สส.พรรคประชาชน ยื่นหนังสือร้องเรียนกรมการปกครอง ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับส่วยจากชาวบ้านที่ประสงค์ดำเนินการขอสัญชาติ และบัตรประชาชน ตามมติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ด้านอธิบดีฯ เผยว่าขณะนี้มีการส่งหน่วยปราบปรามทุจริต สำนักทะเบียน ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว ถ้าพบหลักฐานกระทำผิดจริง ไม่ปราณีแน่นอน พร้อมยืนยันว่าขั้นตอนการดำเนินการมีเพียงค่าธรรมเนียมจำนวน 160 บาทเท่านั้น ไม่ต้องดำเนินการผ่าน ‘นายหน้า’ และไม่ต้องกังวลเรื่องระยะเวลาดำเนินการ เพราะว่าสามารถทำได้ถึง มิ.ย. 2569 และถ้าประเมินแล้ว ระยะเวลาไม่พอ สามารถขยายเวลาได้อีกผ่านมติ ครม.
18 ก.ย. 2568 ทีมสื่อพรรคประชาชน รายงานวันนี้ (18 ก.ย.) เวลาประมาณ 10.00 น. ที่กรมการปกครอง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และสมดุลย์ อุตเจริญ สส.เชียงใหม่ เขต 7 พรรคประชาชน ยื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมการปกครอง กรณีมีการเรียกรับผลประโยชน์หลักหมื่นบาทจากชาวบ้านที่ประสงค์จะทำบัตรประชาชนตามมติ ครม. โดย นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง รับหนังสือด้วยตัวเอง
วิโรจน์ กล่าวว่า จากกรณี สส.สมดุลย์ ลงพื้นที่รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จากการขอสัญชาติ และการทำบัตรประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งมติดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้สัญชาติแก่แรงงานต่างชาติหรือชาวต่างชาติผู้หนีภัยสงคราม แต่เป็นการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้นสำหรับประชาชนจำนวน 483,626 คน โดยครอบคลุมถึงกลุ่มที่ได้มีการสำรวจและขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2542 หรือกว่า 25 ปีมาแล้ว กลุ่มประชาชนที่สำรวจเพิ่มเติมในช่วง พ.ศ. 2548-2554 และผู้ที่ถูกตกหล่นจากการสำรวจก่อนหน้า รวมถึงบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยผู้ที่จะได้รับสัญชาติต้องอยู่อาศัยต่อเนื่องในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 15 ปี และต้องมีเลขบัตรประชาชนประเภท 6 ประเภท 0 กลุ่ม 89 และกลุ่ม 00
ทั้งนี้ ตามระเบียบราชการ ประชาชนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพียง 160 บาทเท่านั้น แต่ประชาชนจำนวนมากในอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอไชยปราการ กลับถูกเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงินหลักหมื่นบาท เพื่อขอสัญชาติและจัดทำบัตรประชาชน ซึ่งปัญหาในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพียงแห่งเดียว เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเคยมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่จังหวัดระนอง ที่ถูกขู่บังคับให้จ่ายค่าลายเซ็นเป็นเงินหลายหมื่นบาทในการขอสัญชาติและทำบัตรประชาชน ทั้งๆ ที่ผ่านการตรวจพิสูจน์หลักฐานและตรวจ DNA ยืนยันแล้วว่าเป็นคนไทยโดยชัดเจน
วิโรจน์ กล่าวต่อว่า เขาและ สส.สมดุลย์ เชื่อว่าพฤติกรรมในการเรียกรับส่วยสัญชาติในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ หากกลุ่มเป้าหมายจำนวน 483,626 คน มีเพียงร้อยละ 25 ที่ต้องจ่ายส่วยสัญชาติในอัตราคนละ 20,000 บาท จะเท่ากับว่าการเรียกรับผลประโยชน์ครั้งนี้อาจมีมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านบาท
สส.วิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้จึงมายื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมการปกครองในวันนี้ โดยเราจะติดตามอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่ายมีเพียงคนละ 160 บาทเท่านั้น หากมีการเรียกรับผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นหลักพันหรือหลักหมื่นบาท ถือเป็นการเรียกรับสินบน และเป็นการคอร์รัปชันอย่างชัดเจน ประชาชนที่ถูกเรียกรับเงินควรเก็บหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ข้อความแชท คลิปเสียง หรือคลิปวิดีโอ แล้วส่งมายังเพจเฟซบุ๊กของ สส.สมดุลย์ โดยทันที เพื่อเร่งประสานให้อธิบดีกรมการปกครองดำเนินการและเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด
อธิบดีฯ แจงส่งหน่วยงานลงตรวจสอบ หากมีหลักฐาน พร้อมดำเนินคดีเต็มที่
ในวันเดียวกันนี้ สื่อ The Reporters ถ่ายทอดสดออนไลน์เมื่อเวลา 10.41 น. หลังการหารือกับอธิบดีกรมการปกครอง สมดุลย์ อุตเจริญ สส.เชียงใหม่ เขต 7 พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่มาในวันนี้ เนื่องจากเรื่องของส่วยเก็บคนจากมติ ครม.ให้สัญชาติบุคคลไร้สัญชาติ จำนวน 4 แสนกว่าคน โดยเป็นการเรียกเก็บเงินหรือรับเงินต่างๆ ตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท ส่งผลให้ประชาชนได้รับความลำบาก วันนี้จึงมายื่นข้อเรียกร้องให้มีการดูแลกำกับเกี่ยวกับการพิสูจน์สถานะบุคคล และไม่อยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก และอยากให้ประกาศอย่างชัดเจนว่าเราไม่มีการเรียกรับเงิน
วิโรจน์ ขอเสริมสั้นๆ ว่าได้มีการหารือกับอธิบดีกรมการปกครอง ก็มีความมั่นใจมากขึ้น เพราะประเด็นดังกล่าวอธิบดีกรมการปกครอง ก็กำลังจับตาดูอยู่แล้ว และในส่วนของการเรียกรับผลประโยชน์ทางกรมการปกครองก็มีคณะทำงานที่จะเข้าไปสืบสวนสอบสวนและสืบเสาะหาข้อเท็จจริงแล้ว
ส่วนกรณีที่ประชาชนจำนวนมากก็กลัวว่าหากระยะเวลาไม่ทันภายในเดือน ก.ย. 2568 จะมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งอธิบดีฯ ตอบว่าตอนนี้มีกระบวนการติดตามอยู่ ก็มีรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง ก็จะเป็นหน้าที่ของกรมการปกครองที่จะต้องนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอมติ ครม.ในการขยายเวลา แต่เบื้องต้น ขอยืนยันในตอนนี้ว่าไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาเรียกรับตบทรัพย์อะไร ยืนยันว่าไม่ต้องจ่าย
ด้านนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า สำหรับเรื่องแอบอ้างไปเรียกรับผลประโยชน์ในการดำเนินการขึ้นสัญชาติ เป็นสิ่งที่กรมการปกครองระวังตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการ เพราะในจังหวัดตามตะเข็บชายแดน เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการดำเนินการขึ้นทะเบียนสัญชาติของประชาชนจำนวน 4 แสนกว่าคน เรามีทั้งในเรื่องการเฝ้าระวัง ประกาศห้าม และจับกุม ระดับข้าราชการมีก็โดนปลดออกทุกปี ส่วนในระดับผู้นำชุมชน ถ้ามีการเอ่ยถึง มีหลักฐาน เราก็ดำเนินการทางวินัยและทางอาญา สำหรับเรื่อง 4 แสนคนมีการคาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจจะมีการหาประโยชน์ลักษณะนี้ ซึ่งเราประกาศชัดเจนไว้แล้วว่าไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ มีเพียงค่าธรรมเนียมจำนวน 160 บาท และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อว่าต้องดำเนินการผ่านนายหน้า หรือโบรกเกอร์ ท่านสามารถเดินทางมาทำเรื่องได้ที่ที่ว่าการอำเภอได้เลย
อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่มีคนมาหลอกว่าต้องดำเนินการภายใน 30 ก.ย. 2568 ไม่งั้นไม่จะไม่ได้รับสัญชาติ ขอประชาชนอย่าเชื่อ เพราะมติ ครม.ให้ระยะเวลาดำเนินการเรื่องนี้ถึง มิ.ย. 2569 และเราประเมินตลอดเวลาว่าระยะเวลากับจำนวนคนมันสอดคล้องกันไหม ซึ่งหากดำเนินให้เสร็จสิ้นทุกคนทั้งหมดภายใน มิ.ย. 2569 ก็จบโดยไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราดำเนินการเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่เสร็จสิ้น ก็สามารถขยายเวลาออกไปได้ผ่านมติ ครม. ซึ่งเราพยายามประเมินตลอดเวลา
นิรัตน์ กล่าวต่อว่า กรณีที่มีการตรวจสอบข้อร้องเรียนว่ารับเงินใช้ระยะเวลานานแค่ไหนนั้น เขาได้ส่งส่วนปราบปรามการทุจริตของสำนักทะเบียนลงไปแล้ว ก่อนที่จะได้รับหนังสือจาก สส. และก็ต้องขอให้ประชาชนไม่ให้จ่ายดีที่สุด แต่คนที่บอกว่าจ่ายต้องให้ข้อมูล เราพร้อมดำเนินการทันที ไม่ปราณี ถ้าหากินกับประชาชนหรือความมั่นคงของชาติ เราไม่ปราณี และจะทำหน้าที่ให้เร็วที่สุด
