Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

11 มิ.ย.2568 เว็บไซต์ 112WATCH เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ธิษะณา ชุณหะวัณ สส.เขตกรุงเทพ พรรคประชาชน ต่อประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองและปัญหาการใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือในการปิดปากผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นอยู่เช่นการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตยและความสมานฉันท์ในสังคม 

112WATCH : รัฐบาลมีเหตุผลอย่างไรในการยกเว้นคดีมาตรา 112 ออกจากกระบวนการนิรโทษกรรม และท่านเห็นด้วยหรือไม่กับแนวทางนี้ในแง่ของความเป็นธรรมทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน?

ธิษะณา : ประเทศไทย ณ ขณะนี้ยังอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านในสังคมหลังความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อ (คนเสื้อแดง V. คนเสื้อเหลือง/กปปส.) กลไกของการความยุติธรรมในการเปลี่ยนผ่านในสังคมหลังความขัดแย้งในหลักสากล (Transitional justice in post-conflict societies) หมายถึงกลไกต่างๆ ที่ใช้ในการจัดการกับมรดกของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตและความบอบช้ำทางสังคม เพื่อสร้างอนาคตที่ยุติธรรม ประชาธิปไตย และสันติภาพ ความสมานฉันท์ในสังคมมากขึ้น กลไกเหล่านี้รวมถึงการแสวงหาความจริง การริเริ่มดำเนินคดี การชดใช้ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและสถาบัน การเสริมสร้างสังคมพลเมือง และความพยายามสร้างอนุสรณ์สถาน เป้าหมายคือเพื่อให้การรับรู้แก่เหยื่อ เพิ่มความไว้วางใจในสถาบันของรัฐ เสริมสร้างความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมหลักนิติธรรม

หนึ่งในเครื่องมือของกลไกของความยุติธรรมในยุคเปลี่ยนผ่านคือคณะกรรมการความจริงและการปรองดอง (TRC) เป็นหน่วยงานอย่างเป็นทางการที่มีหน้าที่สืบสวนและบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต ซึ่งมักเกิดขึ้นภายหลังจากความขัดแย้งหรือระบอบเผด็จการ เป้าหมายหลักของคณะกรรมการคือการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการละเมิดเหล่านี้ สร้างความทรงจำร่วมกัน และส่งเสริมการปรองดองระหว่างเหยื่อ ผู้กระทำผิด และสังคม แอฟริกาใต้นำโดยเนลสัน มันเดลล่า ละตินอเมริกาหลังยุคเผด็จการออกัสโต พิโนเช และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศกัมพูชาหลังยุคเขมรแดง เป็นต้น

ในประเทศแอฟริกาใต้ อาเจนติน่า และ ชิลี มีการจัดตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง หรือ Truth and Reconciliation Commission บนพื้นฐานของหลักการ คืนความยุติธรรมต่อเหยื่อ เพื่อสร้างความปรองดองระหว่างผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ และ เคารพสิทธิมนุษยชนภายใต้อาณัติและข้อกำหนดของคณะตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยจัดให้มีการเปิดเวทีเจรจา “สารภาพผิด”  จากทุกฝ่าย ร่วมกับ ให้มีการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้เผด็จการอย่างเป็นธรรม และต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

แนวทางนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ ถอดบทเรียนจากมรดกในอดีตอันแสนเจ็บปวด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกกระทำ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเช่นเดิมอีก เพื่อให้ประเทศชาติได้ก้าวต่อไป และ คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงนี้ ก็ได้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมกับผลลัพธ์ที่ดี

ในโมเดลของแอฟริกาใต้ นำโดยเนลสัน มันดาล่า “การสารภาพความผิด” (Confession) เป็นปัจจัยหลักของการนำมาซึ่งการนิรโทษกรรม TRC ของแอฟริกาใต้ค่ะ เพราะนำมาซึ่งการเยียวยาทางจิตใจของเหยื่อ (closures)  เป็นกระบวนการที่คล้ายคลึงกับกระบวนการศาล แต่แทนที่ผู้พิพากษาจะให้โทษ กลับเป็นการให้นิรโทษกรรมกับผู้ที่สารภาพผิด หากการกระทำเป็นอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมือง หรือมีเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายภาคประชาชน (ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุอาชญากรรมอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองเช่น การโจรกรรม ทุจริต คอร์รัปชั่น ฯลฯ) ตัวอย่างเช่นการเปิดเผยว่าการบังคับสูญหายเอาศพไปซ่อนไว้ที่ไหน เพื่อให้เหยื่อได้รับรู้ถึงความจริง เพราะการที่เหยื่อจะสามารถเยียวยาทางจิตใจได้ เค้าต้องทราบก่อนว่าพ่อ แม่ พี่ น้องเค้าถูกกระทำอย่างไรบ้าง และเสียชีวิตได้อย่างไร

ปัจจุบันในประเทศไทย ครอบครัวของเหยื่อผู้ถูกบังคับสูญหายยังไม่รู้เลยว่าคุณต้า วันเฉลิม คุณสมชาย นีละไพจิต อยู่ที่ไหน และอีกมากมายที่สูญหายและเป็นผู้เห็นต่างจากรัฐอยู่ที่ไหน? แน่นอนมันเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างเจ็บปวดสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่มันจำเป็นที่เหยื่อจะเยียวยาทางจิตใจ หรือ finding closure ซึ่งของแอฟริกาใต้ไปไกลกว่าเราด้วยซ้ำ ตรงที่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และฝ่ายประชาชนได้รับการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย

เช่นใน ชิลี ครอบครัวของเหยื่อที่ถูกระบุโดยคณะกรรมการ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่จะคืนความยุติธรรมให้นั้น จะทำการตรวจสอบทุกเดือนตามขอบเขตอำนาจของรัฐบาลใหม่ เพื่อค้นหาความจริง และคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อและครอบครัว  พร้อมกับมี คณะกรรมาธิการ Rettig ที่จะช่วยเสริมสร้างประเทศผ่านจากยุคเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย หรือใน ประเทศแอฟริกาใต้ ที่ใช้กลไกสร้างความปรองดองด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการความจริงในปี พ.ศ. 2538 เพื่อการฟื้นฟู รักษาด้วยการเยียวยา เหยื่อในยุค แบ่งแยกสีผิว โดยจัดให้มีการพิจารณาคดีโดยมีพยานผู้เสียหายทั้งสองฝ่ายและผู้กระทำความผิดทั้งสองฝ่าย ทั้งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำตามบังคับบัญชาของเจ้านาย และทางฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล หากการกระทำนั้นเป็น “เจตนารมณ์ทางการเมือง” (politically motivated crimes) และ ถ้าใช้โมเดลดังกล่าว เราจะต้องพิจารณาบนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมือง

การผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ซึ่งรวมไปถึงมาตรา 112 ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดปากฝ่ายตรงกันข้ามจากหน่วยงานความมั่นคง เช่น ดร.พอล แชมเบอร์ส เป็นต้น จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากยุคเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยเต็มตัว และสมานฉันท์ที่ในประวัติศาสตร์ทั่วโลกให้การยอมรับ เพราะหากไม่มีการให้อภัย (นิรโทษกรรม) การเดินไปข้างหน้าอย่างสมานฉันท์ย่อมเป็นไปได้ยาก การกีดกันไม่ให้ผู้ต้องหา หรือผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 รวมอยู่ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดิฉันมองว่าไม่เป็นที่สมเหตุสมผล เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรา 112 มาตรา 112 ยังคงอยู่ และไม่กระทบกับพระราชอำนาจ แต่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเมตตาธรรม การให้อภัยและพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบที่ไม่มีการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

กรณีของ พอล แชมเบอร์ส ซึ่งอัยการได้สั่งไม่ฟ้องแล้ว แต่ก็ยังมีผลกระทบในด้านสถานะการเข้าเมืองและการทำงาน คิดว่ารัฐควรแสดงความรับผิดชอบหรือแก้ไขอย่างไร?

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าวันที่ 11 ต.ค. 2567 ทางสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ของสิงคโปร์ (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ได้เผยแพร่ข้อความเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าฟังสัมมนาออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หัวข้อเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2567 ของไทยในเชิงลึก ซึ่งมี ดร.พอล เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในงานสัมมนาดังกล่าว

จากนั้น ทางกองทัพภาคที่ 3 เห็นว่า ส่วนหนึ่งของข้อความเชิญชวนบนเว็บไซต์ของสถาบันฯ ยูซุฟ อิสฮัค ซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษอาจผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ของไทย จึงได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง มหาวิทยาลัยนเรศวร ในวันที่ 15 ต.ค. 2567 เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเชิญชวนเข้าร่วมงานสัมมนา พร้อมกับขอข้อมูลปูมหลังของ ดร.พอล รวมถึงงานวิชาการของเขา

ในกรณีนี้ก็หาสาระไม่ได้พอๆ กับกรณีอื่นๆ เช่น กรณีวิพากษ์วิจารณ์พระนเรศวรของ ส.ศิวลักษณ์ และอีกหลายกรณี เช่น กรณีครอปท็อป และกรณี เก็ท - โสภณ สุรฤทธิ์ธำรงวิพากษ์วิจารณ์การใช้ภาษีขององค์หญิงที่ไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาท หรือแม้กระทั่งการเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของทนายอานนท์ นำภา ที่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 แต่ยังถูกศาลตัดสินจำคุก

ดร.พอล แชมเบอร์ส ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งข้อหาดังกล่าวมีกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองพิษณุโลก เนื่องจากเผยแพร่ความไม่ชอบมาพากล หรือไม่ชอบธรรมในการโยกย้าย เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งในกองทัพ แต่กองทัพภาคที่ 3 ก็ยังใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือ เพราะต้องการปกปิดความผิดปกติในการแต่งตั้ง เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งของหน่วยงานความมั่นคง

ในขณะที่ ดร. พอล แชมเบอร์สให้การว่าตนไม่ได้เป็นคนโพสต์ข้อความดังกล่าวที่ถูกฟ้องมาตรา 112 แต่อย่างใด แต่ด้วยความที่มาตรา 112 มีโทษสูง เพราะความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ ตามระบบกฎหมายถูกตีความว่าเป็นความผิดต่อแผ่นดิน ถูกบัญญัติอยู่ในหมวด ‘ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร’ รายละเอียดของมาตรา 112 เขียนไว้ว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุก 3-15 ปี”

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาคือการตีความขอบเขตกฎหมายอย่างกว้างขวาง จนการกระทำที่ไม่ได้ระบุไว้สุดท้ายแล้วก็อาจเข้าข่ายว่าเป็นการ ‘หมิ่นเบื้องสูง’ ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ไปจนถึงกลั่นแกล้งผู้ที่มีความขัดแย้งกันจากเหตุผลส่วนตัว เนื่องจากกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกไว้ที่ 3-15 ปี ถือเป็นกฎหมายที่โทษหนักเป็นอย่างมากเท่ากับการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ไม่ว่าการกระทำจะเล็กน้อยเพียงใดศาลก็ไม่สามารถสั่งลงโทษต่ำกว่า 3 ปีได้ และที่สำคัญคือใครเป็นคนตั้งเรื่องฟ้องก็ได้ แตกต่างจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นประมาทประมุขแห่งรัฐในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญในประเทศอื่นๆ

ศาลจึงไม่อนุญาตให้ประกันตัวพอลอย่างไรก็ดีในวันที่ 10 เม.ย.2568 ศาลพิษณุโลกอนุญาตให้พอลประกันตัวโดยต้องวางเงินประกัน 300,000 บาท

กรณีของพอลมีความคล้ายคลึงกับกรณีที่สแตมป์ (นักร้อง) อ้างว่าตนถูกข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานความมั่นคงข่มขู่จะยัดคดีมาตรา 112 โดยที่ริเริ่มมาจากความขัดแย้งส่วนบุคคล การใช้กฎหมาย 112 ที่มีโทษสูงเท่ากับการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรือผลประโยชน์ของหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยงาน เป็นปัญหามาช้านาน ที่เรื้อรัง เป็นบ่อเกิดการทุจริต คอร์รัปชั่น ในหมู่นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เช่น การผ่านโครงการในพระราชดำริ (ทั้งๆ ที่พระมหากษัตริย์อาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนั้นๆ แต่อย่างใด) จะทำให้ไม่มีใครกล้าขัดแย้งหรือตรวจสอบโครงการดังกล่าว และหากมีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็จะแจ้งความมาตรา 112 ทั้งที่คำวิพากษ์วิจารณ์ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ แต่อย่างใด เช่นกรณีนายพอล แชมเบอร์สเป็นการเสวนาทรงวิชาการเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การปรับเปลี่ยนตำแหน่งของกองทัพและ สนง.ตร.แห่งชาติ จึงไม่เห็นว่าจะมีความเกี่ยวโยงกับสถาบันฯแต่อย่างใด

ผศ.ดร.ภาณุ พุทธวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดี คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ออกคำสั่งยกเลิกการจ้างงาน ดร.พอล แชมเบอร์ส โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่ถูกแจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร อย่างไรก็ดี ดร.พอล แชมเบอร์สได้ยื่นอุทธรณ์ว่าการยกเลิกจ้างงานเป็นไปด้วยความไม่ชอบธรรม เนื่องจาก

1.) คำสั่งเลิกจ้างเป็นคำสั่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของรองอธิบดี

2.) คำสั่งเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ดร.พอล แชมเบอร์สเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา แต่ยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการยุติธรรม เป็นการข้ามขั้นตอนทางกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม หรือหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนพิสูจน์ความผิด (presumption of innocence before proven guilty)

3.) การถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ได้เป็นเหตุสิ้นสุดสัญญา

ก่อนหน้านี้พอลถูกยึดหนังสือเดินทางโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้พอลออกนอกประเทศ ซึ่งในขณะที่อยู่ในประเทศไทย จึงไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำผิด การยึดหนังสือเดินทางของพอล จึงไม่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิในการทำงาน (Right to work) และเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย (Freedom of movement) และสิทธิในเสรีภาพ (Right to liberty) ซึ่งบัญญัติอยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 1966 ซึ่งประเทศไทยได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาดังกล่าว

ต่อมา อัยการภาค 6 มีคำสั่งไม่ฟ้องพอลเพราะรอฟังความเห็นของตำรวจผู้บัญชาการภาค 6 ด้วยความไม่เป็นธรรมและบทบาทของสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นเรื่องที่สามารถตำหนิติเตียนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจด้วยว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรไม่ได้กระทำผิดเพราะวีซ่าของพอลถูกยกเลิก จึงทำให้ work permit ถูกยกเลิกไปด้วย แต่มหาวิทยาลัยนเรศวรควรอธิบายต่อสังคม ถึงการเยียวยาพอลที่ใช้เสรีภาพทางวิชาการ ควรมีคำตอบต่อสังคมในกรณีที่เห็นว่าการเลิกจ้าง ดร.พอล แชมเบอร์สไม่เป็นธรรมได้มากกว่านี้ เช่น สัญญาว่าจ้างว่าจะสามารถกลับไปทำงานได้ เพราะศาลตัดสินแล้วว่าไม่ผิดมาตรา 112 แต่มหาวิทยาลัยไม่ได้แสดงท่าทีปกป้องเสรีภาพทางวิชาการของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่น้อย เป็นปัญหาที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ การประนามมหาวิทยาลัยนเรศวรจึงสามารถกระทำได้

มาตรา 112 ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการคุ้มครองสถาบัน คิดว่าการตีความและการใช้กฎหมายนี้ควรได้รับการปฏิรูปอย่างไรในบริบทของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย?

กฎหมายปิดปาก (SLAPP) ปรากฏให้เห็นได้ในประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชที่ยังคงบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีโทษหนัก ยกตัวอย่างเช่น ซาอุดีอาระเบีย -  เป็นประเทศที่ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งกษัตริย์เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลในระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ (authoritarian regime) บทบัญญัติภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2557 กำหนดว่าการกระทำที่ "คุกคามเอกภาพของซาอุดีอาระเบีย รบกวนความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของรัฐหรือกษัตริย์" ถือเป็นการกระทำที่เป็นการก่อการร้าย อาจมีการพิจารณาโทษเป็นรายกรณีเนื่องจากลักษณะ “ตามอำเภอใจ” ของระบบกฎหมายของซาอุดีอาระเบีย โดยความผิดดังกล่าว อาจได้รับการลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรงรวมถึงการเฆี่ยนในที่สาธารณะ การจำคุกที่ยาวนาน และแม้กระทั่งการประหารชีวิต เช่น บาห์เรน, คูเวต, เกาหลีเหนือทุกประเทศที่กล่าวข้างต้นต่างมีโทษหนักเท่ากับซาอุดีอาระเบียในการหมิ่นประมาทประมุขของรัฐ   และถูกจัดอันดับให้อยู่ในการปกครองระบอบเผด็จการเต็มตัว (Authoritarian Regime) โดย Economics intelligence units

อย่างไรก็ดี ประเทศที่กล่าวไปมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง เช่น มีโทษฮุดูด หรือการลงโทษสำหรับอาชญากรรมเฉพาะ อาชญากรรมฮุดูดที่ส่งผลให้มีโทษประหารชีวิต ได้แก่ การละทิ้งศาสนา การล่วงประเวณี (การมีชู้) และการร่วมประเวณีทางทวารหนัก แม้ว่าจะต้องมีหลักฐานที่หนักและมักจะขึ้นอยู่กับการสารภาพบาป การลงโทษสำหรับการล่วงประเวณีคือการขว้างด้วยก้อนหินจนสิ้นชีพ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทรมานกับผู้กระทำผิด ซึ่ง “การทรมาน” ถือเป็นความผิดตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เรียกว่า jus cogens หรือกฎหมายสูงสุด ไม่สามารถละเมิดได้ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม เช่นเดียวกันกับอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมการรุกราน และการบังคับใช้แรงงานทาส

ในทางกลับกันในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ​ (Constitutional monarchy) มีการยุติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทประมุขแห่งรัฐ เช่น

1) สหราชอาณาจักร - มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติความยุติธรรมทางอาญาและการออกใบอนุญาต (สกอตแลนด์) พ.ศ. 2553 ยกเลิกกฎหมายอาญาทั่วไปเกี่ยวกับการปลุกระดมและความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกล่าววิจารณ์พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร การฟ้องร้องครั้งสุดท้ายสำหรับความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์คือในปี 1715 นั่นคือ 306 ปีที่แล้ว

2) ประเทศญี่ปุ่น - ในรัฐธรรมนูญปี 1947 (พ.ศ.2490) ได้ยกเลิกกฎหมายที่ทำให้การล่วงละเมิดจักรพรรดิเป็นอาชญากรรม การตัดสินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1946 (พ.ศ.2489)

3) ประเทศนอร์เวย์ - ประมวลกฎหมายอาญาของนอร์เวย์ปี 1902 (พ.ศ.2445) กำหนดโทษปรับหรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี นอกจากนี้ยังมีหมายเหตุสำคัญ คือพระมหากษัตริย์ต้องมีพระราชกระแสรับสั่งหรือทรงยินยอมให้ดำเนินคดี แตกต่างจากของไทยที่ใครจะฟ้องใครก็ได้

เห็นได้ว่าประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือประเทศที่ democracy index ของ EIU ให้คะแนนเป็นประชาธิปไตยลูกผสม (กึ่งประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ) จะอยู่อันดับต้นๆ ของประเทศที่ยังมีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นประมาทประมุขของรัฐและมีโทษสูง เช่น ซาอุดีอาระเบีย มีการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเทศที่มีประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบทั้งที่เป็นสาธารณรัฐ (Republic) และประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional Monarchy) จะมีโทษไม่เกิน 3 ปี หรือในประเทศยุโรปตะวันตก เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก หรือสวีเดน โทษสูงสุดแค่ 4 เดือน (สำหรับเดนมาร์กกับสวีเดนอาจมีโทษสูงสุด 1 ปีหากเป็นการละเมิดร้ายแรง) และไม่มีข้อมูลการบังคับใช้ในยุคปัจจุบัน 

ภาพเปรียบเทียมบทลงโทษต่อการหมิ่นประมาทประมุขของรัฐประกอบในบทความของธิษะณา ชุณหะวัณ เผยแพร่บน Conlab - รัฐธรรมนูญก้าวหน้า

หากประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง การเปิดกว้างให้ประชาชนมีเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพในการแสดงออก ควรกระทำได้โดยชอบธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมายปิดปากประชาชน และการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 60 ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ในกรณีนี้เนื่องจากพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้นมีจำกัด และไม่ได้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด โดยอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นตกอยู่กับสามฝ่ายบริหาร คือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of powers) ซึ่งพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย การฟ้องร้องจึงควรไปตกอยู่กับฝ่ายตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติซึ่งเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน และกระทำการและพระมหากษัตริย์ไม่เกี่ยวข้อง หรือทรงอยู่เหนือการเมือง จึงไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะจะเป็นข้อความที่อยู่ในมาตรา 6 รัฐธรรมนูญ 60 เป็นคนละกรณีกันโดยสิ้นเชิง

ฝ่ายค้านควรมีบทบาทอย่างไรในการผลักดันการปฏิรูปการเมืองในภาพรวม โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออก หลักนิติธรรม และการตรวจสอบอำนาจรัฐ?

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องทางการเมืองซึ่งพรรคประชาชนได้เสนอเข้าสู่สภา ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา เป็นจุดเริ่มต้นของการสมานฉันท์และเปลี่ยนผ่านไปยังระบอบประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน พรบ.นิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการคานอำนาจกับกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ อย่างที่เราทราบดีว่ามีการถกเถียงอยู่หลายครั้งถึงบทบาทของกฎหมายต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการดำเนินคดีทางการเมือง ผู้บังคับใช้กฎหมายที่บิดเบี้ยวและนำกฎหมายไปดำเนินคดีกับประชาชนที่ไม่มีความผิด และเพียงแต่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และเสรีภาพในวิชาการที่ถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยกฎหมายปิดปาก

ในบริบทที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มแสดงออกและตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมือง คุณมองว่าประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและกฎหมาย?

ณ ปัจจุบัน พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมายพ.ศ.2564 เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้โดยในระดับพ.ร.บ.ต้องใช้รายชื่อกว่า 10,000 รายชื่อในการเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. แต่ระดับกฎหมายมหาชน หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องใช้ 50,000 รายชื่อในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และกระทำได้ช่องทางออนไลน์ซึ่งทำให้การเข้าชื่อเสนอกฎหมายมีความสะดวกสบายมากขึ้น

อย่างไรก็ได้กฎหมายบางมาตรา เช่น มาตรา 112 ถูกรัฐสภาปฏิเสธร่างกฎหมายที่ยื่นโดยฝ่ายค้าน อดีตพรรคก้าวไกล และส.ส. 44 คนที่เข้าชื่อเสนอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกำลังจะถูกตัดสินคดีการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ที่มีโทษสูงถึงการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งขัดต่อกระบวนการนิติบัญญัติที่สภาล่างมีสิทธิ์ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เฉกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่สามารถเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายตั้งแต่ระดับพ.ร.บ.ถึงรัฐธรรมนูญได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยป.ป.ช.อ้างอิงจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินว่าการเสนอการแก้ไขมาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครอง ซึ่งตามหลักแล้วมาตรา 112 เป็นเพียงกฎหมายหมิ่นประมาท ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด จึงมิอาจเป็นการล้มล้างการปกครองหรือจะเป็นการปฏิวัติได้แต่อย่างใด

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายในแคมเปญยกเลิก 112 ผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งมีประชาชนมาเข้าชื่อเสนอกฎหมายกว่า 200,000 คนภายในวันเดียวที่มีการเปิดตัวแคมเปญ ก็ถูกปิดแพลตฟอร์มออนไลน์และถูกปิดกั้นไม่ให้มีการเสนอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน

อีกทั้งการชุมนุมโดยสงบเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง เสรีภาพทางวิชาการยังถูกปิดกั้น และประชาชนทั่วไปถูกยัดข้อหาหมิ่นประมาทประมุขแห่งรัฐหรือมาตรา 112 อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะตั้งแต่การประท้วงของคณะราษฎร 63 เป็นต้นมา จนส่งผลให้นิสิตนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรมทางการเมือง และประชาชนทั่วไปถูกฟ้องร้องกฎหมายปิดปากเป็นจำนวนหลายพันคน การชุมนุมโดยสงบเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนทั่วไปจะสามารถต่อรองกับอำนาจรัฐ และจะสามารถต่อสู้เพื่อสิทธิอันพึงมีของประชาชน จึงเป็นสิทธิเสรีภาพที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศที่ปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย มีความเคารพในความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง และความหลากหลายทางความคิดพึงเคารพ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง