Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คนขายชาซูดานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงต้องทำงาน 12 ชั่วโมงแต่ได้รายไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายครอบครัว ยังต้องเผชิญการคุกคามและเรียกเก็บค่าปรับจากเจ้าหน้าที่ - องค์กรแรงงานอย่าง Solidarity Center จึงจัดทำข้อตกลงกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อกำหนดพื้นที่ขายชาเฉพาะ ออกใบอนุญาตทำงาน และให้สิทธิ์เข้าถึงการประกันสุขภาพและแหล่งเงินทุน หวังช่วยปกป้องการดำรงชีวิตของพวกเขาท่ามกลางสงครามและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ


คัดมัลเลาะฮ์ (Khadmallah) คนขายชาที่อพยพจากซูดานมายังเคนยาพร้วมกับลูกสาวในช่วงที่เกิดสงคราม เพื่อให้ลูกสาวได้รับการศึกษา | ภาพจาก : Solidarity Center / Hana Abubaker

ในแต่ละวัน ยูสรียะฮ์ (Yusriya) จะเริ่มต้นวันทำงานที่ร้านชา "ตาราบิซา" (tarabiza) ของเธอในเขตทางเหนือของซูดาน เธอจะจัดวางแผงลอยริมทางด้วยหม้อใบใหญ่หลายใบ เตาทำอาหาร เก้าอี้พลาสติกหรือไม้ และเครื่องดื่มร้อนหลากหลายชนิด อาทิ ชา กาแฟ ชาขิง ชาชบา รวมถึงเครื่องดื่มจากสมุนไพรอื่นๆ อีกมากมาย

"ตอนแรกมันลำบากมาก แต่เมื่อเห็นลูกๆ กินอิ่มท้องจากงานที่ฉันทำ ก็รู้สึกภาคภูมิใจ" ยูสรียะฮ์เล่า เธอเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีสมาชิกทั้งหมด 11 คน

อย่างไรก็ตาม หลังจากทำงานต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง รายได้ของเธออยู่ที่ประมาณ 15,000 ถึง 20,000 SDG (25-30 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งแทบจะไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายค่าเช่าบ้านรายเดือน (250,000 SDG / 416 ดอลลาร์สหรัฐ)

"พวกเราจำเป็นต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 300,000–500,000 SDG ต่อเดือน (500-832 ดอลลาร์สหรัฐ) จึงจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและรับมือกับเหตุฉุกเฉินหรือเรื่องการเจ็บป่วยได้" เธอกล่าว


อะวาเดยา มะห์มูด (Awadeya Mahmoud) พ่อค้าขายชาในเคนยา เป็นหนึ่งในแรงงานจำนวนมากที่ต้องอพยพจากซูดานในช่วงสงครามเพื่อหาเลี้ยงชีพให้ตนเองและครอบครัว | ภาพจาก : Solidarity Center / Hana Abubaker

ร้านชาข้างถนนที่ผู้คนมานั่งจิบชากันเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป แต่คนขายชาซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงกลับต้องทำงานหนักเกินเวลาเพื่อแลกกับค่าตอบแทนที่น้อยมาก สาเหตุหนึ่งมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐคุกคามเรียกเก็บ "ค่าปรับ" การที่อุปกรณ์เสียหายต้องใช้เงินซ่อม หรือการที่ต้องย้ายแผงลอยอยู่เป็นประจำ บางครั้งถึงกับต้องย้ายไปเมืองอื่นเลย

ในขณะที่สงครามในซูดานยังดำเนินต่อไป แรงงานจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องหันมาหาเลี้ยงชีพใน "เศรษฐกิจนอกระบบ" ซึ่งเป็นการทำงานที่ไม่ใช่ในสถานที่ทำงานแบบเดิม ๆ เช่น สำนักงานหรือการขนส่ง

คนขายอาหารและแรงงานในบ้าน ถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจภาคประชาชน แต่กลับไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และมักถูกบังคับให้อพยพ ถูกปรับตามอำเภอใจ ถูกยึดทรัพย์สิน ถูกคุกคาม และถูกจำกัดสิทธิ์ในการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน

การสร้างเครื่องมือที่แรงงานสามารถใช้เพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้น


คัดมัลเลาะฮ์ เริ่มต้นขายชาและกาแฟตั้งแต่เวลา 6.00 น. ภาพ: Solidarity Center / Hana Abubaker

เพื่อแก้ไขปัญหาค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของเทศบาลที่สูงเกินไป ซึ่งคุกคามการดำรงชีวิตของคนขายชาและทำให้พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของท้องถิ่น Solidarity Center กำลังจัดทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างคนขายชาและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยและสุขภาพ และมอบอิสรภาพให้คนขายชาเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้น

ข้อตกลงนี้จะระบุข้อผูกพันของพ่อค้าขายชา และรัฐบาลท้องถิ่นที่ลงนามในข้อตกลงจะกำหนดพื้นที่เฉพาะสำหรับคนขายชาเพื่อประกอบอาชีพ และออกใบอนุญาทำงานเพื่อปกป้องพวกเขาจากการคุกคามของเจ้าหน้าที่

“ข้อตกลงนี้จะยุติการเรียกเก็บค่าปรับและการจู่โจมอย่างผิดกฎหมาย และให้ผมมีที่ทำงานที่แน่นอน” ซาดีเยาะห์ มูฮัมหมัด อาห์เหม็ด ฟาดล์ (Saadiya Mohamed Ahmed Fadl) คนขายชาที่ทำงานทุกวันตั้งแต่ตี 4 ถึง 1 ทุ่มกล่าว

ข้อตกลงนี้ยังช่วยให้คนขายชามีสิทธิ์เข้าถึงการดูแลสุขภาพด้วย “การประกันสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก” ยูสรียะฮ์กล่าว แรงงานจะได้รับการลงทะเบียนในโครงการประกันสุขภาพที่รัฐบาลให้การอุดหนุน และได้รับสิทธิ์เข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินขนาดเล็ก ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถปรับปรุงการทำงานและรายได้ของตนเองได้

สหภาพแรงงานคนขายชาและคนขายอาหารริมทางที่จัดตั้งขึ้นก่อนเกิดสงครามครั้งปัจจุบัน ถือเป็นความพยายามที่สำคัญในการจัดตั้งองค์กร แต่สงครามได้ขัดขวางกิจกรรมของสหภาพแรงงาน และความพยายามของ Solidarity Center ในการจัดทำข้อตกลงกับเทศบาลต่างๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการได้รับการยอมรับและลดการคุกคามในระดับท้องถิ่น

ในการเจรจาอย่างต่อเนื่อง Solidarity Center กำลังดำเนินการเพื่อจัดทำข้อตกลงการทำงานที่ให้การรับรองทางกฎหมาย และปรับปรุงความมั่นคงและการปฏิบัติต่อคนขายชาและคนขายอาหารอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการปกป้องการดำรงชีวิตของพวกเขาในบริบททางเศรษฐกิจที่เปราะบางของซูดาน

การบรรลุความคุ้มครองทางกฎหมาย

ด้วยความช่วยเหลือจากองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายของประเทศในการร่างข้อตกลง Solidarity Center ได้สร้างแบบจำลองที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ Solidarity Center กำลังจัดทำข้อตกลงใน 16 ท้องถิ่นใน 3 รัฐ และได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อทำข้อตกลงที่คล้ายกันกับอีก 15 รัฐที่เหลือ

การทำให้สถานะการขายชาถูกกฎหมายและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างครอบคลุมในฐานะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับ ทำให้ข้อตกลงนี้ช่วยให้ Solidarity Center บรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือแรงงานให้ได้รับเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างที่เป็นธรรม สถานที่ทำงานที่ปลอดภัย และสิทธิ์ในการรวมกลุ่มและตั้งสหภาพแรงงาน

Solidarity Center ยังพยายามจดทะเบียนสมาคมคนขายชาอีกด้วย

การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานทำให้แรงงานได้รับเครื่องมือ ความมั่นใจ และเครือข่าย เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาต้องการด้วยเงื่อนไขของตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ยูสรียะฮ์กล่าวว่าจะให้พลังร่วมในการก้าวไปข้างหน้า “การตั้งสหภาพแรงงานทำให้ฉันสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อขยายธุรกิจ และได้รับความคุ้มครอง” เธอกล่าว

ในรายงานการละเมิดอย่างเป็นทางการฉบับแรกของข้อตกลงทางกฎหมายนี้ ซึ่งเน้นย้ำถึงการทำร้ายร่างกายและข้อจำกัดที่คนขายชาต้องเผชิญในรัฐ River Nile และ Khartoum รัฐบาลได้ให้คำมั่นที่จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในการทำงานและรักษาศักดิ์ศรีของพวกเขา

Solidarity Center ยังสนับสนุนการรับรองสถานะทางกฎหมายและการรวมพวกเขาไว้ในกฎหมายแรงงานของซูดาน และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การฝึกอบรมเรื่องสิทธิ และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานมีเครื่องมือที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเอง สร้างชุมชนที่มั่นคง และเสริมสร้างประชาธิปไตย

ข้อตกลงและความสำเร็จทางกฎหมายเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความรับผิดชอบของสถาบัน และเปิดช่องทางการเจรจาระหว่างแรงงานนอกระบบและเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้ยังเป็นแบบอย่างที่สำคัญในการทำให้แน่ใจว่าผู้หญิงที่ทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและให้ความเคารพภายใต้กฎหมายของซูดาน

สัญญาสำหรับแรงงานในบ้าน

แรงงานในบ้านที่ดูแลเด็กและทำความสะอาดบ้าน โดยทั่วไปแล้วยังต้องอาศัยในบ้านของนายจ้าง 6 วันต่อสัปดาห์ และไม่มีสัญญาจ้างกับนายจ้างที่ครอบคลุมเรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน หรือสภาพการทำงาน ในซูดานที่มีแรงงานในบ้านประมาณ 100,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กผู้หญิงจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยหรือเป็นผู้พลัดถิ่น

Solidarity Center ร่วมกับที่ปรึกษาด้านกฎหมายได้พัฒนาแม่แบบสัญญาที่มีรายละเอียดครอบคลุมถึงการจ่ายค่าจ้าง สภาพการทำงาน การเข้าถึงการดูแลสุขภาพ วันหยุดประจำปี ช่วงเวลาพัก และที่พักสำหรับแรงงานที่อาศัยอยู่กับนายจ้าง รวมถึงช่วงเวลาให้พักให้นมบุตรและละหมาด

Solidarity Center ยังพยายามจดทะเบียนสมาคมของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถรวมตัวกัน เจรจาต่อรองสภาพการทำงานและค่าจ้างร่วมกัน และเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงและสัญญานี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริง

เอ็มทิธาล อับโด (Emtithal Abdo) ผู้ที่หาเลี้ยง 9 ชีวิตด้วยงานเป็นแรงงานในบ้านกล่าวว่า สัญญานี้ “ช่วยให้เราตระหนักถึงสิทธิของเรามากขึ้น ทั้งเรื่องการได้รับค่าจ้างที่ยุติธรรมเหมาะสมกับลักษณะและความทุ่มเทของงาน และความรู้เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน (เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษา) สัญญานี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและความรับผิดชอบของแรงงาน และส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวกันและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ”

ที่มา:
Sudan Tea Sellers, Domestic Workers Access Decent Work (Tula Connell, Solidarity Center, 8 September 2025)

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง