Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กระแสเหยียดผิวและความรุนแรงต่อแรงงานข้ามชาติชาวเนปาลในประเทศโครเอเชียทวีความรุนแรง แม้พวกเขาจะเป็นกำลังหลักในภาคก่อสร้างและท่องเที่ยวของประเทศ ขณะเดียวกันเงินโอนกลับจากแรงงานเหล่านี้ยังเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจเนปาล สะท้อนความย้อนแย้งของระบบที่พึ่งพาแรงงานต่างแดนแต่ยังขาดการคุ้มครองอย่างเพียงพอ


แรงงานข้ามชาติชาวเนปาลเป็นกลุ่มแรงงานต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานสูงที่สุดในประเทศโครเอเชีย โดยการทำงานของพวกเขามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง อย่างไรก็ตาม แรงงานจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบต่าง ๆ | ภาพจาก: Hercegovina.info

แรงงานชาวเนปาลกลายเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานสูงที่สุดในประเทศโครเอเชีย โดยเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันแรงงานเหล่านี้ยังมีบทบาทในการส่งเงินกลับประเทศเพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของเนปาลที่พึ่งพาเงินโอนจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีชาวเนปาลราว 2.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.5 ของประชากรทั้งหมดที่ออกไปทำงานในต่างแดน ทั้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย มาเลเซีย และล่าสุดคือการขยายตัวเข้าสู่ยุโรป

อย่างไรก็ตาม ระบบการจ้างงานดังกล่าวมักทำให้แรงงานตกอยู่ในสภาวะเปราะบางต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ แรงงานจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินจากการกู้ยืมเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในการจัดหามาทำงานต่างประเทศ รวมถึงเสี่ยงต่อการถูกใช้ความรุนแรงและการถูกกีดกันทางการเมืองในประเทศปลายทาง แม้ว่าการทำงานของพวกเขาจะช่วยพยุงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้ดำเนินต่อไปได้ แต่ประเด็นด้านสิทธิและการคุ้มครองแรงงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทาย

โฆษณา - Advertising

เงินโอนกลับประเทศจากแรงงานเนปาลคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเนปาล ซึ่งถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญตามข้อมูลของ ธนาคารโลก (World Bank) โดยเฉพาะเงินโอนจากโครเอเชียเพียงแห่งเดียวพุ่งสูงถึง 68.5 ล้านยูโรในปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปีก่อนหน้าท่ามกลางกระแสการย้ายถิ่นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของเหรียญคือความทุกข์ระทมของแรงงานข้ามชาติ ในแต่ละวันที่สนามบินกาฐมาณฑุ ร่างของแรงงาน 3 ถึง 4 รายจะถูกส่งกลับคืนสู่ครอบครัว ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบการส่งออกแรงงานที่ดูแลโดยรัฐ รุทร บาฮาดูร์ กามี (Rudra Bahadur Kami) ผู้ใช้เวลากว่าทศวรรษในซาอุดีอาระเบียเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ถูกส่งกลับบ้านในโลงศพที่สภาพทรุดโทรม ซึ่งพนักงานขนสัมภาระยกขึ้นรถบรรทุก "ราวกับเป็นกระเป๋าเดินทางที่สูญหาย" ตามคำบอกเล่าของลูกชายกับสื่อ AFP

การพึ่งพาแรงงานเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้นของโครเอเชีย

ในขณะที่จำนวนประชากรของโครเอเชียลดน้อยลงและกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนสำคัญ ทำให้มีแรงงานต่างชาติจากเอเชียจำนวนหลายหมื่นคนหลั่งไหลเข้ามาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เร่งตัวขึ้นหลังจากประเทศเข้าร่วมเขตเชงเกน (Schengen Zone) ในปี 2023

ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2025 ทางการได้ออกใบอนุญาตพำนักและทำงานจำนวน 34,440 ฉบับ โดยแรงงานชาวเนปาลครองอันดับหนึ่งที่ 8,200 ฉบับ (เกือบ 24%) ตามด้วยชาวฟิลิปปินส์ (4,400 ฉบับ) และชาวอินเดีย (4,000 ฉบับ) ทั้งนี้มีการออกใบอนุญาตใหม่ประมาณ 22,000 ฉบับ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วราว 2,000 ฉบับ สำหรับภาพรวมในปีที่ผ่านมามีการออกใบอนุญาตถึง 206,500 ฉบับ เพิ่มขึ้น 20% โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคการก่อสร้าง (75,000 ฉบับ หรือ 36.3%) และภาคการท่องเที่ยว/บริการ (56,000 ฉบับ) ซึ่งแรงงานต่างชาติเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการ "กอบกู้" ฤดูกาลท่องเที่ยวของปีที่ผ่านมา แม้ว่าในอดีตบอสเนียจะเป็นแหล่งแรงงานหลักด้วยจำนวน 38,100 คนในปี 2024 แต่ปัจจุบันแรงงานเนปาลตามมาติด ๆ เป็นอันดับสองที่จำนวน 35,600 คน

โฆษณา - Advertising

ดีดี (DD - นามแฝง) พนักงานส่งอาหารวัย 27 ปีจากเมืองจันดิการ์ ประเทศอินเดีย เผยว่าเขาเตรียมใจเรื่องชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและค่าจ้างต่ำเมื่อตัดสินใจมาทำงานในโครเอเชีย แต่เขาไม่คิดว่าจะต้องถูกถ่มน้ำลายใส่ในที่สาธารณะ โดยในปีที่ผ่านมาเขาถูกล่วงละเมิดถึงสองครั้งขณะทำงาน ทั้งการถูกกลุ่มวัยรุ่นถ่มน้ำลายใส่ ตะโกนไล่ให้ "กลับประเทศไปซะ" และพยายามขโมยกระเป๋าส่งอาหาร

ในกลุ่ม WhatsApp ของกลุ่มพนักงานส่งอาหารมีการแชร์เรื่องราวการถูกทำร้ายร่างกายแทบทุกสัปดาห์ ซึ่งกรณีที่รุนแรงที่สุดคือกระดูกกรามและซี่โครงหัก โดยบริษัท Wolt ยอมรับว่าเหตุการณ์ส่วนใหญ่มักเกิดจาก "กลุ่มวัยรุ่นที่ฉวยโอกาส" และหลายกรณีไม่ได้มีการรายงานอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ ฮาซัน (Hasan) พนักงานส่งอาหารชาวอินเดียอีกรายหนึ่ง บรรยายถึงการถูกเก็บค่าเช่าห้องถึง 270 ยูโรต่อเดือน เพื่อแลกกับห้องพักสภาพ "อยู่แทบไม่ได้" ซึ่งต้องแชร์ร่วมกับชายคนอื่นอีก 5 คน พร้อมกฎระเบียบที่ตั้งขึ้นเองอย่างการห้ามเข้าเยี่ยมที่บังคับใช้ผ่านการ "ปรับเงิน" จำนวนมาก เขาต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า "คุณเป็นเหมือนทาสของพวกเขา"

ทัศนคติที่รุนแรงขึ้นในโครเอเชีย

โครเอเชียเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีประชากรลดลงเร็วที่สุดในสหภาพยุโรป (EU) โดยสูญเสียประชากรไปเกือบ 400,000 คน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วของแรงงานต่างชาติจากเอเชียถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับสังคมที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม ซึ่งร้อยละ 90 ของผู้อยู่อาศัย 3.8 ล้านคนเป็นชาวโครเอเชียโดยกำเนิด และประมาณร้อยละ 80 นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

โฆษณา - Advertising

ผลสำรวจจากสถาบันวิจัยการย้ายถิ่นฐาน (Institute for Migration Research) พบว่า ชาวโครเอเชียมากกว่าร้อยละ 60 รู้สึกไม่พอใจกับการมีอยู่ของแรงงานต่างชาติ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 46 ในปีก่อนหน้า โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุถึงความกังวลเรื่องการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น การกดดันค่าจ้าง การตกงาน และความแตกต่างทางวัฒนธรรม ขณะที่นักการเมืองฝ่ายขวาบางกลุ่มได้วาดภาพแรงงานต่างชาติว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะ "เข้าแทนที่" ประชากรชาวยุโรป

แม้สถิติอาชญากรรมระดับชาติจะไม่มีการระบุสัญชาติของเหยื่ออย่างชัดเจน แต่รายงานการก่อเหตุต่อชาวเนปาลในปี 2024 กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวของกลุ่มชาวเนปาลในโครเอเชียที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 โดยพบการเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันกับกลุ่มแรงงานชาวอินเดีย ฟิลิปปินส์ และบังกลาเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมได้ออกมาประณามความรุนแรงและดำเนินการเสริมสร้างการคุ้มครองให้เข้มงวดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ประกาศให้นำระบบทดสอบทักษะทางภาษามาใช้กับแรงงานที่ต้องการพำนักในระยะยาว

ดีดี กล่าวว่าชาวโครเอเชียส่วนใหญ่ "เป็นมิตรโดยทั่วไป" แต่ยอมรับว่าตนเองต้องพยายามอย่างมากในการปรับตัวเนื่องจากพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ ด้าน อีวาน บาลาบานิก (Ivan Balabanic) นักสังคมวิทยา เสนอว่านักการเมืองควรเลิกมองว่าประเด็นการย้ายถิ่นฐานเป็น "เรื่องต้องห้าม" และควรพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้แรงงานต่างชาติของประเทศ โดยระบุว่า "นี่คือความจริงที่เราเผชิญอยู่ และต้องยอมรับมันให้ได้"

ระบบที่สร้างขึ้นบนเงินกู้และหนี้สิน


เศรษฐกิจของเนปาลพึ่งพาเม็ดเงินโอนกลับจากต่างประเทศอย่างมหาศาล | Photo: imago/Arabian Eye/Matilde Gattoni

โฆษณา - Advertising

ในเนปาล เมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ไร้เงาคนรุ่นใหม่สะท้อนเรื่องราวของประเทศที่เปลี่ยนการย้ายถิ่นฐานให้กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในเมืองมาดี ทางตอนใต้ซึ่งอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติจิตวัน ดีปัก มาการ์ (Dipak Magar) ชี้ให้ดูบ้านคอนกรีตหลังเล็กหลังคาสังกะสีด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งเขาสร้างมันขึ้นมาได้หลังจากผ่านการทำงานหนักอย่างแสนสาหัสในโรงงานหินอ่อนที่ซาอุดีอาระเบียมานาน 3 ปี พ่อลูกสี่รายนี้กล่าวว่า "ผมหาเงินได้ 700,000 รูปีเนปาล (4,056 ยูโร) ซึ่งหมดไปกับการสร้างบ้านหลังนี้" โดยเขาต้องรีบฉาบปูนผนังบ้านให้เสร็จก่อนจะเดินทางกลับไปยังกรุงริยาดอีกครั้ง

ครอบครัวของเขาและอีกหลายครอบครัวมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ทำให้ญาติพี่น้องต้องแยกย้ายกันไปทำงานทั้งในซาอุดีอาระเบียและโรมาเนีย ขณะที่ จูนา กอตาม (Juna Gautam) เพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันเล่าว่า ลูกสาวทั้งสองคนของเธอต้องยอมเป็นหนี้สินจำนวนมากเพื่อจ่ายให้กับบริษัทจัดหางานสำหรับงานในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าพวกเธอจะมีการศึกษาแต่ก็ไม่สามารถหางานทำในบ้านเกิดได้

กฎหมายปี 2007 ถูกตราขึ้นเพื่อควบคุมดูแลบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตประมาณ 1,000 แห่ง ทว่าเหล่านักวิจารณ์ระบุว่าผู้ที่ต้องการไปทำงานต่างแดนมักถูกเรียกเก็บค่าบริการสูงกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดถึง 30-40 เท่า แรงงานจำนวนมากถูกบีบให้ต้องเป็นหนี้เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่า ใบอนุญาต และค่าเดินทางรวมหลายร้อยดอลลาร์ และบ่อยครั้งที่งานซึ่งพวกเขาต้องทำจริงกลับไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ได้รับคำสัญญาไว้เลย

ซันจิบ โฆไรไซเน (Sanjib Ghoraisaine) เดินทางไปกาตาร์เมื่อปีที่แล้วด้วยความเชื่อว่าจะได้ทำงานทำความสะอาดสระว่ายน้ำในโรงแรมระดับ 5 ดาว แต่เขากลับต้องทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านโดยได้รับค่าจ้างเพียงครึ่งหนึ่งของที่ตกลงไว้และต้องนอนบนพื้น เขาบอกว่า "ผมจ่ายเงินไป 200,000 รูปี (1,350 ดอลลาร์) เพราะหวังจะได้เงินเดือนเดือนละ 356 ดอลลาร์ และต้องกู้เงินซึ่งใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะใช้คืนหมด" พร้อมเสริมว่า "ผมต้องขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย นายจ้างถึงยอมปล่อยให้ผมกลับ"

โฆษณา - Advertising

หลังจากนั้นเขาต้องออกค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้านเอง โดยตัวแทนจัดหางานชาวเนปาลปฏิเสธที่จะคืนเงินให้ แต่ยื่นข้อเสนอจะส่งเขาไปทำงานที่อื่นให้ฟรีแทน ทว่าหลังจากรอการติดต่อกลับมานานหนึ่งเดือนและไม่มีความคืบหน้า โฆไรไซเนจึงตัดสินใจยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กรมการจัดหางานต่างประเทศ

'เศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินโอนกลับจากต่างประเทศ' แต่ไร้เสียงในต่างแดน


แรงงานข้ามชาติอย่าง รันจัน ดาห์ล (Ranjan Dahl) จากเนปาล รู้สึกยินดีที่สามารถหางานทำในโปรตุเกสได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าสภาพความเป็นอยู่และการทำงานจริงนั้นมีความยากลำบากอย่างยิ่ง | Photo: Jochen Faget/DW

การอพยพออกไปทำงานต่างประเทศในเชิงเศรษฐกิจเร่งตัวขึ้นในช่วงเหตุการณ์กบฏลัทธิเหมา (Maoist insurgency) ที่ดำเนินมานานนับทศวรรษในเนปาล เนื่องจากคนหนุ่มสาวพากันหลบหนีเข้าสู่เมืองและก้าวเข้าสู่ "การจ้างงานในต่างประเทศ" ซึ่งแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวหยุดชะงัก โดยข้อมูลระดับชาติระบุว่า กรมการจัดหางานต่างประเทศ ได้ออกใบอนุญาตทำงานต่างประเทศจำนวน 287,519 ฉบับในปี 2016 และยอดดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา

กลุ่มแรงงานข้ามชาติกล่าวว่า รัฐบาลเริ่ม "เสพติด" เม็ดเงินที่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ โดยเน้นการส่งเสริม "การจ้างงานในต่างประเทศ" แทนที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมภายในท้องถิ่น นีลัมบาร์ บาดาล (Nilambar Badal) จาก เครือข่ายระดับชาติเพื่อการย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย (National Network for Safe Migration) กล่าวกับ AFP ว่า "พวกเขาหวังให้ประชาชนออกไปข้างนอกและส่งเงินกลับมาเพื่อที่พวกเขาจะได้บริหารประเทศต่อไปได้ เราคือเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินโอนอย่างแท้จริง"

สริตา กิริ (Sarita Giri) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าววิจารณ์อย่างรุนแรงโดยอธิบายถึงระบบที่ "เน่าเฟะและคอรัปชัน" ซึ่ง "ขูดรีดแรงงานข้ามชาติและครอบครัวของพวกเขา" พร้อมกล่าวหาว่าเครือข่ายบริษัทจัดหางานที่ได้รับใบอนุญาตทำตัวเหมือน "มาเฟีย" ที่ส่งต่อเงินไปยังพรรคการเมืองผ่านเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ บารุน กิมิเร (Barun Ghimire) ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ตั้งข้อสังเกตว่าไม่เคยมีบริษัทจัดหางานแห่งใดถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเขาชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวเน้นเพียงการควบคุมธุรกิจการจัดหางานในต่างประเทศ แต่ไม่ได้ระบุถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติหรือพันธกรณีของรัฐในการคุ้มครองพวกเขาไว้อย่างชัดเจน

ระหว่างปี 2008 ถึง 2025 มีบันทึกว่าชาวเนปาลเสียชีวิตในต่างแดนถึง 14,843 ราย โดยในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียวมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,544 ราย แม้ว่าส่วนน้อยจะถูกระบุว่าเป็นความตายจากการทำงานก็ตาม ด้านองค์กรภาคประชาสังคม ระบุว่าบริษัทจัดหางานจำนวนมากฝ่าฝืนกฎเกณฑ์และการล่วงละเมิดมักไม่ถูกลงโทษ ในขณะที่ กระทรวงแรงงาน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม ยืนยันว่าหน่วยงานให้ความสำคัญกับการ "คุ้มครองผลประโยชน์ของแรงงานข้ามชาติ" แม้เจ้าหน้าที่จะยอมรับว่า "ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม" ก็ตาม

ในขณะที่เนปาลกำลังมุ่งสู่การเลือกตั้งในวันที่ 5 มีนาคม 2026 หลังจากเกิดการลุกฮือที่นำโดยคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ซึ่งสามารถล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เคพี ชาร์มา โอลี (KP Sharma Oli) วัย 73 ปีลงได้เมื่อเดือนกันยายน 2-25 ผู้สมัครรับเลือกตั้งหลายรายต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างงาน ฝึกอบรม และส่งเสริมการลงทุนเพื่อลดความจำเป็นในการอพยพไปทำงานต่างประเทศ ทว่ายอดเงินโอนกลับประเทศรายเดือนที่เพิ่งทะลุระดับ 2 แสนล้านรูปี (1.18 พันล้านยูโร) เป็นครั้งแรก ยิ่งตอกย้ำถึงความยากลำบากในการทำให้ประเทศเลิกพึ่งพาเม็ดเงินจากต่างแดน

เป็นเรื่องย้อนแย้งที่แรงงานเนปาลเกือบ 1 ใน 10 คนที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งรายได้ของพวกเขามีส่วนช่วยพยุงประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียใต้แห่งนี้ไว้ กลับไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง เนื่องจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังคงไม่จัดให้มีการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ แม้ว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลฎีกาแล้วก็ตาม สำหรับแรงงานอย่าง ดีปัก มาการ์ ที่เดินทางกลับไปทำงานในซาอุดีอาระเบียแล้ว เขามีความคาดหวังเพียงน้อยนิด โดยระบุว่า "ไม่ว่าใครจะชนะ ก็ไม่เคยมีใครทำอะไรเพื่อพวกเราเลย"


ที่มา:
Nepalese workers: Fueling Croatia's economy amid violence and exploitation (Natasha Mellersh, InfoMigrants, 17 February 2026) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising