคน แต่สิทธิและพลังต่อรองของแรงงานกลับผกผันกับปริมาณ เสียงของกลุ่มทุนที่จับมือกับรัฐมักดังและแข็งกร้าวกว่าฝ่ายแรงงานเสมอ สถานการณ์นี้ทำให้การยกระดับชีวิตของแรงงานไทยเป็นไปได้ยาก
ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ที่ปรึกษาสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและนักวิชาการด้านแรงงานนักวิจัยของสถาบันเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปเป็นโอกาสสำคัญที่จะกดดันรัฐบาลไทยให้ยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศในการเพิ่มสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงาน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของขบวนการแรงงานไทยในอนาคต

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา
สภาพแรงงานไทยใต้เผด็จการทุนนิยม
ในมิติด้านสิทธิแรงงาน ศักดินายืนยันเบื้องต้นว่าขบวนการแรงงานไม่ได้สนับสนุนเอฟทีเอ แต่เป็นการพยายามผลักดันให้การค้าเสรีเป็นการค้าที่เป็นธรรม ไม่เกิดการละเมิดสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) แต่ก็ไม่สามารถผลักดันให้เข้าไปอยู่ในข้อตกลงของ WTO ได้ ทางขบวนการจึงหันมาผลักดันในข้อตกลงเอฟทีเอแบบทวิภาคี
ทั้งนี้บริบทสังคมไทยปัจจุบันไม่เอื้อต่อการให้แรงงานซึ่งมีอยู่ประมาณ 40 ล้านคนเข้าถึงสิทธิได้ แม้จะเป็นคนส่วนใหญ่ แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ดี ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดสภาพการจ้างงานและสิทธิของแรงงานไทยประการแรกคือพื้นฐานของสังคมไทยเชื่อว่าคนไม่เท่ากันซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากระบบศักดินา ความคิดแบบอุปถัมภ์นี้นำไปสู่ระบบอำนาจนิยม ทั้งระดับประเทศถึงระดับโรงงาน สะท้อนผ่านคำว่านายจ้างกับลูกจ้างที่มีความหมายเชิงลำดับชั้น อำนาจตัดสินใจจึงตกอยู่ที่นายจ้าง ทำให้แนวคิด Social Partnership หรือหุ้นส่วนทางสังคมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่เกิดขึ้นจริง นายจ้างไม่เชื่อว่าแรงงานเป็นหุ้นส่วนที่มีสิทธิและเสียงเท่ากัน
ประการที่ 2 คือการเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเอฟทีเอยุคใหม่ มันเป้นแนวคิดที่เชื่อเรื่องการแข่งขันอย่างรุนแรง เชื่อในตลาด ซึ่งก็ฝังรากในสังคมไทยมานานเช่นกันตั้งแต่หลังการปฏิวัติของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2501 ที่อเมริกาเข้ามาสนับสนุนและฝังความเชื่อว่าปล่อยให้ตลาดทำงาน รัฐไม่แทรกแซง จนนำไปสู่การผูกขาด
“โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์” ศักดินากล่าว “รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป จากที่เคยรวมกันทำงานในโรงงานใหญ่ๆ ตอนนี้กระจายตัวออก อำนาจต่อรองของแรงงานตกลงเรื่อยๆ เกิดสิ่งที่เรียกว่า informalization หรือการผลักคนออกไปอยู่นอกระบบ หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ เอฟทีเอในรูปแบบใหม่ๆ ก็มุ่งเน้นให้ทุนเคลื่อนที่เสรีที่สุด มีการแปรรูปและลดบทบาทของรัฐ กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบมากขึ้น”
ประการที่ 3 คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป ปัจจุบันหลายประเทศในยุโรปวางแผนเพื่อเข้าสู่ยุคนี้อย่างเป็นระบบ แต่ประเทศไทยไม่มีแผนที่ชัดเจน คนงานไม่มีส่วนร่วมใดๆ สมัยรัฐบาลประยุทธ์ก็พูดถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาก็ถูกวางโดยกลุ่มทุนต่างๆ การเข้าสู่ยุค 4.0 ของไทยจึงไม่มีแรงงานอยู่ในสมการ ทำให้แรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบมากขึ้น และแม้จะเข้าสู่ระบบการทำงานใหม่ แต่คนงานก็แทบไม่มีโอกาสกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงเลย
ประการที่ 4 การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ขาดแคลนแรงงาน ซึ่งตามกลไกตลาดค่าจ้างควรเพิ่มขึ้น แต่กลับเป็นว่าค่าจ้างถูกกดต่ำลง มีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติเพื่อกดค่าแรงอีกที แรงงานในภาคดูแลผู้สูงอายุทำงานหนักขึ้นโดยไม่ได้รับการดูแล
“หากเราดูจากภาพรวม นักรัฐศาสตร์เรียกประเทศไทยว่าอยู่ในพื้นที่เผด็จการทุนนิยม คือเชื่อตลาดอย่างสุดโต่ง ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้อุปถัมภ์นำการเมืองไปสู่อำนาจนิยม พื้นที่นี้คือพื้นที่ของการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มีแรงงานกว่า 700,000-800,000 คนในภาคนี้ แต่บางโรงงานตอนนี้ทำงานแค่อาทิตย์ละ 3 วัน โรงงานผลิตชิ้นส่วนก็ทยอยปิดตัว เราจะเห็นพี่น้องแรงงานจากภาคยานยนต์ปักหลักอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลมาหลายวันแล้ว พวกเขาไม่ได้รับการดูแลเลย นี่คือภาพที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจและแรงงานไทยทุกวันนี้” ศักดินา กล่าว


สิทธิการรวมตัวและต่อรองต้องเกิดขึ้น
ในมุมมองของศักดินา ปัญหาใหญ่ที่สุดของแรงงานไทยคือสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ทำให้แรงงานไม่สามารถรวมตัวกันได้ ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้ อำนาจจึงตกอยู่กับนายทุนผูกขาดส่วนน้อย
“ถ้าเราดูประเทศต่างๆ ที่มีคนงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศรวมตัวกันได้ สิ่งที่ตามมาคือประเทศเหล่านั้นจะมีความเป็นประชาธิปไตย มีชีวิตที่ดี มีสวัสดิการ ไม่มีประเทศไหนที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็ง มีสวัสดิการ มีความเสมอภาคเท่าเทียมเกิดขึ้นโดยไม่มีขบวนการแรงงานที่เข้มแข็ง นี่คือเหตุให้เราสนใจเรื่องการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง ประเทศไทยมีคนเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเพียง 1.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมากๆ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสูง มีรัฐสวัสดิการดีๆ อย่างในสแกนดิเนเวีย ประเทศที่มีสมาชิกสหภาพน้อยที่สุดในกลุ่มนอร์ดิกคือนอร์เวย์ มี 54 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์มี 78-90 เปอร์เซ็นต์”
ในส่วนของอัตราความครอบคลุมของการเจรจาต่อรองร่วมกันหรือ Collective Bargaining Agreement coverage rate (CBA coverage rate) หลายประเทศในยุโรปมีอัตราอยู่ที่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวเลขเดือนพฤษภาคมของไทยอยู่แค่ 0.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ศักดินากล่าวว่านี่หมายความว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานไทยตกอยู่ในกำมือของนายจ้าง แม้ปัจจุบันในไทยจะมีสมาชิกสหภาพแรงงานในภาคเอกชนประมาณ 390,000 คน ในรัฐวิสาหกิจประมาณ 130,000 คน แต่ก็เป็นเพียงสหภาพขนาดเล็กและกระจัดกระจายประมาณ 1,000 กว่าสหภาพ มีสภาแรงงานมากถึง 21 แห่ง ขณะที่เยอรมนีมีเพียง 8 สหภาพเท่านั้น ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าแรงงานในไทยมีอำนาจต่อรองเพียงน้อยนิด และสิ่งนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นเพราะรัฐและทุนช่วยกันจัดการให้เกิดสภาพนี้ขึ้น
ศักดินาอธิบายว่า อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยปฏิเสธการให้สัตยาบันมาตลอด 70 กว่าปีด้วยเหตุผลเดิมๆ ว่ากลัวว่าแรงงานต่างข้ามชาติในไทยจะรวมตัวกัน เป็นความหวาดกลัวที่ทำให้แรงงานไม่ได้รับสิทธิ แม้รัฐธรรมนูญจะให้สิทธิการรวมตัว แต่กฎหมายที่ใช้จริงมีอยู่สองฉบับคือ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งครอบคลุมแค่คนส่วนน้อย ทำให้คนที่ไม่มีนายจ้างหรือเป็นข้าราชการไม่สามาถรวมตัวได้
“นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องผลักดันผ่านการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี สองฉบับนี้เป็นประตูแรกที่จะนำไปสู่สิทธิอื่นๆ ของคนงาน การที่เราเข้าไม่ถึงสิทธิการรวมตัวเจรจาต่อรองทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ของความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประเทศยิ่งพัฒนาไปก็ยิ่งจนลง ล่าสุด ITUC (International Trade Union Confederation หรือสมาพันธ์สหภาพแรงงานระหว่างประเทศ) เพิ่งออก Global Rights Index ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่เลวร้ายที่สุดที่ไม่มีหลักประกันด้านสิทธิแรงงานเลย เราอยู่ในกลุ่มนี้มาตลอด”
“ส่วน FTA จริงๆ เรามีข้อตกลงกับหลายประเทศ แต่กรณียุโรปต่างจากที่อื่น เพราะยุโรปพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิทางสังคมมาก ขบวนการแรงงานในยุโรปมีเสียงดัง เราจึงเชื่อว่าอาจมีเงื่อนไขที่ทำให้เราได้ประโยชน์ในเรื่องแรงงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราสนับสนุนให้ทำ FTA เสมอไปนะครับ ยังมีหลายเรื่องที่เราปล่อยไม่ได้”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง




ใช้อียูกดดันรัฐบาลไทยให้ยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศ
ศักดินาเห็นว่าการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปจะเป็นโอกาสให้ขบวนการแรงงานไทยส่งเสียงเรียกร้องให้สหภาพยุโรปใช้การค้าเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิแรงงานในไทย
“อียูอ้างว่าต้องการทำการค้าเพื่อส่งเสริมสิทธิ ไม่ต้องการค้าขายกับประเทศที่เอาเปรียบ เพราะประเทศที่ละเมิดสิทธิแรงงานจะมีต้นทุนต่ำ เป็นการเอาเปรียบทางการค้า นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องผลักดันเรื่องของเรา เขาคุยกันมาตั้งแต่ปี 2553 แต่เกิดรัฐประหารปี 2557 อียูก็หยุดเจรจา ตอนนี้การเจรจากลับมาแล้ว รอบต่อไปเราต้องนำประเด็นของเราไปกดดันให้เขารับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้กระทบกับเรา และอียูที่อ้างว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย คำนึงถึงส่วนรวมก็ควรพิจารณาเรื่องนี้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเอฟทีเอถึงสำคัญกับเรา”
สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขที่ทางขบวนการแรงงานยื่นแก่อียูและสิ่งที่จะทำต่อไปคือการกดดันรัฐบาลไทยให้รับสัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 เพื่อเปิดทางให้การเจรจาค้าทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากสหภาพยุโรปคำนึงถึงสิทธิแรงงานและมีกลไกที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง กรณีตัวอย่างเวียดนามซึ่งให้สัตยาบันฉบับที่ 98 ก่อนเซ็นข้อตกลงในปี 2020 และสัญญาว่าจะให้สัตยาบันฉบับที่ 87 แต่ผ่านมา 5 ปีก็ยังไม่เกิดขึ้น เหตุนี้ศักดินาจึงเสนอว่าไทยจะต้องให้สัตยาบันทั้งสองฉบับก่อน
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังมีนโยบาย Trade and Sustainable Development ที่ถูกบรรจุตั้งแต่ปี 2011 โดยเริ่มเจรจากับเกาหลีใต้ก่อน ทำให้เกาหลีต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาที่เป็น Core Labour Standards แต่ก็ยังใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะให้สัตยาบันทั้งสองฉบับ หลังปี 2011 เป็นต้นมา เอฟทีเอทุกฉบับจะมีประเด็นสิทธิแรงงานผนวกอยู่ด้วย ทำให้เอฟทีเอของสหภาพยุโรปมีบทเกี่ยวกับสิทธิแรงงานชัดเจนมากขึ้น
“กรณีประเทศไทย ถ้าเราทำเอฟทีเอแล้วเขายอมผนวกเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราก็มีโอกาสเดินหน้า แต่ก็อย่างที่หลายคนบอกว่าการเจรจาไม่ค่อยโปร่งใส เข้าไปคุยกัน 5 รอบ มีสรุปออกมาสั้นๆ รอบ 3 ก็พูดนิดเดียวว่ามีคุยเรื่องสิทธิแรงงาน แต่ไม่รู้คุยอะไรบ้าง เราก็ตามไม่ทันว่าไปถึงไหนแล้ว แต่ถ้าเราผลักดันเรื่องนี้สำเร็จ มันก็จะนำไปสู่การให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO 87 กับ 98 และการปรับแก้กฎหมาย ถ้าเรารวมตัวกันเจรจาต่อรองได้ มีเงื่อนไขเข้าถึงได้เสรี คนก็จะเข้าถึงสหภาพแรงงานง่ายขึ้น ตอนนี้รวมตัวเป็นสหภาพก็ยังถูกเลิกจ้างได้ ถูกกีดกันสารพัด แต่ถ้าเราผลักดันได้ รัฐบาลต้องรายงานนายจ้างและลูกจ้างซึ่งช่วยให้เราตรวจสอบได้มากขึ้น เชื่อว่าสถานการณ์เรื่องการรวมตัวจะดีขึ้น เรามองว่านี่คือเงื่อนไขที่เราจะใช้ผลักดันรัฐบาล กระทรวงแรงงานมักอ้างว่าต้องทำกฎหมายให้เสร็จก่อนถึงจะให้สัตยาบัน แต่ทำมา 30 กว่าปีก็ยังไม่เสร็จ เพราะทำทีไรก็ขัดหลักการ เรายืนยันว่าควรให้สัตยาบันก่อน แล้วค่อยไปแก้กฎหมายให้สอดคล้อง” ศักดินา กล่าว
