Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ราคา 'ลำไย' ไทยปรับลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี 11 เดือน ช่วง ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา - สถานการณ์ที่เชียงใหม่-ลำพูน ราคาตกต่ำสุดรอบหลายปี ผู้ปลูกลำไยรายย่อยต้องปล่อยเน่าคาต้นหากเก็บเกี่ยวไม่คุ้มค่าจ้างแรงงาน จุดรับซื้อหยุดรับซื้อ ราคา AA ต่ำกว่า 10 บาท ช่วงต้นเดือน ส.ค. เหลือ 5-7 บาท - สส.เชียงใหม่ แนะ "อุดหนุนรับซื้อลำไยส่วนเกินทุกเกรดเพื่อพยุงราคา-สนับสนุนโรงอบรายย่อยของคนไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผลผลิต-เปิดเผยข้อมูลโควต้ารับซื้อให้โปร่งใสและแจ้งชัดเจนต่อชาวสวน-ฟังเสียงชาวสวนจากพื้นที่จริงไม่ใช่เพียงรายงานบนโต๊ะ"

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยแพร่บทวิเคราะห์ระบุว่า ราคาลำไยไทยปรับลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี 11 เดือน แตะ 14 บาทต่อกิโลกรมในเดือนกรกฎาคม 2568 และทั้งปี 2568 คาดว่าราคาลำไยจะลดลง 35.8% ไปเฉลี่ยอยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยกดดันราคาในปี 2568 มาจากอากาศเอื้ออำนวย โดยเฉพาะในภาคเหนือที่เป็นแหล่งผลิตหลัก (เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา) ดันผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น 19% สูงกว่าอดีต 1.2 เท่า อีกทั้งผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้น 17.2% จากเกษตรกรใช้สารกระตุ้นการออกดอกและบำรุงต้นลำไยมากขึ้น รวมไปถึงแรงจูงใจด้านราคาลำไยที่อยู่ในเกณฑ์ดีในปีก่อน โดยในปี 2566-2567 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 28.3 บาทต่อกิโลกรัม

ผลกระทบจากราคาลำไยที่ลดลงและผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในปี 2568 จะกระทบเกษตรกร 0.21 ล้านครัวเรือน ให้มีรายได้ลดลง 23.6% ไปอยู่ที่ 30,343 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอดีตถึง 3,883 ล้านบาท และยังส่งผลต่อการส่งออกให้มีมูลค่าส่งออกลำไยสดของไทยที่โต 4.7% ชะลอลงจากปีก่อนที่โต 20.5% จากแรงฉุดด้านราคา

คาดผลผลิตเดือนสิงหาคม 400,000 ตัน จากทั้งฤดูกาล 740,000 ตัน

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม กรมการค้าภายในร่วมกับสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เริ่มมาตรการรับซื้อลำไยรูดร่วงเกรด AA และ A รวม 100,000 ตัน เกรด AA รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 13 บาท เกรด A ไม่ต่ำกว่า 6 บาท หวังช่วยพยุงราคาในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก พร้อมวอนชาวสวนทยอยเก็บผลผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพและเพิ่มโอกาสขายได้ราคาดี

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน (DIT) ได้ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อตรวจติดตามการดำเนินโครงการช่วยเหลือด้านการตลาดลำไยในฤดูกาลผลิตปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มลำไยรูดร่วงเกรด AA และ A ซึ่งปีนี้มีปริมาณผลผลิตค่อนข้างมาก ซี่งขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 30% โดยคาดว่าผลผลิตรวมทั้งฤดูกาลจะอยู่ที่ประมาณ 740,000 ตัน และจะมีผลผลิตในฤดูออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงสิงหาคม ปริมาณ 400,000 ตันโดยประมาณ

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “วันนี้ DIT จึงเร่งดำเนินมาตรการร่วมกับสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพื่อดึงผลผลิตออกจากตลาดสด และกำหนดราคาขั้นต่ำเพื่อพยุงราคาลำไยไม่ให้ตกต่ำ โดยเริ่มดำเนินการรับซื้อตั้งแต่วันนี้ (1 สิงหาคม) ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2568 โดยลำไยรูดร่วงเกรด AA รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 13 บาท โดย DIT สนับสนุนค่าบริหารจัดการ 3 บาท/กก. เกรด A รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 6 บาท สนับสนุนค่าบริหารจัดการ 2 บาท/กก.

และเพื่อจะให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ต้องขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทางจังหวัด และอำเภอ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ว่าตอนนี้ ณ โรงร่อนราคารับซื้อลำไยรูดร่วง AA น่าจะอยู่ที่ 12 กับเกรด A ราคา 5 บาท ส่วนที่โรงงานอบแปรรูป ราคารับซื้ออยู่ที่ 13 บาท กับ 6 บาทและจะยืนอยู่ที่ราคานี้ต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า 20 วัน พี่น้องชาวสวนจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บ เพื่อคุณภาพสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาด”

สำหรับลำไยรูดร่วงเกรด B กรมมีมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน โดยเริ่มดูดซับผลผลิตมาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม และยังคงดำเนินการต่อเนื่องอย่างเป็นระบบผ่านกลไกตลาดภายในประเทศ การเชื่อมโยงตลาด ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง รวมถึงกิจกรรมพรีออเดอร์กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับลำไยสดช่อ

“มาตรการช่วยเหลือลำไย เป็นมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงตลาด โดยเน้น “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” และได้มอบหมายให้ DIT ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อพยุงราคาและสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าสามารถนำผลผลิตคุณภาพดีมาจำหน่ายได้อย่างมีเสถียรภาพ” นายวิทยากรกล่าว

ด้านนายธนกฤต ตันวัฒนากุล นายกสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เปิดเผยว่า “ทางสมาคมฯ เป็นเครือข่ายของกรมการค้าภายใน และพร้อมสนับสนุนนโยบายกรมอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือเกษตรกรยกระดับราคาลำไย โดยสมาคมฯ จะเริ่มดำเนินการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรตั้งแต่วันนี้ (1 สิงหาคม) โดยพบว่าราคาลำไยเกรด AA ที่เคยอยู่กิโลกรัมละ 7 บาท ได้ขยับขึ้นเป็นกิโลกรัม 13 บาท สะท้อนว่าโครงการสามารถยกระดับราคาผลผลิตได้จริง“

“กรมการค้าภายใน ยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ทุกมาตรการเท่าที่จำเป็นในการดูแลราคาผลผลิตลำไยให้เป็นธรรมกับเกษตรกร และไม่กระทบต่อกลไกตลาด” นายกสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ กล่าว

ราคา AA ต่ำกว่า 10 บาท ช่วงต้นเดือน ส.ค. เหลือ 5-7 บาท


ราคาลำไย ณ จุด รับซื้อแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

จากการสำรวจจุดรับซื้อใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าราคาลำไยเกรด AA ได้ขยับลดลงมาต่ำกว่า 10 บาทแล้ว โดยเจ้าของจุดรับซื้อแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ลำพูน ระบุว่ารู้สึกเห็นใจชาวสวน แต่ราคาที่ตนรับซื้อนั้นก็ถูกกำหนดมาโดยล้งขนาดใหญ่แล้ว ตนเองก็ไม่

"สงสารชาวสวนเหมือนกัน แต่ก็ต้องซื้อในราคานี้ เพราะล้งใหญ่เขากำหนดราคามาให้แบบนี้" เจ้าของจุดรับซื้อแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ลำพูน กล่าว

นอกจากนี้ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ได้ให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568 ว่า ราคาลำไยในพื้นที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ตกต่ำสุดในประวัติศาสตร์ พร้อมวิจารณ์มาตรการรัฐไม่เป็นรูปธรรม

สถานการณ์ราคาลำไยในพื้นที่ อ.สันป่าตอง ปัจจุบันอยู่ที่ AA 5-7 บาทต่อกิโลกรัม โดยจุดรับซื้อส่วนใหญ่ปิดรับซื้อ จากการสำรวจพื้นที่และพูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนลำไย เจ้าของจุดรับซื้อ รวมถึงสหกรณ์เกษตรสันป่าตอง จำกัด (ป่าจี้) พบว่าเกษตรกรเผชิญปัญหาต้นทุนสูงแต่ราคาขายต่ำ เกษตรกรรายหนึ่งระบุว่าลงทุนทำสวนลำไยไปแล้วกว่า 30,000 บาท ยังไม่รวมค่าแรงเก็บและแยกลำไยวันละ 1,000-2,000 บาท แต่ราคาขายเพียง AA 7 บาท A 3 บาท B 1 บาท ส่วนเกรด C ต้องทิ้งไป

สำหรับมาตรการของรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่สันป่าตอง 2 แห่ง โดยเพิ่มโควต้ารับซื้อเกรด B แต่ราคายังไม่ชัดเจน มีการกำหนดราคาพิเศษ AA 12 บาท แต่จำกัดโควต้าเพียง 150 ตะกร้า (4,500 กิโลกรัม) ต่อจุดรับซื้อ ขณะที่ชาวสวนนำลำไยมาขายวันละกว่า 10,000 กิโลกรัม

"ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เราคาดเดาได้ล่วงหน้าแล้ว เปรียบเหมือนน้ำท่วมครับ เรารู้อยู่แล้วว่าน้ำจะมา น้ำจะท่วม แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย ปล่อยน้ำท่วมบ้านเกษตรกร นี่แหละครับ ปัญหาของการเล่นการเมือง ไม่ได้มีประชาชนเป้นที่ตั้ง แต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถมาทำงาน ผลก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น" ภัทรพงษ์ ระบุไว้ในการโพสต์โซเชียล

ผู้ปลูกลำไยรายย่อยชี้เก็บไม่คุ้มค่าจ้าง ปล่อยเน่าคาต้นดีกว่า

'บัวทอง' ผู้ปลูกลำไยรายย่อยวัย 65 ปี ชาว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกลำไยกำลังเผชิญปัญหาราคาตกต่ำจนขาดทุน ทำให้ต้องละทิ้งผลผลิตเน่าเสียตามต้น

"ตอนนี้ (ต้นเดือน ส.ค.) ยังเหลือประมาณ 10 ต้นที่บ้าน ก่อนหน้านี้เคยจ้างแรงงานชาวไทใหญ่มาเก็บก่อนประมาณ 5 ต้น เมื่อช่วงเดือน ก.ค. เขาคิดค่าแรงเป็นกิโลกรัมละ 3 บาท พอเรานำไปขายแล้วหักค่าแรงพบว่าได้กำไรแค่ร้อยกว่าบาท เราเองก็ไปช่วยคนงานเก็บด้วยก็เท่ากับว่ายังไม่ได้ค่าแรงเราด้วยซ้ำ ตอนนี้แถวหมู่บ้านก็ไม่มีคนรับซื้อแล้ว หรือถ้าปิดรับซื้อราคาก็คงแย่กว่าเดือนที่แล้ว ไม่คุ้มค่าจ้างคนงานเก็ยลำไยแน่นอน เลยจะปล่อยเน่าคาต้น" บัวทอง กล่าว

เช่นเดียวกับ 'สุริยัน' พนักงานบริษัทวัย 45 ปี ชาว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ซึ่งทุกปีเขาจะเก็บลำไยที่สวนเองประมาณ 10-20 ต้น พอได้เงินเป็นรายได้เสริมจากการทำงานประจำ แต่มาปีนี้ราคาลำไยตกต่ำมาก และจุดรับซื้อส่วนใหญ่ก็หยุดรับซื้อ เขาจึงตัดสินใจไม่เก็บลำไยแล้วปล่อยให้เน่าคาต้นด้วยเช่นกัน

"ปีนี้ราคาต่ำมากๆ จะเอาไปขายก็ยังไม่รู้ว่าจะคุ้มค่าเติมน้ำมันรถไหม น่าจะไม่คุ้ม เลยปล่อยมันเน่าคาต้นนั่นแหล่ะครับ หรือถ้าจะเอามาทำคอนเทนต์ในโซเชียลเพื่อประชดรัฐบาล ขนลำไยไปเททิ้งก็ต้องขึ้นไปเก็บมาก่อน แต่ขึ้นลำไยเองมันก็เหนื่อยนะ ไม่ทำหรอก" สุริยัน กล่าว

'ชวัลวิทย์' เกษตรกรผู้ปลูกลำไยวัย 27 ปี ชาว อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เผยความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาลำไยตกต่ำว่า "ปีนี้หนักจริงๆ ครับ ราคาลำไยตกต่ำซ้ำเติมเกษตรกรไปหมดเลย" 

"ตั้งแต่ราคามะม่วงตกต่ำมาจนถึงลำไย ทั้งที่ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเป็นใจ แต่มันตลกร้าย แทนที่ผลผลิตดีจะเป็นข่าวดี กลับกลายเป็นราคาแทบจะถูกเหมือนให้ฟรี จนนกยังไม่ได้ร้องป้อนเลี้ยงแล้ว หัวหมูที่บนไว้กับเจ้าที่ว่าถ้าขายลำไยได้เงินจะมาถวาย รอบนี้เอาแค่แคบหมูไปก่อนเนอะ" ชวัลวิทย์ กล่าว

เขาชี้ให้เห็นผลกระทบที่ลุกลามไปทั่ว ราคาลำไยไม่ได้กระทบแค่คนปลูก แต่กระทบทั้งระบบ ตั้งแต่แรงงานเก็บลำไยที่ขาดงานเพราะบางสวนไม่เก็บเนื่องจากไม่คุ้มค่าจ้าง คนขายกล้าพันธุ์ลำไยก็ขายไม่ได้เพราะไม่มีใครอยากขยายสวน

"แม้แต่ป้าผมที่ขายปลาทูเค็มในตลาด ปกติช่วงฤดูลำไยจะขายดีเพราะแรงงานเก็บลำไยชอบซื้อไปกินตอนพักเที่ยง แต่ปีนี้เงียบเหงามาก" ชวัลวิทย์ กล่าว

ส่วนการช่วยเหลือจากภาครัฐ ดูไร้ความหวัง นโยบายที่ออกมาเหมือนทำส่งๆ ให้ผ่านไป ราคาก็ยังร่วงลงทุกวัน เหมือนรอให้ลำไยร่วงหมดต้น เกษตรกรคงเลิกบ่นเอง เหมือนราคามะม่วงคราวก่อน

"ลำไยเปรียบเสมือนลมหายใจของคนลำพูน เชียงใหม่ ถ้านักการเมืองคนไหนแก้ปัญหาราคาลำไย มะม่วง กระเทียม หอมแดงได้ คุณตัดชุดรอเลย ได้อยู่สภายาวแน่นอน" เขาทิ้งท้ายด้วยความขมขื่น "คำว่าลำไย ภาษาจีนแปลว่า 'ดวงตามังกร' ความหมายดีมาก แต่ตอนนี้ดวงตามังกรเหลือแค่น้ำตาชาวสวนแล้ว" ชวัลวิทย์ กล่าว

โรงอบรายเล็กโอดรัฐอุดหนุนไม่ทั่วถึง

ผู้ประกอบการโรงอบลำไยรายเล็กใน จ.เชียงใหม่ วัย 43 ปี ชี้ว่าระบบโควต้าของกรมการค้าภายในที่ดำเนินการผ่านสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ ทำให้จุดรับซื้อเล็กๆ ไม่ได้รับการจัดสรรโควต้าอย่างเป็นธรรม

"กรมการค้าภายในออกมาอุดหนุนผ่านสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ แต่ระบบโควต้าและการบริหารภายในองค์กรทำให้จุดรับซื้อเล็กๆ ไม่ได้รับการจัดสรรโควต้า" เขากล่าว พร้อมเผยว่าแม้รัฐจะอุดหนุนเพียง 100,000 ตัน แต่เฉพาะโรงอบเล็กของเขาเองวันหนึ่งสามารถรับซื้อได้อย่างต่ำ 40 ตันต่อวัน บางวันถึง 1,000 ตัน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากการลงชื่อประชุมสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือที่มีโรงอบเพียง 57 โรงในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนเข้าร่วม แต่ยังมีโรงเล็กจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าร่วม เช่น ในอำเภอของเขาเองมีโรงที่เข้าร่วมเพียง 3 โรง ขณะที่อีก 3-4 โรงไม่ได้เข้าร่วม

นอกจากปัญหาโควต้าแล้ว เขายังชี้ให้เห็นปัญหากลไกการกำหนดราคาที่ถูกควบคุมโดยโรงอบใหญ่ โดยโรงอบใหญ่จะเป็นผู้แจ้งราคาให้จุดรับซื้อลำไยในช่วงบ่าย บางวันแจ้งล่าช้าถึงช่วงเย็น แต่ละจุดจะต้องส่งให้โรงอบประจำของตน เมื่อโรงอบใดต้องการลำไยเข้ามากจะแจ้งราคาสูงกว่าโรงอื่น โดยเฉพาะลำไยเกรด AA และ A ทำให้จุดอื่นที่ส่งให้โรงอื่นต้องปรับราคาตามเพื่อแข่งขันซื้อวัตถุดิบ

"จุดที่ส่งโรงอื่นต้องปรับราคาตาม เพราะถ้าซื้อถูกจะไม่ได้ของ ทำให้ตอนเอาของไปส่งได้ราคาเท่าราคาที่ซื้อมา ไม่มีกำไร บางวันซื้อได้มากกำไรน้อย วันที่ได้น้อยยิ่งลำบาก" เขาอธิบาย

ผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวทำให้จุดรับซื้อรายเล็กจำนวนมากต้องปิดกิจการ "หลังๆ มาไม่ค่อยเห็นจุดรับซื้อเล็กแล้วเพราะกำไรน้อย สมัยก่อนผมต้องแบ่งส่งหลายเจ้าและแบ่งให้โรงคว้านถึงจะพออยู่ได้ ถ้าส่งที่เดียวบางวันราคาไม่ได้" ผู้ประกอบการโรงอบลำไยรายนี้กล่าว

สส.เชียงใหม่ แนะฟังเสียงชาวสวนจากพื้นที่จริงไม่ใช่เพียงรายงานบนโต๊ะ


การณิก จันทดา สส. เชียงใหม่ เขต 2 พรรคประชาชน

ด้าน การณิก จันทดา สส. เชียงใหม่ เขต 2 พรรคประชาชน เปิดเผยสถานการณ์วิกฤตของเกษตรกรชาวสวนลำไย ที่ต้องเผชิญปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำไม่คุ้มต้นทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ที่สะท้อนปัญหาราคาลำไยตกต่ำและขาดช่องทางการตลาดที่มั่นคงอย่างชัดเจน

จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ณ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย พบว่า หน่วยงานรัฐชี้แจงว่า "ตลาดปลายทางไม่มีปัญหา" แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมากเกินศักยภาพของโรงอบ ส่งผลให้ระบบล้น ปริมาณลำไยล้นตลาด และราคาตกต่ำ

แม้กรมการค้าภายใน (DIT) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการผ่านสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ กำหนดราคารับซื้อเบื้องต้น ขนาด AA ที่ 12 บาท/กิโลกรัม และขนาด A ที่ 5 บาท/กิโลกรัม โดยยืนราคาไว้ไม่น้อยกว่า 20 วัน

การณิกระบุว่า ในทางปฏิบัติกลับพบปัญหาหลายประการ ได้แก่ โรงอบหลายแห่งไม่ได้รับโควต้าอุดหนุนจากรัฐ จุดรับซื้อที่ได้โควต้าเต็มแต่เช้า ทำให้ราคาตกทันทีหลังจากนั้น ชาวสวนจำนวนมากไม่ทราบข้อจำกัดเรื่องโควต้า และบางโรงอบไม่รับซื้อเพราะปริมาณล้นเกินความสามารถ

"ปัจจุบัน (4 สิงหาคม) ราคาลำไย AA เหลือเพียง 5 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกรด A เหลือเพียง 1 บาท/กิโลกรัม แม้โครงการเพิ่งเริ่มมาเพียง 4 วัน แต่จุดรับซื้อรายย่อยหลายแห่งประกาศหยุดรับซื้อลำไยแล้ว ทำให้ชาวสวนต้องขายขาดทุนเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว" การณิก กล่าว

การณิกเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม 6 ประการ ได้แก่ 1.อุดหนุนรับซื้อลำไยส่วนเกินทุกเกรดเพื่อพยุงราคา 2.สนับสนุนโรงอบรายย่อยของคนไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผลผลิต 3.ควบคุมสินค้าเกษตรนำเข้าจากจีนอย่างเข้มงวด 4.บูรณาการข้อมูลระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ วางแผนกระจายผลผลิตและประมาณการให้สอดคล้องกำลังโรงอบ 5.เปิดเผยข้อมูลโควต้ารับซื้อให้โปร่งใสและแจ้งชัดเจนต่อชาวสวน และ 6.ฟังเสียงชาวสวนจากพื้นที่จริงไม่ใช่เพียงรายงานบนโต๊ะ

"วันนี้ชาวสวนลำไยไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าความยุติธรรมและโอกาสที่จะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี คำถามคือใครจะหยิบยื่นสิ่งนั้นให้พวกเขา" การณิก กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง