ชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือจัดงานชาติพันธุ์ประจำปี 2568 ท่ามกลางอนาคตกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกสั่นคลอนด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดงาน ‘ภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมือง พลังสร้างสรรค์สู่อนาคต’ โดยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, และสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาแห่งประเทศไทย
โดยภายในงานเป็นการรวมตัวกันของ 21 ชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนืออันได้แก่ กะเหรี่ยง - มัง - อาข่า - ลาหู่ - ลีซู - ลเวีอะ - เมี่ยน - ดาราอาง คะฉิ่น - มลาบรี - ถิ่น - ไตหย่า - บีซู - ขมุ ไทใหญ่ - ไทยอง - ไท-ยวน - ไทลื้อ - ไทเขิน - อืมปี -ปะโอ และกะแย
ในพิธีเปิดงานได้มีการต้อนรับแขกเข้าบ้านตามธรรมเนียมของชาวไตหย่า เมื่อมีแขกเดินทางมาเยี่ยมเยือน จะต้องเดินผ่านเชือกที่กั้นประตูหมู่บ้าน (ทางเข้างาน) โดยต้องก้าวเข้าไปอย่างเป็นจังหวะด้วย เริ่มเดินเข้าไปอยู่ระหว่างเชือก จากนั้นให้เดินถอยหลังหนึ่งครั้ง ตามด้วยสเต็ปที่สอง เดินเข้ามาอยู่ระหว่างเชือกอีกครั้งและเดินถอยหลังกลับไป ในครั้งที่ 3 ให้เดินข้ามเชือกเพื่อเข้าสู่หมู่บ้าน โดยจะมีการต้อนรับด้วยแตงโม น้ำชา "เหล้าไตหย่า" และของหวาน "ข้าวแหลกล่อม" พิธีกรรมนี้มีความหมายว่า แขกที่มาแล้วจะกลับมาเยี่ยมหมู่บ้านอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และพ.ร.ฎป่าอนุรักษ์ 2 กฎหมายสั่นคลอนอนาคตชนเผ่า
กันตพงศ์ รังษีสว่าง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานในพิธีได้กล่าวเปิดงานถึงความสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง หลังจากถูกแก้ไขโดยสมาชิกวุฒิสภา กันตพงศ์กล่าวว่า
"การออกกฎหมาย ควรต้องฟังจากคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง และไม่ควรบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลง"
กันตพงศ์อธิบายต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้จะส่งเสริมตัวตนและวิถีชีวิตอัตลักษณ์ของทุกชาติพันธุ์ในประเทศไทย เพื่อให้ทุกชาติพันธุ์สามารถอนุรักษ์วิถีชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง รวมทั้งเป็นเครื่องมือสร้างหลักประกันให้กับทุกชนเผ่าว่าพวกเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มีหน่วยงานรัฐที่คอยปกป้องและสนับสนุนทุกชาติพันธุ์เพื่อให้เข้าถึงสิทธิพึงมีของตนเอง
จากนั้นในเวทีเสวนาหัวข้อ ‘อัปเดตสถานการณ์ประเด็นป่าไม้ ที่ดิน’ ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์สิทธิในที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์และชาวบ้านในพื้นที่อนุรักษ์ว่ากำลังเผชิญกับการถูกลิดรอนสิทธิ ผ่านมาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 และมาตรา 121 แห่งพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ในประเด็นการใช้ประโยชน์ทรัพยากร, การอยู่อาศัยทำกิน,และใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
"ชาวบ้านโดนคุกคามว่าบุกรุกป่า ทั้งที่กฎหมายมาบุกรุกเรา กฎหมายปัจจุบันนี้กำลังตีความว่าชาวบ้านบุกรุก ทั้งที่จริงควรมาสำรวจข้อเท็จจริงในชุมชนก่อนออกกฎหมาย" ประยงค์กล่าว
ประยงค์สรุปเนื้อหาในส่วนของสถานการณ์สิทธิในที่ดินว่า ตอนนี้มีกว่า 4,000 ชุมชน ที่ส่วนใหญ่คือชุมชนชาติพันธุ์ในภาคเหนือที่อยู่อาศัยในพื้นที่อนุรักษ์ กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางที่อยู่อาศัยเมื่อตัวกฎหมายกำลังเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากบรรพบุรุษของพวกเขา ให้เป็นสิทธิชั่วคราวในการอยู่อาศัยได้คราวละไม่เกิน 20 ปี
ชิมให้รู้ราก: สัมผัสอัตลักษณ์อาหารชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือ'
ต่อจากวงเสวนาในช่วงบ่ายได้มีกิจกรรม 'ชิมให้รู้ราก': สัมผัสอัตลักษณ์อาหารชนเผ่าพื้นเมืองภาคเหนือ' โดยมีเมนูอาหารจากหลากหลายชนเผ่า เช่น ข้าวปุกงาของชาวอาข่า หรือ 'โมจิดอย' อาหารว่างที่ชาวอาข่าใช้ประกอบพิธีข้าวใหม่ วิธีการทำคือนำข้าวเหนียวดำมานึ่งและตำ จากนั้นนำมาปั้นเป็นแผ่นแบนๆ แล้วนำไปย่างไฟ ระหว่างนั้นจะมีการนำงาขี้หม้อมาคั่วและตำ จากนั้นใส่น้ำอ้อยและคนให้เข้ากัน เพื่อนำไปทาบนข้าวปุกงาที่ย่างจนสุกแล้ว
นอกจากนี้ยังมีข้าวเหลืองมันอะลู ของชาวไทใหญ่ ที่ผสมผสานจากผลผลิตทางการเกษตรที่พวกเขาเพาะปลูก เช่น มะเขือเทศ ข้าวสวย และมันฝรั่ง รับประทานคู่กับเนื้อลุง (เนื้อหมูสับผสมมะเขือเทศและทอดเป็นลูกกลมๆ) ชาวไทใหญ่เล่าว่าพวกเขานิยมรับประทานเมนูนี้เพราะทำกินง่าย และวัตถุดิบทั้งหมดสามารถหาได้ในครัวเรือน
ปิดท้ายด้วยเมนูลาบพริกของชาวบีซู จากบ้านดอยชมพู อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ที่มักทำกินกันในเวลาลงแขกทำไร่ทำนา โดยนำกระบอกไม้ไผ่มาใช้แทนเขียง และหาพืชสมุนไพรในพื้นที่มาผสมรวมกัน ได้แก่ หอมแป้น (กุยช่าย), ตะไคร้, ผักไพร, พริกหยวก, เกลือ, กระเทียม, ส้มป่อย, ใบขิง, และปลาแห้ง นำมารับประทานคู่กับข้าวเหนียวหรือข้าวสวย
โดยในช่วงท้ายของงานวันดังกล่าว ได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในภาคเหนือ ถึงร่างพ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งตอนนี้กำลังเข้าสู่วาระการพิจารณาด่วนลำดับที่ 10 ของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง หลังจากผ่านการแก้ไขมาจากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา ภายใต้ความกังวลของภาคประชาชนที่ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่คาดเดาได้ยาก และหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย ที่ฝั่งสมาชิกวุฒิสภาแก้ไขมา ทำให้จะต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา นำมาซึ่งความยืดเยื้อและกระแสทางการเมืองฝั่งอนุรักษ์ที่หวนคืนกลับมา ทำให้มีโอกาสที่ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ถูกปัดตกและทำให้ประเทศไทยยังคงไม่สามารถมีกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองได้ต่อไป
สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Ground & Proud ของทางสภาชนเผ่าพื้นเมืองที่จัดกระจาย 4 ภูมิภาคทั่วไทย เพื่อปูทางนำไปสู่การจัดงานวันชนเผ่าพื้นเมืองโลกที่กรุงเทพฯ วันที่ 10-11 สิงหาคม 2568 นี้
