“อบต.บางนางลี่” อ.อัมพวา ร่วมสนับสนุนการดูแลผู้สูงวัย-ผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ผ่านการจ้างงาน “Caregiver” ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรจุเป็นแผนรองรับการขับเคลื่อน หวังเป็นตำบลขนาดเล็กพริกขี้หนู ดูแลประชาชนได้ตามบริบท ครอบคลุมสุขภาพแบบองค์รวม
ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 นายกิตติพร ขำศิริ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางนางลี่ (อบต.บางนางลี่) อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ ต.บางนางลี่ ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เนื่องด้วยสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทำให้ครอบครัวต่างมีลูกน้อยลง จึงเป็นสถานการณ์ที่ทาง อบต. ต้องให้การดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 800-900 คนในพื้นที่ โดยที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงานด้วยการสรรหาอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น (Care community: CC) เพื่อเข้าไปดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ปัจจุบันในพื้นที่มีผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลด้วยงบประมาณค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน (LTC) จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รวม 28 ราย ซึ่งดำเนินการโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางนางลี่ (รพ.สต.บางนางลี่) ที่มีผู้ดูแล (Caregiver: CG) เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวม 5 คน ส่วนทาง อบต. ขณะนี้มี CC ในสังกัด 1 คน เข้าไปช่วยดูแลผู้ป่วย LTC เคสอาการหนักจำนวน 4 ราย
นายกิตติพร กล่าวว่า นอกจากนี้บทบาทของ อบต. ยังพร้อมให้การดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งจากบ้านไปโรงพยาบาล การจัดหาเตียง ออกซิเจน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้ผู้ป่วยที่มีความต้องการ เช่นเดียวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจ้างงาน CG ซึ่งทาง อบต. พร้อมที่จะนำไปบรรจุอยู่ในแผนงานเพื่อรองรับการขับเคลื่อนดังกล่าว ในการทำให้ผู้ป่วยและผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ได้รับการดูแลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
น.ส.มาฆรัตน์ กลั่นกลิ่นหอม ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อบต.บางนางลี่ กล่าวว่า นโยบายด้านคุณภาพชีวิตของ อบต. แม้จะเป็นตำบลขนาดเล็ก แต่ก็อยากให้เล็กแบบพริกขี้หนู ที่มีความพร้อมในทุกด้าน สามารถทำทุกอย่างได้ภายใต้บริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งทางกองสาธารณสุขฯ มีทั้งงานที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุในการไปขึ้นทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการต่างๆ หรือการใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) ไปจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพเป็นประจำทุกเดือน เวียนในพื้นที่ 5 หมู่บ้านของตำบล
ทั้งนี้ เดิมทีทาง อบต. มี CC ในสังกัด 2 คน แต่ภายหลังรายหนึ่งได้ไปเป็นสมาชิก อบต. จึงเหลือเพียง 1 คน โดยได้เลือกแบ่งเคส LTC จาก รพ.สต. ที่มีอาการหนักแบ่งออกมาดูแล เพื่อให้ CC สามารถมีเวลาดูแลได้นานขึ้นกว่า CG ของ รพ.สต. ที่เป็น อสม. เพราะในแต่ละวัน CC ต้องทำงานไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง ซึ่ง CC ที่ผ่านการอบรม 70 ชั่วโมง จะได้ค่าตอบแทน 5,000 บาทต่อเดือน แต่ภายหลังทาง อบต. ได้กระตุ้นให้อบรมเพิ่มอีก 50 ชั่วโมง เพื่อปรับค่าตอบแทนเป็น 6,000 บาทต่อเดือน นำไปสนับสนุนการดูแลได้มากขึ้น เพราะในบางครั้ง CC เองก็ต้องเสียสละทรัพย์ส่วนตัวไปช่วยในการดูแล
ขณะที่ น.ส.ตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า หลักการของ CG, CC ที่เป็นการนำคนภายในพื้นที่ซึ่งมีจิตอาสา และสามารถแบ่งเวลามาให้การดูแลเพื่อนบ้าน มาร่วมให้การบริบาลในเบื้องต้น สอนผู้ป่วยออกกำลังกาย ดูแลสุขลักษณะพื้นที่โดยรอบ ฯลฯ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย จึงอยากให้ภาครัฐสนับสนุนให้เกิดสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เพราะการดูแลผู้ป่วยแต่ละรายไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นงานที่ต้องทำด้วยใจจริง
น.ส.ศศิมา ปั้นสกุล อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น (CC) กล่าวว่า ในการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงที่ได้รับมอบหมายมาจำนวน 4 เคส เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งในแต่ละวันเมื่อเข้ามาหาผู้ป่วยก็จะให้การประเมินเบื้องต้นว่าต้องทำอะไรบ้าง อาการเป็นอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยพยายามพูดคุยโต้ตอบกับผู้ป่วย ช่วยดูแลทำความสะอาดทั้งในส่วนของร่างกาย รวมไปถึงสภาพแวดล้อมเพื่อให้เอื้อต่อการอยู่อาศัย ตลอดจนให้คำแนะนำในการดูแล คอยหมั่นสังเกตอาการที่อาจเป็นอันตราย และจากที่ได้สัมผัสมาพบว่าเมื่อเข้ามาให้การดูแลแล้ว ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีอารมณ์ดีขึ้น มีการขยับร่างกายได้มากขึ้น ส่วนค่าตอบแทนที่ได้รับเริ่มจากเดือนละ 5,000 บาท เป็น 6,000 บาท แม้อาจจะไม่ได้มาก และสายตาคนส่วนใหญ่ก็อาจมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะเข้ามาทำงาน แต่ส่วนตัวเมื่อมีใจอาสาเข้ามาจึงมองว่าเพียงพอ และเป็นความโชคดีที่ในพื้นที่มีทั้ง อบต. และ รพ.สต. อยู่ใกล้เคียง ที่ช่วยให้การสนับสนุนทรัพยากรในการดำเนินงาน
ด้าน นางสุภาวดี ฉิมฉลอง ลูกสาวผู้ป่วยติดเตียงอายุ 86 ปี กล่าวว่า การมีอาสาสมัครบริบาลฯ เข้ามาช่วยดูแลนั้นสามารถแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้ป่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยดูแล รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ผ้าอ้อม ข้าวสาร อาหารแห้ง ฯลฯ ที่คอยนำมาช่วยเหลือ ซึ่งอาการของผู้ป่วยก็พบว่าดีขึ้น ขยับร่างกายได้มากขึ้น รับประทานอาหารได้ หรือพอจะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ในฐานะครอบครัวที่ต้องดูแลก็รู้สึกดี
