Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิเคราะห์กังวลเอธิโอเปียกำลังจะเกิด “สงครามภูมิภาคทิเกรย์” ทางตอนเหนือของประเทศอีกครั้ง หลังมีรายงานว่ารัฐบาลกลางเอธิโอเปียได้ส่งกองกำลังทหารยานเกราะเข้าไปในภูมิภาค นักวิเคราะห์มองว่าถ้าหากเกิดสงครามในพื้นที่ขึ้นอีกครั้งก็จะต่างจากตอนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2563-2565 เพราะครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อประเทศรอบๆ ในภูมิภาคอย่างเอริเทรียด้วย

 

4 ก.ย. 2568 มีรายงานเรื่องที่รัฐบาลกลางเอธิโอเปียได้เคลื่อนพลไปวางกำลังยานเกราะที่ภูมิภาคทิเกรย์ ในช่วงเดียวกับที่มีเกิดความตึงเครียดทางการเมืองและความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความกังวลว่าถ้าหากมีสงครามเกิดขึ้นจริง ก็การสู้รบก็อาจจะขยายตัวไปในระดับภูมิภาค

กองกำลังสันติภาพทิเกรย์ TPF ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวออกมาจากกองกำลังพิทักษ์ทิเกรย์ TDF เปิดเผยว่ากองทัพเอธิโอเปียได้เคลื่อนกำลังอาวุธหนักมาที่ภูมิภาคทิเกรย์ โดยที่ TPF ได้แชร์ภาพอาวุธหนักดังกล่าวผ่านทางโซเชียลมีเดียด้วย

โฆษณา - Advertising

รายงานในเรื่องนี้มีขึ้นในช่วงเดียวกับที่เริ่มมีแรงกดดันมากขึ้นจากกลุ่มกองกำลังที่ภักดีต่อ เดเบรตชัน เกเบรไมเคิล ผู้นำของ แนวร่วมปลดปล่อยประชาชนทิเกรย์ TPLF ที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามขยายอำนาจควบคุมภูมิภาคนี้

รายงานเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้ มีการระบุว่ากองทัพที่ 43 ของ TDF ได้เปิดฉากยิงใส่พลเรือน เป็นเหตุให้มีประชาชนบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย เหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมโฮนี มิเกรย์ใต้ คนในพื้นที่บอกว่าผู้บาดเจ็บส่วนมากเป็นเยาวชนอาสาสมัครที่ร่วมกันส่งเสริมเสถียรภาพในพื้นที่

มีแหล่งข่าวประเมินว่า ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวของ TDF มีเป้าหมายเพื่อจับกุมตัว พันเอก ฮาเลฟอม เมฮารี ผู้บัญชาการกองกำลังที่แยกตัวออกมาจาก TDF และเป็นผู้ที่ภักดีต่อฝ่ายเดเบรตชัน ในขณะที่นักการเมืองท้องถิ่น เกบรู อัสราต วิจารณ์รัฐบาลกลางว่าไม่ได้ตัดสินใจให้เด็ดขาดในการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธที่อยู่ฝ่าย TPLF

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่รัฐบาลกลางเคยแต่งตั้ง ทาเดสซี วอเรเด ให้เป็นรักษาการประธานาธิบดีของทิเกรย์ เมื่อเดือน เมษายน ที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ชวนให้เกิดความกังขา เพราะมีนักวิจารณ์กล่าวหาว่า วอเรเต ให้ความร่วมมือหรือไม่ก็ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มสนับสนุนเดเบรตชัน หนึ่งในผู้ที่วิจารณ์ในเรื่องนี้คือรองผู้อำนวยการหน่วยความมั่นคงทางตอนใต้ของทิเกรย์ เกอเมย์ เซอกาย ที่อ้างว่าทาเดสซีส่งเสริมปฏิบัติการของกองกำลังสนับสนุน TPLF ทางตอนใต้ และอาจจะได้รับการหนุนหลังจากประเทศเอริเทรีย์ที่มีพรมแดนใกล้เคียงด้วย

นักวิเคราะห์เตือนว่าการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพรัฐบาลกลางเข้าไปในพื้นที่อาจจะกลายเป็นการยกระดับไปสู่การปะทะกันโดยตรงกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายเดียวกับ TPLF ได้ และอาจจะกลายเป็นการนำไปสู่สงครามกับประเทศใกล้เคียงแบบเดียวกับก่อนหน้านี้ รวมถึงอาจจะดึงให้ประเทศเอริเทรียเข้ามาอยู่ในวงความขัดแย้งด้วย

หวั่นซ้ำรอยสงครามทิเกรย์เมื่อไม่กี่ปีก่อน

กลุ่มภาคประชาสังคมและเหล่าผู้นำทางศาสนาต่างก็เดินทางไปยังเมืองเมเคเล เมืองหลวงของภูมิภาคทิเกรย์เพื่อ "การเจรจา" อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็ย้ำเตือนให้นึกถึงช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดสงครามเต็มกลางเมืองรูปแบบ ที่เรียกว่า "สงครามทิเกรย์" เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2563-พฤศจิกายน 2565

สงครามในครั้งนั้นส่งผลให้ผู้คน 600,000 รายเสียชีวิต และทำให้มีผู้พลัดถิ่นราว 5 ล้านราย กลายเป็นจุดที่ทำให้โลกหันไปสนใจการเมืองที่เปราะบางของเอธิโอเปีย และ สร้างความแปดเปื้อนให้กับชื่อเสียงของนายกรัฐมนตรี อาบีย์ อาห์เหม็ด ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการที่สามารถกลับมาสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเอริเทรียได้หลังจากที่เคยบาดหมางกันมาเป็นเวลายาวนาน

ข้อตกลงหยุดยิง 2 ปีหลังจากความขัดแย้งนั้นควรจะเป็นจุดสิ้นสุดของสงคราม แต่นักวิเคราะห์ก็บอกว่ามีความขัดแย้งรอบใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา ซึ่งในคราวนี้อาจจะไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของภูมิภาคทิเกรย์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังอาจจะเป็นความขัดแย้งที่ลามไปถึงเอริเทรียแล้วก็เป็นไปได้ที่จะลามไปถึงกลุ่มประเทศพันธมิตรของเอธิโอเปียเองด้วย

อาเบล อาเบท เดอมิสซี นักวิเคราห์จากองค์กรคลังสมองแชทแทมเฮาส์กล่าวว่า "พวกเรามาถึงจุดที่พวกเราทุกคนรู้สึกหวาดกลัวว่าจะมีการสู้รบในทิเกรย์และเอริเทรียเกิดขึ้นอีกครั้ง ... แล้วมันก็จะส่งผลเสียหายรุนแรงอย่างถึงที่สุด"

สงครามทิเกรย์ในปี 2563-2565 นั้นเป็นสงครามกลางเมืองในภูมิภาคทิเกรย์ ของเอธิโอเปีย โดยมีฝ่ายคู่ขัดแย้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลกลางเอธิโอเปียและรัฐบาลเอริเทรีย กับอีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มที่อยู่ฝ่ายเดียวกับ TPLF การสู้รบในสงครามนี้กินเวลายาวนานสองปีและถูกมองว่าเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21

สงครามดังกล่าวนี้ปะทุขึ้นหลังจากที่มีความตึงเครียดและความบาดหมางหนักขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างกลุ่ม TPLF กับฝ่ายรัฐบาลเอธิโอเปียและเอริเทรีย สงครามเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่กองกำลัง TPLF โจมตีศูนย์บัญชาการภาคเหนือของกองกำลังป้องกันชาติเอธิโอเปีย และฐานทัพอื่นๆ ในทิเกรย์ ทำให้ทางกองทัพเอธิโอเปียโจมตีโต้ตอบกลับโดยเคลื่อนพลจากทางใต้ ส่วนเอริเทรียที่เป็นพันธมิตรกับเอธิโอเปียในตอนนั้นก็โจมตีโต้ตอบกลับ TPLF โดยการเคลื่อนพลจากทางเหนือ

เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่กองกำลัง TPLF มีอำนาจเหนือรัฐบาลผสมในเมืองหลวง อาดดิส อาบาบา ในรูปแบบที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นระบบเผด็จการ ทั้ง 10 ภูมิภาคของเอธิโอเปียต่างก็ไม่ชอบกองกำลัง TPLF โดยที่เอธิโอเปียเป็นประเทศที่มีการจัดแบ่งภูมิภาคต่างๆ ตามชาติพันธุ์ใหญ่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น

สำหรับประเทศเอริเทรียนั้นเคยสู้รบในสงครามพรมแดนกับกองกำลัง TPLF ในช่วงที่กลุ่มนี้มีอำนาจเหนือเอธิโอเปียในปี 2531 ทำให้เอริเทรียมีความบาดหมางกับเอธิโอเปียที่อยู่ภายใต้ TPLF อยู่ แต่เมื่อถึงปี 2561 รัฐบาลอาบีย์ก็ได้สารสัมพันธ์เชิงสันติภาพกับเอริเทรียและพยายามปฏิรูปให้รัฐบาลกลางมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ TPLF มองว่าเป็นภัยต่ออำนาจนำของพวกเขา TPLF จึงได้พยายามก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล

นี่เป็นที่มาที่ทำให้สงครามทิเกรย์มีหลายกลุ่มที่เข้าไปร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกเหนือจากรัฐบาลกลางเอธิโอเปียแล้วก็มีรัฐบาลเอริเทรีย กับกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ที่ต่อต้าน TPLF เช่นกองทัพอัมฮาราได้ร่วมมือกันต่อต้าน TPLF และกองกำลังฝ่ายเดียวกับ TPLF อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต่างก็ถูกกล่าวหาในเรื่องที่พวกเขาโจมตีพลเรือน รวมถึงรัฐบาลกลางเอธิโอเปียด้วย

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่ารัฐบาลกลางเอธิโอเปียจงใจปิดกั้นความช่วยเหลือไม่ให้เข้าสู่ชาวทิเกรย์จนเกือบจะเกิดภาวะความอดอยากหิวโหย สหประชาชาติประณามการโจมตีของกองทัพอัมฮาราว่าเป็น "การกวาดล้างเผ่าพันธุ์" ในขณะที่ชาวทิเกรย์จำนวนมากบอกว่าสงครามในครั้งนี้เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีผู้คนถูกบังคับให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นจำนวนมากทางตะวันตกของทิเกรย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ๆภูมิภาคอัมฮาราอ้างสิทธิเหนือดินแดน นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้หญิงถูกข่มขืนหลายพันคนด้วย

สงครามในครั้งนั้นดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงเดือน พฤษจิกายน 2565 ซึ่งในตอนนั้น รัฐบาลกลางเอธิโอเปียได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพร่วมกับ TPLF ชื่อสัญญาพรีตอเรีย ในสัญญาหยุดยิงระบุให้ TPLF ต้องปลดอาวุธและมีการตั้งรัฐบาลใหม่โดยทั้งสองฝ่ายเป็นผู้แต่งตั้งร่วมกัน ทำให้เกิดสันติภาพขึ้นชั่วคราว แต่ทว่าก็ยังคงมีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างเดเบรตชันหัวหน้าของ TPLF กับ เกตาชิว เรดา นายกเทศมนตรีทิเกรย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอาบีย์

เกตาชิวพยายามทำตามข้อตกลงสันติภาพด้วยการปลดอาวุธ TPLF แต่ทาง TPLF ฝ่ายที่ภักดีต่อเดเบรตชันก็ได้ทำการรัฐประหาร พวกเขายึดสถานีวิทยุเมเคเล บีบให้เกตาชิวต้องหนีไปที่อาดดิส อาบาบา เรื่องนี้สร้างความบาดหมางระหว่างอาบีย์กับ TPLF และทำให้เกิดการกล่าวหากันไปมารวมถึงการขู่โจมตีกันและกั

สันติภาพจะเกิดขึ้นได้จริงไหม อะไรทำให้เอธิโอเปียเสี่ยงบาดหมางกับประเทศอื่นในแอฟริกา?

อย่างไรก็ตามการเจรจาสันติภาพในปี 2565 ก็สร้างความไม่พอใจให้กับเอริเทรียที่มีส่วนร่วมในความขัดแย้ง ประธานาธิบดีของเอริเทรียคือ อิซาเซียส อัฟเวอกี ได้แสดงความไม่พอใจที่ทั้งสองบรรลุข้อตกลงสันติภาพในขณะที่กองกำลังเอริเทรียยังคงอยู่ในทิเกรย์และไม่มีการปรึกษาหารือกับทางเอริเทรีย

อีกเรื่องหนึ่งที่ชวนให้น่ากังวลคือการที่อาบีย์เคยแสดงความคิดเห็นเมื่อปี 2566 ไว้ว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เอธิโอเปียเลยสูญเสียทางออกสู่ทะเลหลังจากที่เอริเทรียแบ่งแยกดินแดนในปี 2536 ทำให้เอริเทรียระแวงว่าเอธิโอเปียอาจจะกำลังพยายามอยากยึดดินแดนของพวกเขา ด้วยความระแวงนี้เองทำให้เอริเทรียส่งกำลังรถถังไปตรึงกำลังอยู่ที่ชายแดน และหลังจากนั้นเอธิโอเปียก็ทำแบบเดียวกัน

แต่ อาเบล นักวิเคราะห์จากแชทแฮมก็บอกว่าไม่มีฝ่ายใดที่อยากทำสงครามกัน พวกเขาแค่วางท่าใส่กันเฉยๆ เพราะฝ่ายเอริเทรียก็มองว่าเอธิโอเปียเป็นฝ่ายที่มีกำลังเยอะกว่าจะสู้ก็ลำบาก ส่วนเอธิโอเปียก็ไม่อยากให้ชื่อเสียตัวเองเสื่อมเสียในฐานะผู้นำของภูมิภาค จากการที่ประเทศเอธิโอเปียเป็นที่ตั้งสำนักงานของสหภาพแอฟริกัน ถึงอย่างนั้นก็ตามมันก็สุ่มเสี่ยงมากที่จะเกิดสงคราม ถ้าหากมีการกระทำที่จุดชนวนเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะทำให้สงครามปะทุขึ้นได้ทันที

นอกจากเอริเทรียแล้ว ประเทศโซมาเลียก็เคยเกือบจะประกาศสงครามกับเอธิโอเปียเหมือนกัน หลังจากที่รัฐบาลอาบีย์ทำข้อตกลงในเรื่องท่าเรือกับ โซมาลีแลนด์ ดินแดนที่ประกาศตัวเองเป็นรัฐแบ่งแยกออกมาจากโซมาเลีย สร้างความไม่พอใจต่อโซมาเลียที่ไม่ยอมรับการแบ่งแยกดินแดนจองโซมาลีแลนด์ จนกระทั่งตุรกีเข้ามาไกล่เกลี่ยเจรจาระหว่างเอธิโอเปียกับโซมาเลียทำให้ไม่เกิดสงคราม ส่วนเอริเทรียก็เคยประชุมหารือกับโซมาเลียและอียิปต์ในเรื่องเขื่อนแกรนด์เรอเนสซองซ์ สร้างความไม่พอใจให้เอธิโอเปีย เพราะเขื่อนนี้จะเป็นการจำกัดเอธิโอเปียในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของแม่น้ำไนล์

นักวิเคราะห์มองว่าการจะเกิดสันติภาพในภูมิภาคนี้ได้นั้น ส่วนใหญ่แล้วต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลอาบีย์ ของเอธิโอเปีย ไปพร้อมๆ กับรัฐบาลเอริเทรีย ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลอาบีย์จะอยากฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ TPLF หรือเอริเทรียหรือไม่ โดยต้องทำในแบบที่ไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความสำคัญ

ขณะเดียวกันความชอบธรรมของรัฐบาลอาบีย์ก็กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย มีนักวิเคราะห์จากสถาบันแอตลัสเพื่อกิจการต่างประเทศ ไมเคิล เซเก อัสเซฟา กล่าวว่า กลุ่มผู้นำในภูมิภาคเดียวกันกำลังตั้งคำถามต่อความสามารถของรัฐบาลอาบีย์ในการแสวงหาสันติภาพและจัดการกับความขัดแย้ง

อาเบลมองว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องทำให้เกิดการสงครามครั้งใหม่ขึ้น ภายใต้ความตึงเครียดเช่นนี้แค่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้ำเส้น ก็จะทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่ขึ้นได้ "ผมหวังว่าความมีสติจะเป็นฝ่ายชนะและทุกๆ ฝ่ายจะใช้ปัญญา" อาเบลกล่าว

 

เรียบเรียงจาก

Why Ethiopia’s Tigray could be on the brink of another conflict, Aljazeera, 25-08-2025

https://www.aljazeera.com/news/2025/8/25/why-ethiopias-tigray-could-be-on-the-brink-of-another-conflict

Ethiopian Federal Troop Movements Reported Amid Rising Tigray Tensions, DNE Africa, 24-08-2025

https://africa.dailynewsegypt.com/ethiopian-federal-troop-movements-reported-amid-rising-tigray-tensions/

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Tigray_war

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising