Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สส.พรรคเป็นธรรม เตรียมหารือสภาฯ ถาม รมว.สาธารณสุข ประเด็นข่าว 'หมอสุภัทร' เผยกำลังจะถูกให้ออกจากราชการ - สื่อ Hfocus นำเสนอรายงานพิเศษเปิดใจหมอสุภัทร ปมผลสอบวินัยร้ายแรงซื้อชุดตรวจ ATK ระบุยังไม่สิ้นสุด รอมติ อ.ก.พ.สธ. ขอความเป็นธรรม รมว.สาธารณสุข


นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท | ที่มาภาพ: Hfocus

17 สิงหาคม 2568 Hfocus รายงานว่า สืบเนื่องจาก นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า กำลังจะถูกให้ออกจากราชการ เหตุจากการจัดซื้อชุดตรวจหาเชื้อโควิด ATK ในช่วงโควิดระบาด จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งเห็นใจ และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผิดระเบียบด้านไหนนั้น

ล่าสุดวันที่ 16 ส.ค.2568 นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม และเลขาธิการพรรคเป็นธรรม โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าว ว่า  

“ถ้าข้าราชการอย่างหมอสุภัทร ถูกให้ออกจากราชการ เราคงต้องตั้งคำถามดังๆ ถึงระบบราชการแล้วล่ะครับ”

ตั้งแต่ผมเข้าทำงานการเมืองแรกๆ ก่อนจะได้มาเป็น สส. ภาคประชาชนกลุ่มแรกๆ ที่ผมทำงานด้วยน่าจะเป็น เครือข่าวจะนะรักษ์ถิ่น พี่น้องชาว อ.จะนะ จ.สงขลา ที่ต่อสุ้คัดค้านการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งที่นั่น ทำให้ผมได้พบกับพี่หมอจุ๊ก หรือ คุณหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ทำให้ผมทึ่ง และนับถือใจพี่หมอจุ๊ก มาตลอด เพราะไม่คิดว่า จะมีข้าราชการ โดยเฉพาะแพทย์ ที่จะทุ่มเททำงานเพื่อสังคมมายาวนานเหมือนพี่หมอจุ๊ก เพราะถ้าย้อนกลับไปพี่หมอจุ๊ก ก็ทำงานร่วมกับพี่น้องจะนะมาตั้งแต่ยุคโรงไฟฟ้าจะนะ

การได้พูดคุย และแลกเปลี่ยนกันหลายครั้ง ทำให้ผมชื่นชมวิธีคิดการทำงานของพี่หมอจุ๊กมาตลอด และทุกครั้งที่ผมลงพื้นที่ อ.จะนะ ก็จะแวะเวียนไปพูดคุยกันเสมอ ตั้งแต่ที่พี่หมอจุ๊กยังอยู่ที่ โรงพยาบาลจะนะ จนกระทั่งย้ายไป รพ.สะบ้าย้อย ล่าสุดผมก็ได้พบกับพี่หมอจุ๊ก ในการไปรับฟังปัญหาเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เรื่องเงิน 20 ล้านบาท !!

ไม่เพียงแต่งานที่ทำกับภาคประชาชน งานในฐานะแพทย์ ในฐานะแพทย์ชนบท ในฐานะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หมอสุภัทร ก็ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะข้าราชการที่ดีคนหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงโควิด อย่างที่หมอสุภัทร ชี้แจงถึงการถูกกล่าวหาและตรวจสอบกรณีการจัดซื้อ ATK ในโครงการแพทย์ชนบทบุกกรุง เพื่อไปช่วยแก้ปัญหาโควิดในกรุงเทพมหานคร

หากคนอย่างพี่หมอจุ๊ก ถูกให้ออกจากราชการ เราคงต้องตั้งคำถามดังๆ ถึงระบบความเป็นธรรมและความยุติธรรม ในระบบราชการไทย อย่าว่าแต่เพียงจะคุ้มครองข้าราชการไม่ได้แล้ว ยังหมายถึงการไม่สามารถคุ้มครองความเป็นธรรมและความยุติธรรมให้ประชาชนได้

ผมเป็นคนหนึ่งที่จะออกมาต่อสู้กับพี่หมอจุ๊กด้วยแน่นอนครับ รับรองหัวใจคนอย่างผมได้

พูดจริงๆ นะครับ เห็นอย่างนี้ใจคอไม่ดี ผมจะขอหารือท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสักหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ?? ไม่ชอบเหรอคนทำงาน ?? ไม่ชอบเหรอคนที่ทำเพื่อชุมชนและสังคม ?? ไม่ชอบเหรอคนที่เป็นผู้รับใช้ประชาชน ??

Hfocus เปิดใจหมอสุภัทร ผลสอบวินัยร้ายแรง ปมซื้อชุดตรวจ ATK ขอความเป็นธรรม รมว.สาธารณสุข

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 Hfocus ยังเสนอรายงานพิเศษ 'เปิดใจ “หมอสุภัทร” ผลสอบวินัยร้ายแรง ปมซื้อชุดตรวจ ATK ขอความเป็นธรรม ‘รมว.สมศักดิ์’' ระบุว่า ทันทีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “กำลังจะถูกให้ออกจากราชการ” กรณีผลสอบวินัยร้ายแรง เรื่องการจัดซื้อชุดตรวจ ATK สมัยโควิดระบาด ขัดกับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องดังกล่าว มีทั้งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับผลสอบ และฝ่ายที่ขอดูรายละเอียดของระเบียบดังกล่าวก่อน แต่ล่าสุด นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม และเลขาธิการพรรคเป็นธรรม ออกมาป้อง และเตรียมใช้ช่องทางสภาฯ ถาม รมว.สาธารณสุข ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

ยังไม่สิ้นสุด รอมติ อ.ก.พ.สธ.

ล่าสุดวันที่ 16 ส.ค. “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ให้สัมภาษณ์ Hfocus ถึงผลสอบวินัยร้ายแรงว่า มีหนังสือคำสั่งอย่างเป็นทางการออกมาแล้วหรือไม่ ว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือผลสอบวินัยร้ายแรง จริงๆ กรรมการฯ ไม่ต้องส่งให้กับผู้ถูกสอบ แต่ที่ทราบ เนื่องจากวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.2568 ที่ผ่านมามีการประชุมของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่มี นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เป็นประธาน ร่วมกับกรรมการอื่นๆรวม 6 คน ทราบว่า มีคำสั่งเตรียมให้ตนออกจากราชการ ซึ่งรู้สึกผิดหวังกับระบบมาก เนื่องจากทำงานราชการเพื่อประชาชน ช่วยผู้ป่วยมาตลอด ยิ่งกรณีที่ถูกสอบสวนวินัยร้ายแรง คือ เรื่องชุดตรวจ ATK ที่ชมรมแพทย์ชนบทบุกกรุงเทพฯ วัตถุประสงค์ช่วยตรวจและคัดกรองประชาชนกว่า 1.9 แสนคน ตรวจเจอเชื้อและรักษากว่า 2.2 หมื่นคน คิดเป็น 11.64% ของการติดเชื้อ

“ผมได้ชี้แจง แจ้งเหตุผลกับกรรมการแล้วตั้งแต่เดือนส.ค.2567 เป็นการแจ้งลายลักษณ์อักษร แต่กรรมการไม่เคยเรียกสอบเพิ่มเติมเลย ทั้งที่วินัยร้ายแรงกรณีอื่น รายอื่นจะเรียกเจ้าตัวสอบเพิ่ม ปกติสอบวินัยไม่ร้ายแรง ผมยังเจอกรรมการ แต่นี่ถึงขั้นสอบวินัยร้ายแรงก็ควรได้สอบถามเจ้าตัวด้วย” นพ.สุภัทรกล่าว

เมื่อถามว่าจากนี้จะดำเนินการอย่างไร..... นพ.สุภัทร กล่าวว่า ตามขั้นตอน หลังกรรมการสอบสวนทางวินัยมีมติลงโทษให้ออกจากราชการ กรรมการฯ จะต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.)  เพื่อพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากเห็นด้วยก็มีคำสั่งให้ออกจากราชการ ซึ่งตนสามารถร้องขอความเป็นธรรม และอุทธรณ์ตามระบบราชการต่อไป  

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะร้องขอความเป็นธรรมกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ใช่หรือไม่ นพ.สุภัทร กล่าวว่า ใช่ ระหว่างรอผลสอบหลังการประชุมของ อ.ก.พ.สธ.ก็จะร้องขอความเป็นธรรมกับทางรัฐมนตรี แต่เมื่อผลสอบออกมาทางการจริงๆ และถูกให้ออกก็ต้องทำตามกระบวนการของการอุทธรณ์

เมื่อถามว่าหากอุทธรณ์แล้วไม่ผิด จะได้กลับเข้าระบบราชการอีกหรือไม่ นพ.สุภัทร กล่าวว่า ได้กลับ แต่กว่าจะแล้วเสร็จขั้นตอนการตรวจสอบใช้เวลานาน ดังนั้น จึงต้องขอความเห็นใจรัฐมนตรีฯ

ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ข้อ 20 วรรคสอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าประเด็นคือ ขัดระเบียบอะไรในเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซึ่งระเบียบระบุหรือไม่ว่าไม่สามารถทำได้เลย นพ.สุภัทร กล่าวว่า  เป็นระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ปัญหาคือ ทางกรรมการมองผลลัพธ์ เนื่องจากเห็น 5 บิล ทำไมถึงไม่ซื้อทีเดียว ซึ่งตนแจ้งว่า ไม่ทราบว่าต้องซื้อกี่ชิ้น เพราะออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนแบบไม่จำกัดจำนวน เราไม่รู้จำนวนล่วงหน้า

ถามย้ำว่า ช่วงนั้นกรมบัญชีกลางให้สามารถจัดซื้อได้ล่วงหน้าเพราะเป็นช่วงวิกฤต และค่อยมาทำหนังสือคราวหลังได้ เพราะอะไรไม่ทำรวบ 5 บิลเสนอให้ทางผู้ว่าฯ ที่มีอำนาจอนุมัติงบเกินวงเงินแทน นพ.สุภัทร กล่าวว่า เราไม่ได้ทำหนังสือจัดจ้างแบบแยกซื้อแยกจ้าง แม้ทำหนังสือสั่งซื้อ 5 ครั้ง บิลทยอยออกให้ รพ. 5 ครั้ง เขาไม่ได้ออกให้ทีเดียว เมื่อได้มาเราก็ทำเอกสารและจ่ายเงินให้บริษัท เพราะมีเงื่อนไขว่าจะจ่ายภายใน 180 วัน  

เมื่อถามว่า โดยหลักการของระเบียบฯ มีระบุหรือไม่ว่า ต้องดูเจตนาของผู้จัดซื้อ นพ.สุภัทร กล่าวว่า หลักการของระเบียบให้ดู 1.เจตนา 2.เกิดความเสียหายต่อรัฐหรือไม่ รัฐเสียประโยชน์หรือไม่ มีระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 20 วรรคสอง ระบุว่า กรณีใดจะแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ให้พิจารณาวัตถุประสงค์ในการซื้อหรือการจ้างครั้งนั้น และความคุ้มค่าของทางราชการเป็นสำคัญ

“หากจะมองว่า ทำไมเราไม่รวบรวมย้อนหลัง ก็เป็นการตีความของเขา แต่ผมมองว่า ผมสั่งซื้อเป็นบิลๆ และรพ.อื่นก็ทำ  จริงๆนี่เป็นการทยอยซื้อ ซึ่งการทยอยซื้อ ไม่นับเป็นการแบ่งซื้อ แบ่งจ้าง” นพ.สุภัทร กล่าว

นพ.สุภัทร ย้อนเล่าที่มาเหตุสอบวินัยร้ายแรง

นพ.สุภัทร ยังเล่าถึงที่มาของการสอบวินัยร้ายแรงครั้งนี้ ว่า การตรวจสอบวินัยร้ายแรง สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยตนเป็นผู้อำนวยการ รพ.จะนะ จ.สงขลา ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท มีการแสดงความคิดเห็นการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขในมุมต่างๆ ซึ่งเป็นการเสนอข้อคิดเห็นเพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดการปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะสมัยที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน เคยเป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค ทางชมรมแพทย์ชนบท ได้พูดถึงการทำงานของกรมฯ เกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนที่ไม่เพียงพอ จนชมรมฯ ต้องรวมกันออกปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง ตั้งแต่ช่วงโควิดเมื่อปี 2564 กระทั่ง ตนถูกคำสั่งย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย

การที่ถูกย้ายมาอยู่รพ.สะบ้าย้อย มองว่า มาจากการวิพากษ์วิจารณ์กระทรวงสาธารณสุข รวมไปถึงอาจเกี่ยวกับการแสดงความเห็นเรื่องอุตสาหกรรมพื้นที่ภาคใต้ด้วยก็เป็นได้ ซึ่งตนยังไม่ทันย้ายไปสะบ้าย้อย ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดส่งทีมตรวจสอบภายในเข้ามาที่รพ.จะนะ ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลความผิดปกติที่ตรวจพบใน รพ.จะนะ และตั้งกรรมการสอบวินัยไม่ร้ายแรงตามมา  สุดท้ายแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงขึ้น จากกรณีนำหมอชนบทเข้ากรุงเทพฯ เพื่อช่วยตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด แต่ขณะนั้นกระทรวงฯ ยังไม่มีชุดตรวจ ATK รองรับ ทำให้ต้องจัดซื้อชุดตรวจ ATK เอง

“ปรากฎว่า กรรมการสอบวินัยมองว่า มีการแบ่งซื้อ ซึ่งระเบียบราชการมองว่า การจัดซื้อไม่ควรแบ่งซื้อแบ่งจ้าง แต่ขณะนั้นช่วงวิกฤติ ไม่มีทางรู้ว่าชุดตรวจแค่ไหนจะเพียงพอ กลายเป็นว่าไม่ได้พิจารณาถึงเจตนาที่ทำเลยหรือไม่” นพ.สุภัทร กล่าว

นพ.สุภัทร กล่าวว่า จริงๆ ก่อนจะมาถึงชุดตรวจ ATK ตนก็ถูกสอบเรื่องการนำรถพยาบาลและบุคลากรในรพ.จะนะ ไปใช้งานเพื่อสนับสนุนชมรมแพทย์ชนบทบุกกรุงเทพฯ ถึง 3 ครั้ง แต่เรื่องนี้ตนชี้แจงมีระเบียบถูกต้อง ทั้งการใช้รถ การเบิกค่าน้ำมัน ว่าไปปฏิบัติการทางราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิดระบาด ซึ่งหลายโรงพยาบาลมีการดำเนินการ  แต่เรื่องนี้ตรวจสอบแล้วไม่ผิดระเบียบใดๆ ดังนั้น จึงมาที่ชุดตรวจ ATK  ซึ่งขณะนั้นหายากมาก ขนาดกระทรวงสาธารณสุข ช่วงนั้นยังจัดหาให้ไม่ได้ และยังต้องใช้การตรวจแบบ RT-PCR ซึ่งตนต้องซื้อเอง

“ขณะนั้นการหาชุดตรวจ ATK ยากมาก เราต้องจัดซื้อเอง ช่วงนั้นมีบริษัทที่ผ่านมาตรฐาน WHO อยู่ 2 บริษัท เทียบราคาหาที่ราคาต่ำสุด ได้ที่ราคาชิ้นละ 230 บาท  จากราคาท้องตลาด 350-400 บาท แต่อำนาจผู้อำนวยการ รพ.ชุมชน จัดซื้อได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ดังนั้น ผอ.รพ.ชุมชนที่เข้าร่วมในการช่วยกรุง ก็ช่วยกันจัดซื้อไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งจริงๆเราไม่รู้ว่ายอดใช้ต้องใช้เท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้จำกัดว่า จะคัดกรองกี่คน แค่ว่า ทุกคนมาที่จุดตรวจต้องได้ตรวจ โดยรอบแรกเดือน 14-16 ก.ค.2564 รพ.จะนะ ก็ซื้อในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ช่วงนั้นก็ใช้จนหมด แต่เมื่อบุกกรุงครั้งที่ 2 วันที่ 21-23 ก.ค.2564 จัดซื้ออีกภายในวงเงิน พอมาถึงครั้งที่ 3 ทางปลัดสธ.ขณะนั้น คือ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ทำหนังสือเชิญ จึงมีรพ.เข้าร่วม 40-50 รพ. ซึ่งเข้าใจว่าการจัดซื้อ ATK จะพอ แต่ไม่พอ ทำให้ต้องจัดซื้ออีก แต่ก็หมด

ยืนยันทยอยจัดซื้อ เพราะคุมปริมาณผู้ตรวจโควิดไม่ได้

“เมื่อหมดก็ต้องสั่งซื้ออีกครั้ง ทำให้เกิดการตีความว่า แบ่งซื้อ แบ่งจ้าง แต่ยืนยันว่า ผมจัดซื้อตามความจำเป็น ไม่คิดว่าของจะหมด เราไม่รู้ว่าปริมาณการใช้ที่ต้องใช้จริงๆเท่าไหร่ แต่เมื่อของหมดสต๊อก จำเป็นต้องใช้ก็ต้องสั่งใหม่ ซึ่งรพ.50 โรงจะมี 6-7 แห่งทำหน้าที่เป็นแบคออฟฟิศ ทำระบบการจัดการเพื่อให้งานเดินได้ ส่วนรพ.อื่นๆ จะอาสาสมัคร ซึ่งเราก็ทั้งบริหารจัดการ และอาสาสมัคร กลายเป็นมีรพ.จะนะ  ที่ผมบริหารแห่งเดียวที่โดนเรื่องนี้ ที่สำคัญผมได้ทำหนังสือถึงกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ว่า มั่นใจราคา ATK ไม่แพงในช่วงนั้น และวิธีการจัดซื้อจัดจ้างไม่แตกต่างกับกรมควบคุมโรค รพ.พระนั่งเกล้า และรพ.สนาม บุษราคัม ณ ขณะนั้น และผมขอหลักฐานประกอบการชี้แจงว่า ของผมกับอีก 3 แห่งแตกต่างอย่างไร แต่ผมก็ไม่ได้รับเอกสาร” นพ.สุภัทร กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง