Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • เสียงส่วนใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘พิเชษฐ์’ ผิด ม.144 ถอดตำแหน่ง สส. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ฝ่าฝืน ม.144 วรรค 2 มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 โครงการในพื้นที่เขตเลือกตั้ง สร้างความนิยมทางอ้อม ด้าน ‘รักชนก’ แจง ปชน.ไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม อ้างใช้กลไกเพื่อตรวจสอบทุจริตคอรัปชัน ด้าน ‘เทวฤทธ์’ เห็นต่าง ควรใช้กลไกสภาฯ จัดการ
  • ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 7 จ.เชียงราย ภายใน 45 วัน และคาดว่าจะมีการเลือก รองประธานสภาฯ คนที่ 1 สัปดาห์หน้าแทนที่ตำแหน่งพิเชษฐ์ โดยวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.พรรคเพื่อไทย เผยว่า ตำแหน่งนี้ยังเป็นโควต้าของพรรคเพื่อไทย 

 

1 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อประชาชน หรือ iLaw และ The Standard รายงานวันนี้ (1 ส.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต จังหวัดเชียงราย เขต 7 พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 สิ้นสุดสมาชิกภาพสภาผู้แทนราษฎร และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 10 ปี จากกรณีเห็นชอบงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 3 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และโครงการส่งเสริมบทบาทของสตรี ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีรูปแบบการดำเนินการโครงการ ซึ่งมีลักษณะประโยชน์ในการหาเสียงหรือสร้างความนิยมให้แก่ตนเองในเขตเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144 ที่ห้าม สส. สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือกรรมาธิการ เสนอ แปรญัตติ หรือทำการใดๆ ที่จะมีผลให้ สส. สว. กรรมาธิการ มีส่วนในการใช้งบประมาณไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

วันนี้ (1 ส.ค.) เวลา 15.00 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัย กรณีที่ภัณฑิล น่วมเจิม สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ 121 สส.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย กรณีที่พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.แบบแบ่งเขต เขต 7 เชียงราย พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ในฐานะผู้ถูกร้อง มีส่วนเห็นชอบจัดทำโครงการและให้มีการเสนองบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 โครงการ คือ 1.โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน 2.โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3.โครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง ที่พิเชษฐ์ มีส่วนทางตรง หรือทางอ้อม ในการใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 และในกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีคำขอเสนอดังกล่าวอีกครั้งใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 เป็นการเสนองบประมาณด้วยโครงการที่มีรูปแบบเดียวกันและต่อเนื่อง โดยที่พิเชษฐ์มีส่วนในการเสนอ แปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ ที่มีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณปี 2569 ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืน รธน. มาตรา 144 วรรค 2

โดยช่วงที่ผ่านมา ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 ปาก โดยเห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยในกรณีนี้

เสียงข้างมาก มอง 'พิเชษฐ์' มีส่วนในโครงการ

องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุ แม้ว่าก่อนหน้านี้สำนักงานเลขาธิการสถาผู้แทนราษฎร ขอถอนโครงการออกจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ศาลรัฐธรรมนูญต้องจำหน่ายคดี เพราะไม่มีเหตุที่ศาล รธน. จะวินิจฉัยคดีต่อไป หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญไม่จำหน่ายคดี เพราะว่ามีเหตุให้ศาล รธน.วินิจฉัยต่อไป

ประเด็นที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาผู้ถูกร้อง (พิเชษฐ์) เป็นผู้สั่งการ ให้เสนอคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณหรือคำขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณของโครงการทั้ง 3 หรือไม่

ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างว่าในการเสนองบประมาณได้มอบหมายให้ จีระพงษ์ วัฒนรัตน์ ที่ปรึกษาคณะทำงานรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ดำเนินการจัดทำโครงการและผู้ถูกร้องลงนามให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการทั้ง 3 และเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติปรับลดงบประมาณ ผู้ถูกร้องลงนามหนังสือให้แปรญัตติ

ผู้ถูกร้องชี้แจงว่า ผู้ถูกร้องไม่เคยสั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดทำโครงการเพื่อเสนองบประมาณหรือแปรญัตติงบประมาณ ผู้ถูกร้องเพียงแค่มอบนโยบายให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งผู้ถูกร้องลงนามในบันทึกข้อความ แต่ไม่ได้เขียนข้อความว่าให้เสนอคำแปรญัตติ และไม่ได้ประทับตราคำว่า ‘เห็นชอบ’ แต่เป็นบุคคลอื่นเขียนข้อความ และประทับตราดังกล่าว

พยานบุคคล จีรพงษ์ วัฒนรัตน์ เบิกความยอมรับว่า ‘ผู้ถูกร้องมีดำริ’ ให้ดำเนินโครงการทั้ง 3 โดยมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ดำเนินการ เจือสมกับคำเบิกความของพยานบุคคลอีก 2 คน ที่สอดคล้องกันว่าในการเบิกงบประมาณฯ ปี 2568 เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหารือกับผู้ร้องก่อนการเสนอ หรือแปรญัตติโครงการทั้ง 3 ซึ่งผู้ถูกร้องมีดำริให้เสนอและแปรญัตติ

สำหรับงบประมาณฯ ปี 2569 กลุ่มงานรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 สอบถามไปยังผู้ถูกร้องว่าประสงค์จะดำเนินโครงการทั้ง 3 ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งผู้ถูกร้องมีดำริให้ดำเนินโครงการทั้ง 3 ต่อ

ตุลาการศาลฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามบันทึกข้อความกลุ่มงานต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 13 พ.ค. 2568 เกี่ยวกับการเสนอคำขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณฯ ปี 2569 ของโครงการทั้ง 3 ปรากฏข้อความที่เขียนด้วยลายมืออยู่เหนือลายมือชื่อของผู้ถูกร้องสอดคล้องกับบันทึกข้อความของกลุ่มงานรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ไม่ลงวันที่ เดือน ธ.ค. 2567 เกี่ยวกับการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของโครงการทั้ง 3 ซึ่งเอกสารทั้ง 2 ฉบับมีลายมือของข้อความที่แตกต่างกัน

ประกอบกับพยานบุคคล เบิกความว่าตนเป็นผู้เขียนข้อความลงในบันทึกข้อความ จึงรับฟังได้ว่าแม้ผู้ถูกร้องลงลายมือชื่อเพียงประการเดียวโดยไม่ได้เขียนข้อความ แต่การลงลายมือชื่อในเอกสารราชการย่อมต้องพิจารณาข้อความของเอกสารก่อน ประกอบกับผู้ถูกร้องมีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วตั้งแต่ปี 2566 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า การลงลายมือชื่อในเอกสารหมายความว่าเห็นด้วยตามข้อความในเอกสาร หากไม่เห็นด้วยย่อมต้องสั่งให้มีการแก้ไข ดังนั้น การลงลายมือชื่อแม้ไม่ได้เขียนข้อความย่อมหมายความว่าเห็นด้วยกับเอกสารดังกล่าว

ประเด็นที่ 2 ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างว่าไม่ได้มี หรือเข้าไปมีส่วนโดยทางตรงและทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อนำงบประมาณไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงสร้างความนิยมให้แก่ตนเองในเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้ พบว่าทั้ง 3 โครงการเป็นโครงการที่จัดทำขึ้น ผู้ถูกร้องมีส่วนในการพิจารณาดำเนินโครงการและมุ่งเน้นดำเนินการในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเขตพื้นที่เลือกตั้งของผู้ถูกร้อง ทำให้มีพฤติการณ์และการกระทำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้ง 3 โครงการ

ประเด็นที่ 3 โครงการทั้งสามมีวัตถุประสงค์จัดทำขึ้นเป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568-2570 แม้ไม่ได้ระบุพื้นที่ในการจัดกิจกรรม แต่จากการคำเบิกความของพยาน ประกอบกับบันทึกคำเบิกความพยานที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ถูกร้องไม่ได้หักล้างให้การเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้จากข้อพิจารณา มีน้ำหนักรับฟังสอดคล้องกันว่าผู้ถูกร้องเห็นชอบให้อนุมัติสั่งการให้เสนอหรือแปรญัตติโครงการทั้งสาม

โดยในเรื่องนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่า พิเชษฐ์มีส่วนในการเสนอ แปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ ในโครงการทั้ง 3 โดยตุลาการเสียงข้างมาก 5 คนประกอบด้วย ปัญญา อุดชาชน วิรุฬห์ แสงเทียน จิรนิติ หะวานนท์ นภดล เทพพิทักษ์ และสุเมธ รอยกุลเจริญ

ส่วนตุลาการเสียงข้องน้อย 4 คน ประกอบด้วย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อุดม สิทธิวิรัชธรรม บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และอุดม รัฐอมฤต เห็นว่าการให้ความเห็นชอบให้เสนอคำแปรญัตติของผู้ถูกร้องเป็นการกระทำของผู้ถูกร้องในฐานะที่เป็น รองประธานสภาฯ คนที่ 1 มิใช่ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ฝ่าฝืนมาตรา 144 วรรค 2 หรือไม่

ประเด็นที่ 4 ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้เป็นผู้แทนราษฎรเฉพาะพื้นที่หรือเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เลือกตนเองเท่านั้น ไม่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับการเลือกตั้งจากแบบเขต หรือแบบบัญชีรายชื่อ หรือไม่ว่าจะมาจากเขตเลือกตั้งใดในจังหวัดใด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร 2 สถานะ คือ สถานะเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การใช้อำนาจของผู้ถูกร้องในการดำริให้เสนอคำขอจัดสรรงบประมาณหรือคำขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณในโครงการทั้ง 3 เป็นการใช้อำนาจในฐานะของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1

เมื่อผู้ถูกร้องขอตั้งงบประมาณในงบประมาณปี 2569 เพื่อจัดทำโครงการทั้ง 3 ต่อเนื่องจากงบประมาณปี 2568 แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ถูกร้องว่าต้องการใช้งบประมาณเช่นเดียวกับการใช้งบประมาณในปี 2568 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียง หรือสร้างความนิยมให้แก่ตนเองในเขตเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้ผู้ถูกร้อง บุคคลอื่นหรือพรรคการเมืองที่ผู้ถูกร้องสังกัดได้รับประโยชน์ในการได้รับเลือกเป็น สส. ผู้ถูกร้องทำการเสนอและแปรญัตติโครงการทั้ง 3 มีผลให้ผู้ถูกร้อง มีส่วนไม่ว่าทั้งโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณปี 2569 มิใช่เป็นการดำเนินราชการตามปกติตามกิจการของรัฐสภา ไม่เข้าข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 อนุ 2 ผู้ถูกร้องจึงเป็นผู้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรค 2

ถอดตำแหน่ง สส. ตัดสิทธิเลือกต้ัง 10 ปี

ประเด็นที่ 5 มีการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย อันเป็นการฝ่าฝืน รธน. มาตรา 144 วรรค 2 และให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล หรือไม่

หากผู้ถูกร้องเป็นผู้กระทำการฝ่าฝืน รธน. มาตรา 144 วรรค 2 จะทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 144 วรรค 3 หรือไม่ เพียงใด

ในประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า มีการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ สส. สว. หรือ กมธ. มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ฝ่าฝืน มาตรา 144 วรรค 2 และให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับ โครงการเยาวชน โครงการประชาชน และโครงการสตรี ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นอันสิ้นผล

อีกทั้ง วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ สส. ของพิเชษฐ์ หรือผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย คือ 1 ส.ค. 2568 และให้ถือว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้แก่คู่กรณีฟังโดยชอบตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 วรรค 1 (1) ประกอบมาตรา 102 และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกร้องมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 วรรค 1 เป็นวันที่ตำแหน่ง สส. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรค 1(1) ประกอบมาตรา 102 และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของพิเชษฐ์ หรือผู้ถูกร้อง เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

สำหรับตุลาการเสียงข้างมากคือ ปัญญา อุดชาชน วิรุฬห์ แสงเทียน จิรนิติ หะวานนท์ นภดล เทพพิทักษ์ บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และสุเมธ รอยกุลเจริญ

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน ประกอบด้วย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อุดม สิทธิวิรัชธรรม และอุดม รัฐอมฤต เห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่เข้าข่ายการฝ่าฝืน รธน. มาตรา 144 วรรค 2 สมาชิกภาพของ สส.ของผู้ถูกร้องจึงไม่สิ้นสุดลง

The Standard รายงานว่า วันนี้ (1 ส.ค.) ในห้องพิจารณาคดี ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้ร้อง มาศาล ขณะที่ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ผู้ถูกร้อง ทราบนัดโดยชอบแล้ว ไม่มาศาล มอบหมายให้ เมธี ใจสมุทร ผู้รับมอบฉันทะ เป็นผู้แทนมาศาล

ขั้นตอนต่อจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องจัดเลือกตั้งซ่อม เขต 7 จ.เชียงราย ภายใน 45 วัน และสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 คนใหม่

มาตรา 144 ห้าม สส. สว. กมธ. ดันงบให้ตนเองมีส่วนใช้งบไม่ว่าทางตรง/ทางอ้อม

iLaw อธิบายในเรื่องบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีนี้ คือ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า

“มาตรา 144 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) เงินส่งใช้ต้นเงินกู้

(2) ดอกเบี้ยเงินกู้

(3) เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย

“ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้

"ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทำการนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ และให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย"

สำหรับมาตรา 144 วรรคสอง กำหนดห้ามไม่ให้ สส. สว. หรือกรรมาธิการ แปรญัตติหรือการกระทำการใดที่ทำให้ สส. สว. หรือกรรมาธิการมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม โดยเหตุที่กำหนดไว้แบบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแปรญัตติเอางบไปลงพื้นที่ของตัวเองเหมือนที่เคยมีในอดีต เช่น การนำงบไปลงกับการสร้างศาลา สนามฟุตบอล สะพาน ฯลฯ

หากไปย้อนไปพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้ในบันทึกความเห็นของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานนั้น จะไม่ได้อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่มีจรัส สุวรรณมาลา เป็นประธานอนุกรรมาธิการด้านการคลัง มองว่าเรื่องงบ  สส. เป็นเรื่องสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแปรญัตติงบประมาณไปเอื้อประโยชน์แก่บรรดา  สส. จึงต้องเพิ่มบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้นำเงินงบประมาณที่ สส. แปรญัตติ “ปรับลดหรือตัดทอน” ไปไว้ในงบประมาณส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนราชการหรือ  สส. เอาไปใช้จ่ายโดยตรงไม่ได้ ส่วนจะนำไปไว้ในส่วนใดนั้น จะพิจารณากำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ไว้ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณต่อไป

'วิสุทธิ์' เผยเลือก รอง ปธ.สภาฯ คนใหม่สัปดาห์หน้า โควต้า พท.

ในวันเดียวกัน The Standard รายงานว่า วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล เปิดเผยว่าได้รับการประสานจาก วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าให้รีบดำเนินการประสานกันในพรรคร่วมรัฐบาลหาบุคคลที่เหมาะสมมาให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทน พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่เพิ่งถูกศาลสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง

โดยจากการปรึกษาหารือกันแล้ว ให้บรรจุระเบียบวาระเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ในวันพฤหัสที่ 7 ส.ค.นี้เลย เนื่องจากสัปดาห์ถัดไปจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2669 วาระที่ 2 และ 3 ซึ่งต้องประชุมกันดึกดื่น 3 วันเต็ม ควรต้องมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาสลับกัน

วิสุทธิ์ ยืนยันว่า ตำแหน่งนี้เป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องให้ที่ประชุมพรรคในวันอังคารที่ 5 ส.ค.นี้ ปรึกษาหารือกันก่อน และในวันดังกล่าวน่าจะ ได้บุคคลที่เหมาะสม

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าวิสุทธิ์จะมานั่งตำแหน่งนี้นั้น วิสุทธิ์ กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมพรรคตัดสินใจ และส่วนตัวไม่มีปัญหาอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ ไม่ทำงานได้เต็มที่และมีประโยชน์สูงสุดกับประชาชน   หากไปเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรงานก็จะสบายกว่าเป็นประธานวิปรัฐบาล  แต่ หากออกจากประธานวิปก็ยังเป็นห่วงอยู่ 

วิสุทธิ์ กล่าวว่ากรณีโยกงบประมาณของพิเชษฐ์ที่ถูกศาลวินิจฉัยเช่นนี้ ก็ถือเป็นบทเรียนของนักการเมือง ที่ต่อไปจะต้องระมัดระวัง บางครั้งอย่าไปตีความเข้าข้างตัวเองและต้องไม่ประมาท ต้องสำนึก อย่าไปคิดว่าไม่ผิด ควรต้องปรึกษาหลายๆ ฝ่ายและ อะไรที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยง ก็ไม่ควรทำ ถือเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการเป็นนักการเมือง ทำให้ต้องระมัดระวัง ในการทำหน้าที่ตรงนี้

“ผมเคยเตือนหลายครั้ง พูดมาตลอดด้วยความเป็นห่วง ในฐานะน้องว่าอย่าทำเช่นนี้  ซึ่งบางครั้งพูดบ่อยๆ ทำให้คนใกล้ตัวพิเชษฐ์ โกรธผมด้วยซ้ำ แต่ขอยืนยันว่าเป็นการเตือนด้วยความหวังดี อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นเชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของพรรค” วิสุทธิ์ กล่าว

'รักชนก' แจง ปชน.ไม่เห็นด้วยนิติสงคราม ใช้กลไกองค์กรอิสระตรวจสอบทุจริต

ภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้พิเชษฐ์ พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรค 2  เป็นเวลา 10 ปี ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุด รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กตนเอง ชี้แจงในกรณีดังกล่าว

รักชนก ศรีนอก (แฟ้มภาพเมื่อปี 2556 ถ่ายโดย iLaw)

โพสต์รักชนก เผยว่า เดี๋ยวจะมีการตั้งคำถามกับพรรคประชาชนว่าที่ผ่านมาการวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญอย่างหนัก และแสดงความเห็นโต้แย้งในหลายกรณี แต่ทำไมมาใช้เครื่องมือนี้ ซึ้งขอยืนยันหลักการว่า พรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกันกับการใช้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือทางการเมือง เราไม่ร่วมสังฆกรรมกับการใช้ ‘นิติสงคราม’ เพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่เลือกวิธี ไร้หลักการ เราไม่เคยสนับสนุนการเล่นงานกันด้วยเรื่อง ‘จริยธรรม’ ไม่เคยสนับสนุนการที่องค์กรอิสระมาตัดสินเรื่อง ที่ควรเป็นการรับผิดรับชอบทางการเมือง ไม่เคยสนับสนุนการยุบพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคใด รวมถึงไม่สนับสนุนการหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกที่ผ่านๆ มาด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นการใช้ ‘กลไกการตรวจสอบ‘ ขององค์การอิสระ เพื่อจัดการกับ ’การทุจริตและคอรัปชั่น’ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะยอมไม่ลดลาวาศอกแม้แต่นิดเดียว เรายืนยันในหลักการ

ด้านเทวฤทธิ์ มณีฉาย อดีตสื่อมวลชน และสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความออกมาให้ความเห็นกรณีนี้เช่นกัน โดยไม่เห็นด้วยกับการใช้องค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ แต่ควรใช้กลไกสภาฯ ในการจัดการปัญหามากกว่า

โพสต์ของเทวฤทธิ์ ระบุว่า 1. ควรเป็นความผิดหรือไม่ แม้รัฐธรรมนูญห้าม 2. หากผิดควรมีโทษเพียงใด ตัดสิทธิฯการเมือง หรือให้เจ้าตัวพิจารณาตัวเอง หรือเพียงระงับโครงการ 3. ใครควรเป็นผู้ตัดสิน ศาล รธน.หรือสภาลงมติและเจ้าตัวรับผิดชอบตัวเอง

จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจและช่องทาง แต่เราควรมาดูไหมว่าเราควรจะให้ความผิดนั้นมันต้องรับผิดชอบแค่ไหนและกับใคร ถ้าฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่า พิเชษฐ์ผู้ได้รับเลือกจากชาวเชียงรายเขต 7 แต่ต้องรับผิดชอบกับศาลรัฐธรรมนูญจากความผิดดังกล่าวถึงขั้นทำให้ตัวแทนของประชาชนเขต 7 นั้นต้องสิ้นไปจนถึงแบนไปอีก 10 ปี มันได้สัดส่วนกันหรือไม่

กับอีกทางออก เช่น เอาโครงการหรือร่างคำแปรญัตตินั้นมาโหวตคว่ำในสภาตอนพิจารณาร่างงบฯเพื่อยับยั้งโครงการนั้น ในฐานะที่จริงอยู่เป็นโครงการที่คนเชียงรายได้ประโยชน์แต่ก็ต้องรับผิดชอบกับคนทั้งประเทศผ่านมติสภา และหากเรามองว่าผิดจริงขนาดต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ก็ควรเป็นการลงมติผ่านคณะกรรมการจริยธรรมของสภามากกว่าไหม

"สรุปผมไม่เห็นด้วยกับการยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญมาฟันเรื่องนี้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญบัญญัติ แต่ควรใช้กลไกสภาหรือไม่ก็ความรับผิดชอบของตัวนักการเมืองเองมากว่า เราควรบายพาสอำนาจที่ไม่ชอบธรรมหากเลือกได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการส่งเสริมความชอบธรรมให้อำนาจนั้น" โพสต์เทวฤทธิ์ ระบุ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง