บทความนี้จะตอบคำถามว่า ทำไมชาวพุทธโดยเฉพาะเถรวาทจึงมักไม่มีปัญหากับการฆ่า และหลายครั้งก็ส่งเสริมการใช้ความรุนแรงด้วย เช่นตัวอย่างของชาวพุทธในไทยและกัมพูชากรณีปัญหาเขตแดนในปัจจุบัน หลายคนชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของการเป็นคนพุทธที่ชอบทำบุญให้ทาน แต่ไม่มีความเมตตาสงสารต่อเพื่อนมนุษย์ บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า นั่นไม่ใช่ความย้อนแย้งหรือเป็นพุทธแค่เปลือกแบบที่ถูกกล่าวหา หากแต่เป็นแนวทางปฏิบัติแบบเถรวาทที่พบได้ตั้งแต่ตัวคำสอนในคัมภีร์เอง
เถรวาทเน้นปัญญา มหายานเน้นเมตตา?
การเน้นปัญญาหรือเมตตา “ไม่ใช่” ปัจจัยสำคัญของการแบ่งเป็นนิกายเถรวาทหรือมหายาน กล่าวอีกอย่างคือ การเร่งปฏิบัติให้พ้นทุกข์แบบสาวกยานและการปฏิญาณตนเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ ไม่ใช่ตัวแบ่งนิกาย พระฝ่ายเถรวาทเองจำนวนมากก็อยากเป็นพระโพธิสัตว์และเน้นช่วยเหลือคนมากกว่าปลีกวิเวกหาทางพ้นทุกข์ ขณะเดียวกันพุทธมหายานเช่น เซน ก็เน้นการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุธรรมได้เร็วพลัน ไม่ใช่การต้องอุทิศตนให้สังคม
ฉะนั้น สาวกยานหรือโพธิญาณจึงเป็นเพียง “อุดมคติ” ที่สาวกนิกายไหนจะเลือกก็ได้ ทำนองเดียวกัน ทั้งปัญญาและเมตตาก็มีอยู่ในทั้งสองนิกาย มหายานเองก็เน้นปรัชญาปารมิตา ซึ่งเป็นปัญญาความเข้าใจสัจธรรม เถรวาทก็มีกรณียเมตตสูตรหรือพรหมวิหารธรรมที่ฝึกให้มีเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ดังนั้นคำว่า “เถรวาทเน้นปัญญา มหายานเน้นเมตตา” จึงเป็นเพียง “วาทกรรม” ที่สร้างอัตลักษณ์ให้ตนเอง (ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ความจริง) แต่มันมีประโยชน์เพื่อใช้ประณามฝั่งตรงกันข้ามว่า “พวกแกกินเจ แต่ก็ไม่มีปัญญา” หรือ “พวกแกทำตัวเคร่ง แต่ไร้ความกรุณา” เป็นต้น
ปัญหาของความเมตตาในแบบเถรวาท
คัมภีร์พุทธหลายจุดแสดงตัวอย่างที่มีปัญหา เช่น สอนว่า “การกินเนื้อสัตว์ไม่ใช่ปัญหา” แต่ปัญหาคือกินแล้วยึดติดในรสชาติหรือเจตนา/รับรู้ในการฆ่าสัตว์นั้นมากิน ข้อความในปุตตมังสสูตร พระพุทธเจ้าได้ยกตัวอย่างพ่อกับแม่ซึ่งต้องอุ้มลูกน้อยเดินทางกันดาร เมื่ออาหารหมดลง ทั้งสองจึงตัดสินใจฆ่าลูก แล้วกินเนื้อลูกเพื่อให้ชีวิตพวกเขาดำเนินต่อไปได้ พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นว่า พ่อแม่ที่กินเนื้อลูกคงไม่มีใครกินด้วยความยินดีหรือเพราะรสชาติอาหาร แต่จะกินเพื่อให้อยู่รอดเท่านั้น และแนะนำให้ชาวพุทธวางใจแบบนั้น
ปัญหาไม่ใช่แค่การกินเนื้อ แต่คือการสื่อว่า เราฆ่าคนอื่นเพื่อให้ชีวิตเราดำเนินต่อไปได้ และความรู้สึกผิดอาจน้อยลงถ้าเราบอกตัวเองได้ว่า ไม่มีความยึดติดใดๆ แถมไม่ได้กินให้อยู่ไปวันๆ แต่กำลังเร่งความเพียรปฏิบัติให้พ้นทุกข์ด้วย นั่นหมายความว่า ชีวิตเรามีค่ามากกว่าชีวิตผู้อื่น โดยเฉพาะสัตว์ที่เรากำลังกิน พูดง่ายๆ คือ แม้ศาสนาพุทธจะสอนเรื่องการไม่ฆ่าสัตว์ หรือการทำลายชีวิตผู้อื่นจะไปทุคติ แต่พุทธก็เสนอทางออกไว้ว่า ถ้าต้องฆ่าหรือกินแล้ว จะทำอย่างไรให้ใจบริสุทธิ์และไม่ต้องรับโทษ/กรรมนั้น
เนื้อหาในธรรมบท (ซึ่งเป็นอรรถกถา) ที่น่าสนใจคือ กุณฑลเกสี อดีตของนางก่อนมาเป็นภิกษุณีได้ฆ่าโจร ด้วยการผลักโจรตกหน้าผาเพื่อป้องกันตัว เทวดาที่เห็นเหตุการณ์ได้ชื่นชมว่า ผู้หญิงถ้ามีสติปัญญา รู้จักป้องกันตัว ก็ถือว่าเป็น “บัณฑิต” ได้ กล่าวคือ สถานะบัณฑิตควรดูจากปัญญา ไม่ใช่จากเพศที่ปกติสงวนไว้ให้ผู้ชายเท่านั้น การฆ่าโจรของนาง อาจคล้ายกับการฆ่าอื่นๆ อีกหลายกรณี เช่น องคุลีมาล หรือนายเพชฌฆาตเคราแดง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไปสู่สุคติและนิพพานเพียงเพราะพวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี
แม้ศาสนาพุทธจะบอกว่ากรรมดีและกรรมชั่วก็ล้วนให้ผล แต่พุทธเสนอวิธีเลี่ยงด้วยการทำความดีให้มากๆ เหมือนเทน้ำไปละลายความเค็มของเกลือ หรือที่มากกว่านั้นคือ ทำตัวเองให้หมดกิเลสและนิพพานไป กรรมก็ตามไปไม่ให้ผลไม่ได้แล้ว พูดอีกแบบคือ ไม่ว่าเราจะเลวร้ายแค่ไหน แต่หากกลับตัวได้และตั้งอยู่ในทางที่ดี เราอาจไม่จำเป็นต้องรับกรรมพวกนั้นก็ได้ และนี่คือการปูทางไปสู่การฆ่าได้ เพราะสุดท้ายเราชำระจิตให้สะอาดได้ด้วยพุทธธรรม เพราะศีลเป็นแค่คุณธรรมเบื้องต้น แต่สมาธิและปัญญาเป็นสิ่งที่สูงกว่าและจะทำให้พ้นทุกข์
ปัญหาของคำว่า “ทางสายกลาง”
ทั้งคำว่า “ปัญญา” และ “เมตตา” ก็นิยามได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับมุมมอง เช่นแต่ละศาสนาก็มองว่าคำสอนตนประกอบด้วยปัญญามากที่สุด คำสอนอื่นเป็นพวกหลงผิด ในขณะที่ “เมตตา” ที่ดูจะนิยามได้ง่ายกว่าแล้ว ตรงที่ไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น แต่ก็ตั้งคำถามได้ว่า การทำการุณฆาตสุนัขที่เจ็บป่วยเป็นสิ่งถูกต้องไหม เป็นต้น พุทธดูจะเสนอทางออกในการตัดสินด้วยคำว่า “ทางสายกลาง” ซึ่งคำนี้ก็นำไปสู่ปัญหาเช่นกัน ตรงที่ไม่รู้ว่าทางสายกลางคือตรงไหนหรือวัดจากอะไร
เทียบกับเชน ซึ่งเป็นศาสนาหนึ่งที่อยู่คู่อินเดียมายาวนาน พวกเขาเน้นเรื่องความเมตตาหรืออหิงสา จนถึงขั้นไม่กินเนื้อเพราะมองว่าเป็นการสนับสนุนการฆ่า (ซึ่งทำลายคุณธรรมในใจตัวเอง) นักบวชก็กวาดทางที่ตนจะเดินเพื่อไม่ให้เหยียบสัตว์เล็กๆ พฤติกรรมนี้ในสายตาของชาวพุทธคือ “ความสุดโต่ง” ที่ไม่ควรกระทำ แต่ชาวพุทธควร “เดินทางสายกลาง” หรือ มรรคแปด
คติเรื่องความเมตตาหรืออหิงสาของเชนชัดมาก ถึงขั้นยืนยันว่า “ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ทั้งนั้นในการฆ่า ต่อให้เพื่อป้องกันตัวหรือให้ตนอยู่รอดก็ตาม” ความสุดโต่งนี้ (ในสายตาชาวพุทธ) ทำให้พวกเขามีจุดยืนในกรณีที่เกิดสงครามหรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นตกปลามาแกงได้ไหม ต่างกันมากกับศาสนาพุทธที่บอกว่า “เป็นทางสายกลาง” ซึ่งตามมาด้วยคำสอนที่ยืดหยุ่น ปรับได้ ขึ้นอยู่กับกรณี บางคนฆ่าสัตว์ต้องตกนรก เช่น นายโคฆาต หลายคนฆ่าคนก็ได้สวรรค์นิพพาน เช่น กุณฑลเกสีและองคุลีมาล
ฆ่าเพื่อปกป้องชาติ เท่ากับมีเมตตาเพื่อปกป้องลูกหลาน
มุมมองที่ชาวพุทธไทยและกัมพูชา (รวมถึงพม่าในกรณีโรฮิงยา และศรีลังกากรณีชาวทมิฬ) มีเหมือนกันคือ จินตนาการกลับไปยุคทาสว่าหากถูกยึดครองหรือแพ้อีกฝ่าย จะต้องตกเป็นเมืองขึ้นและกลายเป็นทาสรับใช้ของฝ่ายที่ชนะ ปัจจุบันจะเห็นได้จากการเทศน์ของพระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโน เป็นต้น เรื่องความเสียสละของทหารไทยในช่วงสงครามและการปกป้องแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน สำหรับมุมมองเรื่องชาตินิยม บทความนี้ขอข้ามไป ผู้สนใจดูในงานของ Lehr (2018) เรื่อง Militant Buddhism
จากตัวอย่างเหล่านี้เราจะเห็นว่า การฆ่ามีความชอบธรรมเพราะไม่ได้ทำในนามของความโกรธ แต่เป็นความเมตตาและใช้ปัญญามองอนาคตเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไปด้วย หรือนี่จะเป็นการประสาน/ทางสายกลางระหว่างปัญญากับเมตตาในแบบเถรวาท ?
จริงอยู่ว่า แม้จะมีกรณีที่พระพุทธเจ้าไปห้ามญาติที่ทำสงครามแย่งน้ำ หรือห้ามทัพของพระเจ้าวิฑูฑภะที่ยกไปฆ่าล้างชาวศักยะ แต่ตัวอย่างอีกมากที่กล่าวมาแล้ว เช่น ฆ่าคน 999 แบบองคุลีมาล ประหารชีวิตคนหลายพันในนามของการทำหน้าที่แบบเพชฌฆาต ฆ่าลูกเพื่อกินเนื้อแล้วจะได้มีแรงเดินทางต่อ หรือฆ่าโจรเพื่อป้องกันตัวเอาชีวิตรอด ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่วนเวียนอยู่ในวิธีคิดแบบเถรวาท เพราะมีคำสอนที่บอกว่าเป็นทางสายกลาง ไม่เคร่งไปทางใดทางหนึ่ง
สำหรับชาวเถรวาท แม้ทำชั่ววันนี้ แต่ถ้าวันหน้ากลับใจ ก็จะมีโอกาสไปสุคติเสมอ เพราะการไปสุคติคือการวางใจให้ไม่ยึดติดและใช้ปัญญาเข้าถึงธรรม ซึ่งสำคัญกว่าการมาสนใจเรื่องศีลเล็กๆ น้อยๆ เช่นการฆ่า แบบที่ตนไปดูถูกศาสนาเชนเรื่องเมตตา/อหิงสา หรือดูถูกมหายานว่ากินเจก็เหมือนควายที่กินหญ้า ไม่ฆ่าสัตว์แต่ก็ไม่มีปัญญาบรรลุธรรม เป็นต้น จึงสรุปได้ว่านี่ไม่ใช่ความย้อนแย้งของชาวเถรวาทที่มือถือสากปากถือศีลแบบที่กล่าวหากัน แต่เพราะตัวคำสอนในคัมภีร์เองก็บอกไว้เช่นนี้
อ้างอิง
84,000. ปุตตมังสสูตร. สังยุตตนิกาย นิทานวรรค. เข้าถึงจาก https://84000.org/tipitaka/_mcu/v.php?B=16&A=2620&Z=2696
84,000. พระกุณฑลเกสีเถรี. สหัสวรรค. เข้าถึงจาก https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=18&p=3
พระเจ้าวิฑูฑภะ. ปุปผวรรค. เข้าถึงจาก https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=14&p=3
84,000. โยธาชีวสูตร. สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/pnk3yc8s
Lehr, P. (2018). Militant Buddhism: The Rise of Religious Violence in SriLanka, Myanmar and Thailand. Springer.
พระอาจารย์ตะวัน ปัญญาวัฒฑโน. (2568). การเสียสละของทหารไทย. เข้าถึงจาก https://tinyurl.com/4swyfcrz
