เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ ANFREL ออกรายงานประเมินผลรัฐบาลทหารพม่าจัดเลือกตั้ง 28 ธ.ค. ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความชอบธรรม จับ กกต.ไปขัง ก่อนตั้ง กกต. จากฝ่ายหนุนกองทัพ จำกัดสิทธิคนเห็นต่าง สอดส่องพลเมือง เหลือแต่พรรคหนุนทหารชิงชัย โดยการเลือกตั้งลวงเหล่านี้ไม่เพียงล้มเหลวในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ยังนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและความทุกข์ทรมานของประชาชน เพราะกองทัพพม่ายังคงเปิดปฏิบัติการทางทหารและโจมตีทางอากาศเพื่อเปิดทางจัดเลือกตั้งในพื้นที่ซึ่งช่วงชิงมาจากกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร
30 กันยายน 2568 เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ ANFREL เปิดตัวรายงานประเมินผล (Assessment Report) หัวข้อ “การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าวางแผน: ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กองทัพพม่าวางแผนจัดขึ้น เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในพม่า โดย ANFREL ใช้วิธีการมอนิเตอร์วงกว้างและหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย

ภาพปกรายงาน “การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าวางแผน: ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย” (Myanmar Junta's Planned Elections: Falling Short of Democratic Legitimacy) ที่มา: ANFREL

อาแมล เวีย ที่ปรึกษาการจัดทำรายงานประเมินผลของ ANFREL ระหว่างการแถลงข่าวออนไลน์เมื่อ 30 ก.ย. 2568
ทั้งนี้กองทัพพม่าได้ทำรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 ควบคุมตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพม่า และสมาชิกสมัชชาแห่งสหภาพซึ่งทำหน้าที่สภาสูง รวมกันแล้วเกือบ 400 คน รวมทั้งอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) โดยการยึดอำนาจเกิดขึ้นก่อนพม่าเปิดสภาหลังจัดเลือกตั้งทั่วไป 8 พฤศจิกายน 2563 โดย โดยอ้างความผิดปกติในการเลือกตั้ง และต่อมาได้ประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางสงครามกลางเมือง และวิกฤตด้านมนุษยธรรม
อาแมล เวีย ที่ปรึกษาการจัดทำรายงานประเมินผลของ ANFREL ระบุว่า ภารกิจของหน่วยงานเพื่อเพื่อตรวจสอบว่าการจัดเลือกตั้งของรัฐบาลทหารพม่า เป็นไปตามมาตรฐานขององค์กรระดับนานาชาติและในภูมิภาคหรือไม่
โดยส่วนหนึ่งของรายงาน ระบุว่ารัฐบาลทหารพม่าจะจัดการเลือกตั้งเฟสแรก ในวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ทั้งสิ้น 102 อำเภอ จากทั้งหมด 330 อำเภอทั่วประเทศ และจะทยอยจัดเลือกตั้งอีก 172 อำเภอ ภายในเดือนมกราคม 2569 แต่ขณะนี้ยังไม่ระบุวัน ส่วนอีก 56 อำเภอ มีการประกาศแล้วว่าจะไม่จัดเลือกตั้ง
รัฐบาลทหารพม่าเตรียมจัดการเลือกตั้งเฟสแรกในวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 ในพื้นที่ 102 อำเภอ จากทั้งหมด 330 อำเภอทั่วประเทศ และจะทยอยจัดเลือกตั้งเฟสสอง ในวันที่ 11 ม.ค. 2569 รวม 100 อำเภอ และจะจัดเลือกตั้งเฟสสาม 25 ม.ค. 2569 ในพื้นที่ 72 อำเภอ และจะไม่จัดเลือกตั้ง 56 อำเภอ เนื่องจากคุมพื้นที่ไม่ได้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการนำเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM) มาใช้เป็นครั้งแรก ขณะที่พรรคการเมืองสำคัญอย่างพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ไม่ลงเลือกตั้ง และฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่ามองว่าเป็นการเลือกตั้งอัปยศ
โดยที่ปรึกษาการจัดทำรายงานประเมินผลยังแถลงตอนหนึ่งว่า การจัดเลือกตั้งของรัฐบาลทหารพม่า ขาดความชอบธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกตั้งที่จัดขึ้นหลังรัฐประหาร 2564 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งพม่า (UEC) ที่ถูกแต่งตั้งอย่างไม่ชอบธรรมโดยรัฐบาลทหารพม่า ขณะที่ กกต.ชุดเก่าถูกจับกุม 2 ราย และถูกลงโทษจำคุก 3 ปี โทษฐานไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2008

กกต.พม่าฝึกอบรมการใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ MEVM เมื่อ 25 มีนาคม 2568 ที่มา: Myanmar Ministry of Information

ทหารพม่าที่ปฏิบัติการในพื้นที่ใกล้ทางหลวงเอเชีย AH1 สายใหม่ ช่วงกอกะเร็กถึงบ้านติงกานญีนอง ปากทางเข้าเมืองเมียวดี โดยอำเภอเมียวดี เป็น 1 ในไม่กี่เขตในรัฐกะเหรี่ยงที่กองทัพพม่าพยายามช่วงชิงพื้นที่คืนมาจากกองกำลังฝ่ายต่อต้าน และ กกต.พม่า ต้องการจัดเลือกตั้งที่นี่ (ที่มา: แฟ้มภาพ/The Irrawaddy)
โดยรายงานสรุป “การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าวางแผน: ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย” (Myanmar Junta's Planned Elections: Falling Short of Democratic Legitimacy) ตอนหนึ่งระบุว่า ภายหลังรัฐประหาร พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย และสภาบริหารแห่งรัฐ SAC ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารพม่า ให้คำมั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่เพื่อ “แก้ปัญหาวิกฤตการเมือง” และสร้างความชอบธรรมให้ระบอบใหม่ที่พวกเขาออกแบบเอง โดยกลยุทธ์จัดการเลือกตั้งอยู่ในโรดแมป 5 ข้อของ SAC โดยเริ่มจากการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งสหภาพ (UEC) ชุดใหม่เพื่อพิจารณารายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งปี 2563 และลงท้ายด้วยการจัด “การเลือกตั้งแบบหลายพรรคการเมืองที่มีความเสรีและเป็นธรรม” หลังสิ้นสุดภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้พรรคที่ชนะเลือกตั้งรับหน้าที่ต่อจากกองทัพ
แต่แผนดังกล่าวถูกขัดขวางจากการต่อสู้และการประท้วงทั่วประเทศ ทำให้กำหนดจัดเลือกตั้งภายในหนึ่งปีหลังการยึดอำนาจล้มเหลว เช่นเดียวกับ การกำหนดเลือกตั้งใหม่ในเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านไปโดยไม่มีการประกาศเลือกตั้ง ขณะที่ประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งลึกขึ้นและรัฐบาล SAC ยึดกุมอำนาจในเนปิดอว์
เกือบห้าปีหลังรัฐประหาร ความพยายามของมินอ่องหล่ายในการทำให้การปกครองทหาร “เป็นปกติ” แทบไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขายังไม่ละทิ้งแผนเลือกตั้ง ประกาศภาวะฉุกเฉินที่ต่ออายุถึงครั้งที่เจ็ดสุดลงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 และมีการประกาศจัดเลือกตั้งระยะแรกในวันที่ 28 ธันวาคม โดย SAC ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมาธิการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ” (SSPC) ในฐานะ “รัฐบาลเฉพาะกาล” เพื่อกำกับการเลือกตั้ง
รายงานของ ANFREL ชี้ว่า การเลือกตั้งของกองทัพพม่าจะเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงกว้างขวาง กฎหมายจำกัดสิทธิ การกดปราบเข้มงวด ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่น่าเชื่อถือ มีพรรคการเมืองที่คัดสรรมาแล้วโดยกองทัพ และปราศจากการตรวจสอบอิสระจากสื่อหรือภาคประชาสังคม ทั้งหมดนี้หวังเพียงให้ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับผลและฟื้นความสัมพันธ์กับพม่า
ANFREL ยังประเมินการเลือกตั้งตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เช่น สิทธิการชุมนุม การสมาคม การแสดงออก เสรีภาพข้อมูล ความปลอดภัย ความโปร่งใส ความครอบคลุม และหลักนิติธรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (1948), กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) (1966), ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน (2012) และมาตรฐานสากลอื่น ๆ
ในรายงานแบ่งออกเป็น 15 หัวข้อย่อย เพื่อเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าจัดขึ้น ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และ ไม่อาจถือว่ามีความน่าเชื่อถือหรือชอบธรรม ได้ การเลือกตั้งลวงเหล่านี้ไม่เพียงล้มเหลวในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ยังนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและความทุกข์ทรมานของประชาชน
วิธีการประเมินของ ANFREL อ้างอิงจากการติดตามสถานการณ์การเลือกตั้ง การสัมภาษณ์ภาคประชาสังคม สื่อ องค์กรประชาธิปไตย และพรรคการเมืองหลายพรรค รวมถึงพรรคที่จะลงแข่งขันในครั้งนี้ ANFREL มีประสบการณ์ทำงานในพม่ามาเกือบ 20 ปี และเคยสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหญ่ปี 2558 และ 2563 รวมถึงการเลือกตั้งซ่อมปี 2560 และ 2561
พร้อมกันนี้ ANFREL จะเดินหน้าร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมในพม่า เอเชีย และนานาชาติ เพื่อปกป้องหลักการประชาธิปไตย และเน้นย้ำถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการเลือกตั้งที่กองทัพวางแผน
โดย ANFREL สรุป 15 ประเด็น ชี้ว่าการเลือกตั้งโดยรัฐบาลทหารพม่าจะขาดความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม ได้แก่
1. เป็นการเลือกตั้งที่ผิดกฎหมายและไม่มีความชอบธรรม
กองทัพไม่มีทั้งอำนาจทั้งในทางรัฐธรรมนูญหรือระบอบประชาธิปไตยในการจัดเลือกตั้ง อำนาจมอบหมายจากประชาชนยังอยู่กับผู้แทนที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2563 จนกว่าจะมีการเลือกตั้งที่แท้จริงและโปร่งใส
2. คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกแต่งตั้งโดยมิชอบ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (UEC) ที่กองทัพแต่งตั้ง ไม่เป็นอิสระและไม่มีความชอบธรรม ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมายถูกรัฐบาลทหารพม่าจับกุมและคุมขังหลังการรัฐประหาร
3. ข้ออ้างเรื่องโกงเลือกตั้งปี 2563 ไม่เคยพิสูจน์ได้
ANFREL ยืนยันว่าผลการเลือกตั้งปี 2563 สะท้อนเจตจำนงของประชาชนโดยรวม แต่กองทัพใช้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลเพื่อยึดอำนาจ
4. บรรยากาศการกดปราบไร้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน
กองทัพใช้กฎหมายจำกัดสิทธิเพื่อสกัดการเห็นต่าง ลิดรอนเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทำให้ไม่อาจถือว่าการเลือกตั้งนั้นเสรีและเป็นธรรม
5. ความรุนแรงขยายตัวแพร่หลาย ไม่เอื้อต่อการจัดเลือกตั้ง
ไม่อาจจัดการเลือกตั้งจริงได้ท่ามกลางความรุนแรงอย่างกว้างขวาง จำเป็นต้องให้กองทัพยุติการสู้รบก่อน
6. การแบ่งเฟสทยอยจัดเลือกตั้งจะเพิ่มความขัดแย้ง
ประชาชนพลเรือนจะต้องเป็นผู้รับเคราะห์ เนื่องจากกองทัพจะใช้ปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงการโจมตีทางอากาศทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดขึ้นแบบทยอยเป็นระยะๆ แต่ละช่วงของการเลือกตั้งจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงและความไม่ปลอดภัยมากขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียชีวิตเพิ่มเติม
7. ไม่มีข้อกำหนดเรื่องพื้นที่ครอบคลุมหรือจำนวนผู้มาใช้สิทธิ
การเลือกตั้งของกองทัพพม่าจัดเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ภายใต้การควบคุม ไม่ครอบคลุมและไม่เป็นตัวแทนประชาชนส่วนใหญ่
8. ระบบเลือกตั้งใหม่เพื่อคงอำนาจกองทัพ
แม้รัฐบาลทหารพม่าจะอ้างว่าระบบเลือกตั้งใหม่ที่ตนและคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำนั้นจะสร้างการเป็นตัวแทนที่กว้างขึ้น แต่ความจริงแล้วระบบดังกล่าวเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งอยู่ภายใต้การหนุนหลังของกองทัพ เมื่อรวมกับจำนวนที่นั่งร้อยละ 25 ที่สงวนไว้ให้กองทัพพม่า ก็ทำให้มั่นใจได้ว่ากองทัพและเครือข่ายจะครองความได้เปรียบและมีอำนาจนำในรัฐสภาชุดถัดไป
9. กฎหมายจดทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อบีบบังคับให้เชื่อฟัง
กฎหมายการจดทะเบียนพรรคการเมืองที่รัฐบาลทหารพม่ากำหนดวางอุปสรรคเกินควรต่อเสรีภาพในการสมาคม เปิดทางให้มีการลงโทษแบบเหมารวม และไม่เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ กฎหมายนี้ยังถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อต่อต้านผู้เห็นต่างได้ทุกเวลา ทั้งก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง
10. มีแต่พรรคการเมืองที่รัฐบาลทหารคัดเลือก
พรรคการเมืองที่จดทะเบียนทั้งหมดถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (UEC) และถือได้ว่าล้วนเป็นพรรคที่หนุนรัฐบาลทหาร ซึ่งได้รวบอำนาจหรืออุปถัมภ์พรรคเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าเป็น “ประชาธิปไตยหลายพรรค” และสร้างความรู้สึกว่ามีทางเลือกในการเลือกตั้ง ทั้งที่แท้จริงไม่ใช่
11. บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากเครื่องมือสอดส่องของกองทัพ
กองทัพนำข้อมูลที่เก็บไว้เพื่อการเกณฑ์ทหารและการควบคุมประชากรมาจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการขัดต่อมาตรฐานสากล และก่อให้เกิดความกังวลว่าบัญชีเหล่านี้อาจถูกใช้เพื่อการกีดกัน ข่มขู่ หรือสอดส่องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
12. ความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งล่วงหน้า
ขั้นตอนการลงคะแนนล่วงหน้าถูกควบคุมโดย UEC ที่แต่งตั้งโดยทหาร ไม่มีหลักประกันหรือการตรวจสอบอิสระ
13. การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM) แบบบนลงล่าง
คณะกรรมการการเลือกตั้งของพม่าได้บังคับนำเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVMs) มาใช้ โดยไม่เคยปรึกษาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และแทบไม่มีความโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ แม้จะมีการอ้างว่าเครื่องเหล่านี้ผลิตในประเทศ แต่มีความเชื่อกันว่าจัดหามาจากอินเดียทั้งหมดหรือบางส่วน ประเด็นสำคัญคือกระบวนการดังกล่าวขาดความเปิดเผยและความชัดเจน
14. เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์สร้างความเสี่ยงต่อความสุจริตของการเลือกตั้ง
ระบบลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ของพม่าขาดมาตรการด้านความโปร่งใสและการกำกับดูแลโดยอิสระ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้มีความเสี่ยงสูงที่เครื่อง EVMs จะถูกนำไปใช้ในทางที่บ่อนทำลายความสุจริตของการเลือกตั้ง และกดดันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แทนที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคุ้มครองสิทธิ นอกจากนี้ การไม่มีตัวเลือก “ไม่เลือกใคร” ประกอบกับการทำให้การร้องเรียนของผู้มีสิทธิกลายเป็นความผิดทางอาญา ยิ่งทำให้พื้นที่ของเสรีภาพทางความคิดเห็นและการแสดงออกถูกจำกัดมากขึ้น
15. จะไม่มีผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือในการจัดการเลือกตั้ง
จะไม่มีองค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศหรือต่างประเทศเข้าร่วม กองทัพจะอนุญาตเพียงผู้แทนจากประเทศที่สนับสนุนตน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการเลือกตั้ง แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (UEC) จะไม่เปิดทางให้มีการตรวจสอบอิสระใดๆ
