Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'ศิววงศ์' กลุ่ม MWG มองยกเลิก CI และขึ้นทะเบียนกับระบบของไทยเพียงฝ่ายเดียว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้นายจ้าง-ลูกจ้าง รักษาแรงงานในระบบ และเป็นผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของไทย

 

25 ส.ค. 2568 ศิววงศ์ สุขทวี เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) โพสต์ข้อความวานนี้ (24 ส.ค.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่มีเพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ต่างด้าวทำอะไร’ ออกมาโพสต์ข้อความเมื่อ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้จับตาการประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 ก.ย.นี้ จะมีการหารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่ออนุญาตให้ผู้ลี้ภัยพม่าเข้ามาทำงานแทนที่แรงงานข้ามชาติกัมพูชา และอาจมีการต่อรองให้มีการยกเลิกการทำสมุดปกเขียว หรือสมุด CI ให้กับแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นข้อเสนอของวีระ แสงทอง บุคคลไร้สัญชาติ เชื้อสายพม่า และสมาชิกกลุ่ม Bright Future ที่มายื่นหนังสือก่อนหน้านี้

เพจดังกล่าวให้เหตุผลว่าการทำสมุดปกเขียวเป็นการกรองประวัติฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า หรือตรวจสอบประวัติอาชญากรรมในอดีต และที่ต้องการยกเลิกการทำ CI เพราะไม่ต้องการให้เผด็จการทหารพม่าทราบว่ามีฝ่ายต่อต้านเข้ามาอยู่ในประเทศไทย จากนั้นจะเข้ามาสร้างกองกำลัง และยึดที่ดินในประเทศไทย

โฆษณา - Advertising

โดยศิววงศ์ อธิบายว่า การยกเลิกทำ CI ไม่ได้ทำให้คัดกรองคนพม่าไม่ได้ แต่รัฐบาลทหารพม่า ณ เวลานี้ ไม่ได้มีศักยภาพในการจัดทำ CI หรือตรวจสอบประวัติประชาชนพม่า แค่อยากได้ค่าธรรมเนียมและภาษีเท่านั้น พร้อมเสนอให้ใช้ระบบของประเทศไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า

สมาชิก MWG ระบุว่า ข้อมูลจากที่ประชุมของคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 68 ในการพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์การเดินทางกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาที่มีผลสืบเนื่องจากความไม่สงบตามแนวชายแดนและข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและผลกระทบ มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายฝ่ายทั้งตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรภาคประชาสังคมและภาคเอกชนเข้าร่วมประชุม ทั้งกรมการจัดหางาน  กระทรวงแรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มูลนิธิกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดตราด, ชมรมสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร อำเภอสอยดาว-โป่งน้ำร้อน, สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และผู้แทนกลุ่มนายจ้างสีขาว

โพสต์ของศิววงศ์ ระบุว่าระบบ CI เป็นปัญหาให้กับผลประโยชน์ไทยมากกว่า โดยประเด็นแรกนั้น ระบบไม่ได้มีประสิทธิภาพในการคัดกรองประวัติของแรงงานเมียนมาในไทยเลย รัฐบาลเมียนมาไม่ได้มีศักยภาพเพียงในการตรวจสอบประวัติของประชาชนตัวเอง แต่ที่ให้ทำ CI เพราะอยากได้เงินค่าธรรมเนียมและภาษีล่วงหน้าจากแรงงานพม่าในประเทศไทยเท่านั้น และกระทบเศรษฐกิจของไทยเอง

ประการต่อมา ไทยมีระบบคัดกรองที่ดีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยเคยมีการดำเนินการผ่อนผันขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยใช้ระบบการจัดทำข้อมูลประวัติและจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมือง/กฎหมายทะเบียนราษฎร ซึ่งมีประสิทธิภาพในการคัดกรองมากกว่าระบบ CI ของรัฐบาลเมียนมาอย่างเห็นได้ชัด

กระบวนการ CI สร้างปัญหาให้แรงงานและนายจ้าง เพราะการบังคับให้แรงงานต้องทำ CI ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะแรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะจากกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนต่อรัฐบาลเมียนมาและบางคนไม่มีเอกสารบัตรประชาชน ทำให้พวกเขาอาจกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายโดยไม่จำเป็น ขณะที่นายจ้างก็ต้องแบกรับภาระและต้นทุนที่สูงขึ้น

ดังนั้น การยกเลิกการบังคับใช้ CI และหันกลับไปใช้ระบบการจัดการข้อมูลของไทยเองจะช่วย ประหยัดต้นทุนให้นายจ้าง รักษาแรงงานที่มีทักษะไว้ในระบบ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของไทยมากกว่า

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 และ 14 ส.ค. 2568 วีระ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ตามลำดับ เพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐสภาช่วยผลักดันมาตรการยกเลิกการทำ CI และให้ใช้บัตรชมพู ซึ่งออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นเอกสารยืนยันตัวตนของแรงงานข้ามชาติพม่าใบเดียว

ทั้งนี้ เอกสาร CI เป็นเอกสารที่ออกโดยทางการเมียนมา เพื่อยืนยันสัญชาติพลเมืองของตนเองที่เดินทางมาทำงานในประเทศไทย ซึ่งทางการไทยมีข้อกำหนดให้แรงงานที่ขึ้นทะเบียนแรงงานแล้ว ขอเอกสาร CI จากประเทศต้นทางเพื่อรับรองสัญชาติของแรงงาน

ขณะที่บัตรสีชมพู หรือชื่อทางการคือ "บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย" ออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ออกให้สำหรับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้อยู่และมีถิ่นพำนักในประเทศเกิน 6 เดือน

ปกติบัตรสีชมพูจะมีอายุ 10 ปี แต่อย่างไรก็ดี ข้อมูลของ Cofact อธิบายว่า บัตรสีชมพู ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่า แรงงานข้ามชาติอยู่ในประเทศไทยได้นานเท่าไร แต่ต้องอิงตามใบอนุญาตทำงาน หรือ Workpermit เป็นหลัก สมมติว่า บัตรชมพูยังไม่หมดอายุ แต่ว่าใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แรงงานก็ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางเหมือนเดิม ไม่สามารถอยู่ในไทยต่อได้ ดังนั้น บัตรสีชมพูต้องใช้ควบคู่กับใบอนุญาตทำงานเสมอ

ขณะที่วีระ กล่าวว่า ที่เขาอยากให้ใช้บัตรสีชมพูใบเดียว เพราะว่าไม่ต้องการจ่ายภาษีให้กองทัพพม่า ซึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องการจ่ายภาษีให้รัฐบาลไทยแค่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

ขณะที่เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิก กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ตั้งคำถามด้วยว่า การทำสมุดปกเขียว หรือ CI อาจจะเข้าข่ายการละเมิดอนุสัญญาเก็บภาษีซ้ำซ้อนหรือไม่ เพราะว่าค่าธรรมเนียมการทำ CI ก็เข้าข่ายเป็น ‘ภาษี’ ด้วย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising