ครอบครัว 'เมย' ไม่หยุดทวงความยุติธรรมให้ลูกชาย เตรียมยื่นฟ้องคดีทางแพ่งโรงเรียนนายร้อยต้นสกัดผู้กระทำผิดขณะเกิดเหตุ พ่อแม่ยังติดใจตัวจำเลยรุ่นพี่ที่สั่งธำรงวินัยลูกชายจนเสียชีวิตยังได้เข้าสู่ตำแหน่งนายร้อย รับราชการตำรวจ และมีการเลื่อนยศเป็นร้อยโทต่อไปได้อีก แม้จะมีคดีอาญาติดตัว ทางครอบครัวเตรียมจะยื่นหนังสือสอบถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป และหลังจากนี้ทางครอบครัวจะได้ติดตามความคืบหน้าอวัยวะที่หายไป หลังเคยแจ้งความไว้ต่อ สน.พญาไท เนื่องจากตำรวจออกหมายเรียกแพทย์ผู้เกี่ยวข้องมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่มีใครมาตามหมายเรียก และตำรวจไม่ยอมออกหมายจับจนเวลาล่วงเลยมากว่า 3-4 ปีแล้ว
23 ก.ค. 2568 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จ.ปราจีนบุรี อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีการเสียชีวิตของภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ ‘เมย’ อดีตนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) ที่เสียชีวิตจากการธำรงวินัย เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560
ศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาชั้นฎีกาให้ยืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ ระบุ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย ทำโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่า ด้วยอายุจำเลยไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัว รับราชการ รับใช้ชาติต่อไป จะเป็นประโยชน์มากกว่า พิพากษาโทษจำคุกรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี
ก่อนหน้านี้ ศาลทหารชั้นต้น (มีการพิจารณาในช่วงปี 2561-2562) มีคำพิพากษาให้ รอการกำหนดโทษ นักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ที่ถูกฟ้องร้องในคดีทำร้ายร่างกาย ส่วนคดีอื่นๆ ที่ครอบครัวเมย ภคพงศ์ ฟ้องนั้น พนักงานสอบสวนและอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่มีประจักษ์พยานที่เพียงพอ
ผลคำพิพากษาของศาลทหารที่ออกมาทำให้สังคมเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากต่อเรื่องความยุติธรรมในคดีการเสียชีวิตของเมย ภคพงศ์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ย้อมไทม์ไลน์ ก่อนนักเรียนเตรียมทหาร ‘เมย’ เสียชีวิต
เดือนพฤษภาคม 2560 เมย ภคพงศ์ ได้ก้าวเข้าสู่โรงเรียนเตรียมทหาร จ.นครนายก ในฐานะนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) ชั้นปีที่ 1
23 ส.ค. 2560 เมย ภคพงศ์ ถูกให้ธำรงวินัย โดยรุ่นพี่บังคับบัญชาสั่งให้ปักหัวลงพื้นห้องน้ำกลางดึกเป็นเวลานาน จนหมดสติ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายในโรงเรียน
30 ส.ค. 2560 ทางครอบครัวเผยว่า เมย ภคพงศ์ ถูกรุ่นพี่บังคับบัญชาอีกรายสั่งธำรงวินัยอีกครั้ง โดยรุ่นพี่สั่งให้วิ่ง หลังออกจากโรงพยาบาลและมีใบสั่งแพทย์ให้ทุเลาการฝึก เนื่องจากร่างกายยังไม่ฟื้นตัว
15 ต.ค. 2560 นักเรียนบังคับบัญชาปลุกให้ธำรงวินัยหลังเที่ยงคืน โดยให้ออกกำลังกายในห้องซาวน่า ภคพงศ์ และเพื่อนอีก 2 คน แจ้งว่าป่วย จึงถูกแยกออกมา และให้วิดพื้นในท่าเตรียม ยันแขนไว้กับพื้น
16 ต.ค. 2560 เมย ภคพงศ์ ถูกสั่งพุ่งหลังเป็นเวลา 1-2 นาที ก่อนที่จะฟุบลงไปและหายใจถี่ๆ คล้ายอาการโรคหอบ
17 ต.ค. 2560 เช้าวันดังกล่าวเมย ภคพงศ์ ยังถูกซ่อมธำรงวินัย โดยรุ่นพี่นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 2 ช่วงบ่ายหลังธำรงวินัยเมย ภคพงศ์ หมดสติและถูกนำตัวส่งห้องพยาบาลของโรงเรียนเตรียมทหาร ก่อนจะมีการแจ้งต่อครอบครัวว่าเมย ภคพงศ์ เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
ครอบครัวของเมย ภคพงศ์ ตรวจพบความผิดปกติของร่างกายหลังเสียชีวิต ตามร่างกายมีรอยฟกช้ำหลายจุด จึงส่งร่างไปตรวจชันสูตรที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม พบว่าอวัยวะภายในของเมย ภคพงศ์ ได้แก่ สมอง หัวใจ และกระเพาะอาหาร หายไปจากการชันสูตรครั้งแรก
เดือนพฤศจิกายน 2560 บนเว็บไซต์ Chang.org ได้มีผู้ร่วมรณรงค์ในแคมเปญ ที่ร้องเรียนต่อกองทัพบก โดยใช้ชื่อแคมเปญว่า เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ “น้องเมย” ต้องลาออก มีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 50,000 รายชื่อภายในเวลาไม่กี่วัน
เดือนธันวาคม 2560 ครอบครัวของเมย ภคพงศ์ ยื่นเรื่องให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ และคดีเริ่มเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจ
เดือนมีนาคม 2562 พนักงานสอบสวน สน.พญาไท สรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการ มีคำสั่งฟ้อง นักเรียนเตรียมทหารพิพจน์ และนักเรียนเตรียมทหารภูมิพัฒน์ในข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และว่าที่ร้อยตรีปิยพงศ์ ครูฝึก ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยคดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาของ ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) จ.ปราจีนบุรี
ความยุติธรรมในศาลทหารกับความไว้ใจของประชาชน
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุ คดีของเมย ภคพงศ์ เป็นคดีอาญาที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ที่กำหนดให้คดีอาญาที่กระทำโดยทหาร ไม่ว่าจะระหว่างทหารด้วยกันเอง หรือกระทำต่อพลเรือน “ต้องขึ้นศาลทหาร” โดยในศาลทหารนั้น ประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้เสียหายไม่สามารถมีสถานะเป็น ‘โจทก์’ โดยตรงในคดีอาญาได้เหมือนศาลพลเรือน หากผู้เสียหายไม่ใช่ทหารหรือพลเรือนสังกัดราชการทหาร ต้องมอบคดีให้อัยการทหารเป็นโจทก์ในคดีแทน การไม่มีสถานะโจทก์ส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงเอกสารหรือสำนวนคดีทั้งหมดได้ ต้องติดตามเรื่องจากอัยการทหารเท่านั้น
วันนี้ (23 ก.ค. 2568) ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงต่อสื่อมวลชนถึงผลคำตัดสินของศาลทหารสูงสุดในคดีของเมย ภคพงศ์ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ระบุว่า คำพิพากษาที่ออกมาตอกย้ำวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในกองทัพ ผู้ที่กระทำยังรับราชการต่อไป 1 นายเป็นทหาร อีก 1 นายเป็นตำรวจ แล้วกองทัพจะเป็นที่ไว้ใจของประชาชนได้อย่างไร พร้อมทั้งเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้สัตยาบันในพิธีสารเลือกรับอนุสัญญาต่อต้านการซ้อมทรมานที่จะทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาตรวจกองทัพเรื่องการซ้อมทรมานได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้กองทัพทราบล่วงหน้า
ทั้งนี้ กรรมาธิการการทหารจะเชิญโรงพยาบาลพระมงกุฎและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์มาชี้แจงในประเด็นที่มีข้อมูลและข้อสงสัยว่าอวัยวะของเมย ภคพงศ์ ที่สูญหายระหว่างการชันสูตรว่าจะเอาผิดต่อที่ผู้เกี่ยวข้องอย่างไร และจะสอบถามไปยังกองทุนสวัสดิการของกองทัพในเรื่องการเยียวยาครอบครัว
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ระบุว่า กรณีที่มีคู่กรณีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเมย ภคพงศ์ รับราชการเป็นตำรวจในปัจจุบันนั้น ตนเองต้องการเข้าขอพบครอบครัวเมย ภคพงศ์ เป็นการส่วนตัว เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ฟัง เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่คู่กรณียังไม่ได้อยู่ในสถานะตำรวจ การดำเนินการทางวินัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ. 2565 จึงไม่สามารถย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ดังกล่าวได้โดยตรง และได้สั่งการให้จเรตำรวจแห่งชาตินำผลคดีอาญามาประกอบการพิจารณาด้านวินัยและจริยธรรมในฐานะที่เป็นข้าราชการตำรวจในปัจจุบันแล้ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของเมย ภคพงศ์
ครอบครัวเตรียมฟ้องทางแพ่ง-ตามอวัยวะที่หายไป
พ่อและแม่ของเมย ภคพงศ์ ได้เดินทางไปออกรายการโหนกระแสในวันนี้ (23 ก.ค. 2568) มีการเปิดเผยว่ายังคงติดใจในคำพิพากษาของศาลทหารที่ให้โอกาสทหารรุ่นพี่ที่กระทำผิดปรับปรุงตัวรับราชการต่อไปได้ และหนึ่งในรุ่นพี่ที่สั่งธำรงวินัยลูกชายจนเสียชีวิตยังเข้าสู่ตำแหน่งนายร้อยและมีการเลื่อนยศเป็นร้อยโทต่อไปได้อีก แม้มีคดีอาญาติดตัว ทางครอบครัวจึงเตรียมจะยื่นหนังสือสอบถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป
ครอบครัวยืนยันจะไม่หยุดทวงความยุติธรรมให้ลูกชายต่อไป หลังจากนี้จะมีการติดตามเรื่องเกี่ยวกับอวัยวะที่หายไป ซึ่งได้เคยแจ้งความไว้ต่อ สน.พญาไท ทางครอบครัวระบุว่า สน.พญาไท เคยออกหมายเรียกแพทย์ผู้เกี่ยวข้องมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่มีใครมาตามหมายเรียก และตำรวจไม่ยอมออกหมายจับจนเวลาล่วงเลยมากว่า 3-4 ปีแล้ว นอกจากนี้ครอบครัวระบุว่า อวัยวะที่ได้กลับคืนมาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎไม่ใช่อวัยวะของเมย ภคพงศ์ เพราะไม่พบพันธุ์กรรม DNA ที่ตรงกัน จึงยังคงเก็บไว้และไม่ได้มีการนำไปทำพิธี
นอกจากนี้ทางทนายความในรายการและครอบครัวได้ชี้จุดให้เห็นว่าการนับกระทงความผิดของศาลทหารและศาลพลเรือนมีความแตกต่างกัน โดยศาลพลเรือนจะมีการดูความผิดของตัวผู้กระทำในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ ขณะที่ศาลในคดีของเมย ภคพงศ์ ระบุความผิดทั้งหมดเป็นความผิดเพียงครั้งเดียวในการฟ้องเอาผิดจำเลย และไม่ได้มีการชดเชยเยียวยาครอบครัวเหยื่อ แม่ของเมย ภคพงศ์ ระบุว่า ทางโรงเรียนเตรียมทหารมีการให้เงินช่วยงานศพของเมย ภคพงศ์ มาเพียงครั้งเดียวจำนวน 100,000 บาท ทางทนายความผู้ร่วมรายการจึงเสนอให้ครอบครัวของเมย ภคพงศ์ ดำเนินการฟ้องในคดีแพ่งเรียกร้องค่าชดเชยต่อหน่วยงานต้นสังกัดคือโรงเรียนเตรียมทหาร
ทั้งนี้ กรณีที่มีการกล่าวหาว่าเมย ภคพงศ์ อ่อนแอ ร่างกายมีโรคประจำตัว และมาเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ทางครอบครัวยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พ่อของเมย ภคพงศ์ ระบุว่า ลูกชายตนเองได้คะแนนตอนสอบวิชาพละของนายร้อย จปร. 944 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน คนที่มีร่างกายอ่อนแอจะทำได้อย่างไร และเมย ภคพงศ์ ไม่ได้สอบติดนายร้อย จปร. เพียงที่เดียว สอบติดทหารอากาศด้วย ซึ่งทั้งสองส่วนต้องสอบวัดความแข็งแรงของร่างกาย ครอบครัวยืนยันว่าเมย ภคพงศ์ ไม่ได้มีอาการป่วยอยู่ก่อนหน้าแล้วมาเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารอย่างแน่นอน
