Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เสวนา “ผ่าทางตัน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน” 3 พรรคยืนหลักการเลือกตั้ง สสร. 100% แต่วิธีการต่างกัน 'พรรคประชาชน' เสนอ สสร. 200 คน แบ่งครึ่ง 100 คนเขตจังหวัด-100 คนบัญชีรายชื่อ เพื่อให้มีตัวแทนเชิงพื้นที่และประเด็น - 'เพื่อไทย' ยืนยันเขตจังหวัดทั้งหมด เน้นความเข้าใจง่าย - ขณะที่ 'ภูมิใจไทย' เสนอ "เลือกตั้ง 2 ชั้น" ประชาชนเลือก 100 คน แล้วให้ สสร.เลือกผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม 50 คน

เพจ iLaw รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ConforAll ร่วมกับรายการฟังเสียงประเทศไทย ThaiPBS จัดเวทีสาธารณะ “ผ่าทางตัน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน” โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองชี้แจงรายละเอียดแผนการดำเนินการว่าจะมีแนวทางผลักดันการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนอย่างไร

โดยเวทีสาธารณะมีการแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก คำถามจากพิธีกรและ ช่วงท้าย คำถามจากตัวแทนภาคประชาชนทั้งหมด 6 คน

ในช่วงแรก พิธีกรได้ถามคำถามทั้งหมด 2 คำถาม ประกอบด้วย

คำถามที่ 1 : หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ทำประชามติ 3 ครั้ง คำถามแรกของการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน ควรตั้งคำถามอย่างไร และกระบวนการออกเสียงประชามติควรจะเป็นอย่างไร
ชนินทร์ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยระบุว่า หากคำวินิจฉัยให้ทำประชามติ 3 ครั้งก็สามารถดำเนินการได้เลย โดยต้องเป็นคำถามที่เปิดกว้างเพื่อให้ได้รับความร่วมมือกว้างขวางที่สุดและตั้งเงื่อนไขน้อยที่สุด เช่น เห็นชอบหรือไม่ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรืออาจพ่วงไปว่าร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หรือเป็นคำถามที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอในอดีตที่ระบุพ่วงว่าโดยไม่แก้ไขหมวด 1 และ หมวด 2

ในประเด็นเรื่องกระบวนการทำประชามติ ชนินทร์ระบุว่ากระบวนการทำประชามติควรเปิดกว้างให้มีการรณรงค์ได้จากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และเมื่อย้อนดูในกฎหมายประชามติมีกรอบเวลาในการรณรงค์อยู่ที่ 90-120 วันหลังจากมีมติให้จัดทำประชามติ ในขณะที่กรอบเวลาเลือกตั้งใหม่หลังยุบสภาจะอยู่ที่ 45-60 วัน ซึ่งทำให้เส้นเวลาของทั้ง 2 กระบวนการนี้ไม่ได้ทับซ้อนกัน หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองจริงต้องเดินหน้าทันทีหลังคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

“ยิ่งถ้าบอกว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ศูนย์หรือครั้งที่หนึ่งที่ว่านี้ไม่ได้พูดตั้งแต่วันแถลงนโยบายเสร็จ ผมว่าในมุมฝ่ายค้านเราก็รับไม่ได้แล้วว่าความชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันไม่ได้เดินหน้า แล้วผมก็คาดหวังกับพรรคประชาชนว่าหากมันเป็นแบบนั้น พรรคประชาชนก็ต้องเข้าใจว่ามันผิดเงื่อนไขทันที มันก็ควรจะเดินหน้าสู่การยุบสภา โดยทันทีไม่ว่าจะด้วยกลไกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือกลไกใดก็ตาม” ชนินทร์กล่าว
พริษฐ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชนระบุว่า “คำถามนี้คือเป็นการตั้งสมมติฐานว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาว่าทำ 3 ครั้ง ดังนั้นขั้นตอนแรกคือต้องทำประชามติ A (ครั้งที่ 0) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ เมื่อวานผู้นำฝ่ายค้านก็พูดชัดว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ ความจริงไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน เงื่อนไข 4 เดือนที่พรรคประชาชนวางไว้ให้กับทั้ง 2 พรรค ใน MOA คือมันอยู่บนสมมติฐานว่า หากสมมติวินิจฉัยว่าทำ 2 ครั้ง  มันต้องมีเวลาเพียงพอในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ผ่าน 3 วาระของรัฐสภา”

พริษฐ์ระบุต่อว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ทำประชามติ 3 ครั้ง ขั้นตอนแรกคือการทำประชามติครั้งที่ 0 ซึ่งคำถามรอบแรกควรเรียบง่ายและเปิดกว้าง เช่น เห็นชอบหรือไม่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้รัฐสภาสามารถถกเถียงรายละเอียดต่อไปได้ อีกทางเลือกโดยใช้ MOA เป็นตัวตั้ง คือแทรกเงื่อนไขให้ สสร.มาจากการเลือกตั้ง โดยสามารถรวมคำถามในคำถามเดียว ซึ่งคล้ายกับคำถามที่ Conforall เคยเสนอ แต่ขัดกับหลักคิดที่อยากให้คำถามเปิดกว้าง เพราะประชาชนบางคนอาจเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่ไม่เห็นด้วยกับ สสร.เลือกตั้ง ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะโหวตอย่างไร หรือแยกเป็น 2 คำถาม โดยคำถามแรกเปิดกว้างไว้ว่าเห็นชอบหรือไม่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามที่สองถามว่าเห็นชอบให้จัดทำโดย สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มความคิดมีส่วนร่วม

ด้าน ภราดร ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าคำถามประชามติควรถูกระบุในนโยบายรัฐบาลไว้โดยกว้างว่าจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้มีการทำประชามติ โดยหลังการแถลงนโยบาย นายกรัฐมนตรีควรแสดงความจริงใจด้วยการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองมาหารือทันที เพื่อกำหนดคำถามที่เข้าใจง่าย ไม่ให้ประชาชนขาดทางเลือกในการตัดสินใจ แต่ทั้งนี้ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าจะกำหนดให้มี 2 ครั้งหรือ 3 ครั้ง หากศาลชี้ว่าเป็น 3 ครั้งก็ต้องเริ่มจาก “ครั้งที่ศูนย์” แต่หากเป็น 2 ครั้ง จะมีเวลาเพียง 4 เดือนในการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มี สสร. หมายความว่ารัฐสภาจะต้องเร่งรัดพิจารณาร่างที่มีอยู่ 2 ฉบับให้เสร็จโดยเร็ว พร้อมกำหนดรายละเอียดขั้นตอนการได้มาซึ่ง สสร. ซึ่งตามเงื่อนไขข้อตกลงร่วมทางการเมืองระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย (MOA) ต้องทำให้เสร็จภายใน 4 เดือน เป็นพันธกิจของทั้ง 3 พรรคการเมืองที่ต้องร่วมมือกันรวมถึงวุฒิสภา (สว.) ด้วยเช่นกัน

“กระบวนการประชามติคือเราเห็นการทำประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าคือฉบับนี้ (รัฐธรรมนูญ 2560) มันเกิดขึ้นในช่วงสมัย คสช. ซึ่งเราคงจะเห็นการรณรงค์ กลุ่มคนรณรงค์คนไม่เอารัฐธรรมนูญเยอะมาก แต่ว่าถูกจับ นั่นคือ การทำในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ โดนปกครองโดยคณะรัฐประหารนั้น ผมคิดว่า ในรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยก็ควรที่จะต้องเปิดกว้างในการให้พี่น้องประชาชนได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ใดๆ มากที่สุด…ควรที่จะต้องเปิดกว้างอย่างมากให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสมาแสดงความคิดเห็นกับเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ” ภราดร กล่าว
คำถามที่ 2 : สสร.แบบไหนที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

พริษฐ์ระบุว่า หลักการสำคัญคือ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% เพื่อให้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงสุด เพราะแม้แต่กฎหมายระดับพระราชบัญญัติยังผ่านการพิจารณาและตัดสินใจโดยสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่มีเหตุผลใดที่กฎหมายสูงสุดของประเทศจะไม่ยึดโยงกับประชาชนโดยตรงแต่เข้าใจข้อกังวลเรื่องความหลากหลายของผู้แทน พรรคประชาชนจึงออกแบบร่างแก้ไขมาตรา 256 ให้ สสร. 200 คนมาจาก 2 ระบบ คือ 100 คนเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจังหวัด เพื่อให้มีตัวแทนในทุกพื้นที่ และอีก 100 คนจากระบบบัญชีรายชื่อระดับประเทศ เปิดโอกาสให้ทีมที่ผลักดันประเด็นเฉพาะ เช่น สิ่งแวดล้อม หรือสิทธิสังคม วิธีนี้จะทำให้ สสร. มีทั้งตัวแทนเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น ซึ่งต่างจากร่างพรรคเพื่อไทยที่เสนอให้ สสร.มาจากระบบแบ่งเขตทั้งหมด แม้มีข้อท้วงติงที่ว่า สสร. จำเป็นต้องมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือรัฐศาสตร์

พริษฐ์เสนอว่า ความต้องการนี้สามารถแก้ได้ผ่านระบบบัญชีรายชื่อ เพราะแต่ละทีมสามารถวางผู้เชี่ยวชาญไว้ในลำดับบัญชีได้โดยไม่ต้องแต่งตั้งพิเศษ แต่หากยังเห็นว่าจำเป็น พรรคประชาชนก็เสนอทางออกเพิ่มเติม คือการจัดให้มี “บัตรเลือกตั้งนักวิชาการ” แยกเฉพาะ เปิดให้ผู้มีคุณสมบัติสมัครและให้ประชาชนเลือกโดยตรง เพื่อรับประกันว่าผู้ที่จะเข้ามาใน สสร.ทุกรายต้องผ่านการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด

ในขณะเดียวกันมีข้อเสนอเพิ่มเติมว่าให้ สส. หรือ สสร. ที่เลือกตั้งเข้าไปแต่งตั้งตัวแทนกลุ่มต่างๆ แต่พริษฐ์ไม่เห็นด้วยเนื่องจากอาจเป็นการลดความชอบธรรมในการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ถ้าจำเป็นต้องมี สามารถให้ สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งอีกขั้นเลือกตัวแทนเพิ่มเติมได้ เพื่อความโปร่งใสและสร้างความชอบธรรมมากที่สุด

ภราดร ระบุว่า การให้ สสร.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดอาจทำให้กลุ่มความหลากหลายทางสังคม เช่น นักวิชาการ นักนิติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ ตกหล่นไปในการร่างรัฐธรรมนูญ ภราดรเสนอแนวทาง “การเลือกตั้ง 2 ชั้น” เช่นหากตั้งจำนวน สสร. ไว้ที่ 150 คน ขั้นแรกประชาชนเลือก สสร. 100 คน และตรวจสอบว่าสาขาอาชีพใดยังขาด หลังจากนั้นเปิดรับสมัครเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่ขาด และให้ สสร.ชุดแรกเลือกเพิ่มเข้าไปอีก เช่น 50 คน ทำให้ทั้ง 150 คนทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

พิธีกรถามว่า ลักษณะนี้เป็นการเลือกตั้ง 100% หรือไม่ ภราดรตอบว่า เป็นการเลือกตั้ง 100% เพราะส่วนที่เหลือก็มาจากการเลือกตั้งของสสร.เหมือนกัน เท่ากับว่า เป็นการเลือกตั้ง 2 ครั้ง

ภราดรระบุต่อว่า สสร.จะต้องตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสมาชิกหลักควรมาจาก 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น การเชิญนักวิชาการควรเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ลงมติ กระบวนการร่างต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นด้วย

ด้าน ชนินทร์ ระบุว่าพรรคเพื่อไทยยังคงยืนว่า สสร.ควรมาจากการเลือกตั้ง 100% โดยใช้เขตจังหวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายและมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะกลไกซับซ้อน เช่น การมีสสร.หลายประเภทหรือบัญชีรายชื่อแยก จะทำให้ประชาชนเข้าใจยากและลดการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

หลายฝ่ายอาจเข้าใจว่า สสร. ต้องมีความครบถ้วนด้านความรู้และข้อมูล แต่ในทางกลับกันความครบถ้วนของความรู้และข้อมูลสามารถจัดทำได้ผ่านกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นภายหลัง ชนินทร์ระบุต่อว่า สสร. มีหน้าที่เช่นเดียวกับ สส. คือเป็นผู้แทนในการตัดสินใจแทนประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องมีระบบบัญชีรายชื่อกลุ่มวิชาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาเพิ่มเติม

ชนินทร์เสนอว่า กลไกที่เหมาะสมคือการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งทางตรงทั้งหมด ไม่ว่าจะ 100, 150 หรือ 200 คน แล้วใช้วิธีตั้งกรรมาธิการหรือที่ปรึกษาเพื่อรวบรวมข้อเสนอจากประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ มากกว่า เพราะจะทำให้การยกร่างรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนโดยตรง

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงคำถามจากภาคประชาชน ภราดร ปริศนานันทกุล ได้เดินทางกลับก่อนเนื่องจากมีประชุมนัดพิเศษที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง ชยพล ดโนทัย ตัวแทนจาก iLaw ได้เตรียมคำถามเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาที่ในขณะนี้ สว. ที่มาจากการเลือกกันเองกำลังมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระได้มากถึง 33 จาก 42 ตำแหน่ง ในขณะที่ สว. ชุดนี้มากกว่าครึ่งกำลังถูกกล่าวหาในคดีการโกงการเลือกสว.ไว้ ซึ่งภราดรไม่ได้อยู่ตอบคำถามดังกล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง