Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รายงานพิเศษจากสื่อ Rest of World ชี้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและกลุ่มพันธมิตรระดับโลกกำลังทดสอบการใช้งานสมาร์ทโฟน 4G ราคา 40 ดอลลาร์ ใน 6 ประเทศทั่วแอฟริกา โดยตั้งเป้าที่จะปิดช่องว่างด้านการเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสาร (Device Affordability Gap) ที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของทวีป แต่บทเรียนล้มเหลวจากอินเดียสะท้อนโจทย์ใหญ่ ทั้งต้นทุน เทคโนโลยี และกำลังซื้อ ว่าครั้งนี้จะ “ไปถึงฝัน” หรือซ้ำรอยเดิม


ภาพจาก: Trustonic

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา GSMA องค์กรตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการทำโครงการนำร่อง "สมาร์ทโฟนราคา 40 ดอลลาร์" (ประมาณ 1,400-1,500 บาท) ใน 6 ประเทศ ได้แก่ คองโก, เอธิโอเปีย, ไนจีเรีย, รวันดา, แทนซาเนีย และยูกันดา ภายในปี 2026 นี้

"สมาร์ทโฟน 4G ที่มีราคาเข้าถึงได้และมีการผลิตในสเกลที่ใหญ่พอ จะสามารถพาผู้คนหลายสิบล้านคนเข้าสู่โลกออนไลน์ ซึ่งเป็นการปลดล็อกโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา, สาธารณสุข, บริการทางการเงิน, อีคอมเมิร์ซ รวมถึงเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI" — GSMA ระบุในแถลงการณ์

โฆษณา - Advertising

แม้ประชากรแอฟริกากว่า 960 ล้านคนจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณครอบคลุม แต่พวกเขายังคงเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตมือถือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหลักไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ "ราคาเครื่อง" โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่าสมาร์ทโฟน 4G ราคา 40 ดอลลาร์ มีราคาสูงกว่าฟีเจอร์โฟนทั่วไปเพียง 10% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ราคาเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนในตลาดโลกพุ่งทะลุ 400 ดอลลาร์ การผลิตสมาร์ทโฟนที่ราคาถูกพิเศษในปริมาณมากนั้นเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมตั้งข้อสังเกตว่า ความพยายามในอดีตมักล้มเหลวเนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์ ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี และระบบนิเวศที่ไม่เอื้ออำนวย

สตีเวน แอธวอล (Steven Athwal) ผู้ก่อตั้ง The Big Phone Store ให้ความเห็นกับ Rest of World ว่า การทำราคา 40 ดอลลาร์นั้นทำได้โดยการตัดฟีเจอร์ต่างๆ ออกให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดเล็ก RAM และความจุที่จำกัด ชิปเซ็ต 4G รุ่นเก่า และซอฟต์แวร์พื้นฐานอย่าง Android Go โดยแทบไม่มีกำไรเหลือ ซึ่งโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้ราคานี้เท่านั้น แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้เครื่องใช้งานได้จริง มีความทนทาน และจัดจำหน่ายได้ในระดับที่ครอบคลุมความต้องการของตลาดได้จริง

GSMA ได้รวบรวมเหล่าผู้เล่นรายใหญ่ ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือระดับโลกอย่าง Airtel, Vodafone และ Orange รวมถึงผู้ผลิต สถาบันการเงิน และองค์กรระดับนานาชาติอย่าง กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union) เพื่อร่วมมือกันผลิตและจำหน่ายสมาร์ทโฟนเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม บทเรียนในอดีตชี้ให้เห็นว่าความพยายามหลายครั้งนั้นดูจะทะเยอทะยานเกินไป เช่นในปี 2016 อินเดียเคยทดลองเปิดตัวสมาร์ทโฟน Freedom 251 ในราคาเพียง 4 ดอลลาร์ ซึ่งแม้จะสร้างความตื่นตัวในตอนแรก แต่โครงการก็ล้มครืนลงเนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่ไม่สามารถทำได้จริง การตลาดที่บิดเบือนความจริง รวมถึงความล้มเหลวในการผลิตและการส่งมอบ

แม้แต่ความพยายามที่ดูสมเหตุสมผลกว่าในอินเดียอย่าง Firefox phone ของ Mozilla ราคา 25 ดอลลาร์ หรือ Android One ของ Google ราคา 50–100 ดอลลาร์ ก็ต้องปิดตัวลงเนื่องจากปัญหาด้านประสิทธิภาพที่ต่ำ หน่วยความจำน้อย และการเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์จีนอย่าง Xiaomi และ Realme ที่แม้จะมีราคาสูงกว่าเล็กน้อยแต่ให้คุณภาพที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

"ข้อจำกัดเหล่านี้มักผลักดันให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดที่อ่อนไหวต่อราคา เลือกซื้อสมาร์ทโฟนมือสองหรือเครื่องรีเฟอร์บิช (Refurbished) แทน ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องกลุ่มนี้จะมีสเปกที่สูงกว่า" อาหมัด เชฮับ (Ahmad Shehab) นักวิเคราะห์การวิจัยจาก Counterpoint กล่าวกับ Rest of World

อย่างไรก็ตาม แอฟริกาอาจเปิดรับตัวเลือกที่ราคาถูกกว่าได้มากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากสมาร์ทโฟน 4 ใน 5 เครื่องที่ขายในทวีปนี้มีราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ โดยในปี 2023 Itel ได้วางจำหน่ายสมาร์ทโฟน 4G รุ่นที่คุ้มค่าที่สุดอย่าง A60 ในราคาไม่ถึง 100 ดอลลาร์ ใน 17 ประเทศทั่วแอฟริกา แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขยอดขายของรุ่น A60 ต่อสาธารณะ แต่บริษัทแม่อย่าง Transsion จากจีน ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์สมาร์ทโฟนราคาประหยัดอีกสองแบรนด์อย่าง Infinix และ เทคโน Tecno ก็ครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนในแอฟริกาไปแล้วถึงครึ่งหนึ่ง

กระนั้น การผลิตโทรศัพท์ที่มีราคาถูกแต่ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์นับว่าเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

ตามรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จากบริษัทวิจัยตลาด Trendforce ระบุว่า ต้นทุนของหน่วยความจำซึ่งเดิมเคยคิดเป็นเพียง 10%–15% ของรายการวัสดุและชิ้นส่วน (Bill of Materials) ในการผลิตสมาร์ทโฟน ได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 30%–40% ของต้นทุนทั้งหมด โดยรายการวัสดุดังกล่าวคือบัญชีรายละเอียดของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบต่างๆ ที่จำเป็นในการผลิตสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง

วิเวก บัดรินาถ (Vivek Badrinath) ผู้อำนวยการ GSMA ระบุในแถลงการณ์ว่า “ในบริบทโลกที่ต้นทุนหน่วยความจำพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี การยกเว้นภาษีและอากรนำเข้าสำหรับสมาร์ทโฟน 4G ระดับเริ่มต้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายฐานผู้ใช้งานให้กว้างขวางขึ้น”

นอกจากนี้ แอธวอล ยังเสริมว่า รัฐบาลสามารถช่วยเหลือได้ด้วยการปรับลดขั้นตอนทางศุลกากรให้ง่ายขึ้น สนับสนุนการประกอบเครื่องในท้องถิ่นหากมีความเป็นไปได้ และจัดหามาตรการทางการเงินเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถผ่อนชำระตัวเครื่องในราคาที่เข้าถึงได้

ในปี 2023 โวดาโฟน (Vodafone) ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมได้เสนอให้รัฐบาลอินเดียนำเงินจากกองทุนพันธกิจการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง (Universal Services Obligation Fund) ซึ่งถูกกำหนดไว้เพื่อขยายโครงข่ายในพื้นที่ห่างไกล มาใช้ในการจัดสรรทุนให้ประชาชนซื้อโทรศัพท์ 2G และ 4G แทน ทว่าในทางปฏิบัติกองทุนนี้สามารถใช้ได้เพียงการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งโดยนิยามแล้วตัวโทรศัพท์ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

ไฟซาล คาวูซา (Faisal Kawoosa) หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาด เทคอาร์ก (TechArc) ให้ความเห็นกับ Rest of World ว่า “ต่อให้รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนค่าเครื่อง ลูกค้าก็ยังคงต้องหาทางจ่ายค่าบริการรายเดือนอยู่ดี ผมคิดว่าหัวใจสำคัญคือการหารูปแบบการบริการที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานนี้โดยมีสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์กลาง จากนั้นจึงค่อยตามแก้ปัญหาติดขัด ด้านนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ”


ที่มา:
Can Africa succeed where India failed with the $40 smartphone? (Ananya Bhattacharya, Rest of World, 16 March 2026)
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising