รัฐบาลเนปาลตัดสินใจยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย หลังการประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยคนหนุ่มสาว Gen Z ลุกลามทั่วประเทศ จนเกิดการปะทะรุนแรง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 400 คน พร้อมแรงกดดันให้ผู้นำลาออก
9 กันยายน 2025 สำนักข่าว CNN รายงานว่า เนปาลกำลังเผชิญความปั่นป่วนทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังรัฐบาลสั่งแบนโซเชียลมีเดียกว่า 26 แพลตฟอร์ม รวมถึง Facebook, Instagram, WhatsApp, YouTube และ X โดยอ้างเหตุผลป้องกันข่าวปลอมและวาจาสร้างความเกลียดชัง มาตรการนี้ได้จุดชนวนให้คนรุ่นใหม่ออกมาประท้วงทั่วประเทศ ร่วมกับความไม่พอใจสะสมต่อคอร์รัปชันที่ยืดเยื้อมานานและปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง
การชุมนุมที่นำโดยเยาวชนอายุระหว่าง 13–28 ปี หรือเจเนอเรชัน Z กลายเป็นการลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองจากราชาธิปไตยสู่สาธารณรัฐเมื่อปี 2008 โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 คน และบาดเจ็บมากกว่า 400 คน จากการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ในหลายเมือง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใช้ทั้งแก๊สน้ำตา กระสุนยาง รวมถึงกระสุนจริง ขณะที่ผู้ประท้วงตอบโต้ด้วยการเผารถตำรวจและทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
ความไม่พอใจยิ่งทวีคูณจากกระแสออนไลน์ที่เรียกว่า “Nepo Kids” ซึ่งเผยให้เห็นภาพลูกหลานนักการเมืองใช้ชีวิตหรูหรา ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของเยาวชนเนปาลสูงถึง 20.8% ในปี 2024 ทำให้หลายคนต้องอพยพไปทำงานต่างประเทศ ปัจจุบันรายได้จากแรงงานนอกประเทศคิดเป็นถึงหนึ่งในสามของ GDP
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอีกเมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย.) ผู้ประท้วงจำนวนมากปะทะกับตำรวจหน้ารัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ มีการจุดไฟเผารถพยาบาลและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่ายิงปราบปรามอย่างไม่เลือกหน้า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาล
หลังเหตุรุนแรง รัฐมนตรีมหาดไทย ราเมช เลขัก ได้ประกาศลาออก ตามมาด้วยรัฐมนตรีเกษตรและรัฐมนตรีกระทรวงน้ำ ขณะเดียวกัน รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี แถลงว่า รัฐบาล “ไม่ปฏิเสธต่อข้อเรียกร้องของเยาวชน” และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย แต่ยังกล่าวโทษว่าเหตุรุนแรงส่วนหนึ่งเกิดจาก “กลุ่มผลประโยชน์ที่แฝงตัวเข้ามา” โดยไม่ระบุชัดเจนว่าหมายถึงใคร
ด้านองค์การสหประชาชาติและแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลออกแถลงการณ์ประณามการใช้กำลังรุนแรงเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระและโปร่งใส โดยย้ำว่าการใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมที่ไม่ได้เป็นภัยคุกคามถึงชีวิตถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ในวันอังคาร (9 ก.ย.) หนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดของเนปาลตีพิมพ์บทบรรณาธิการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีโอลีลาออกทันที โดยระบุว่า “เขาไม่ควรนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อแม้แต่วินาทีเดียวหลังเหตุการณ์นองเลือด”

