เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญที่ประเทศหนึ่งจะใช้กำลังทางทหารปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ การคุ้มครองพื้นที่พลังงาน หรือการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน แต่ในประเทศไทยกลับกลายเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม กองทัพไทยมักเลือกทำในสิ่งที่บั่นทอนเศรษฐกิจมากกว่าจะคุ้มครองมัน
เหตุการณ์ล่าสุดที่บรรดาผู้นำเหล่าทัพต่างพากันออกมาต่อต้านการเปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งที่ภาคเอกชนและประชาชนตามแนวชายแดนต่างเห็นตรงกันว่าเป็นหนทางฟื้นเศรษฐกิจ กลับสะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน
กองทัพไทยไม่เคยมองเศรษฐกิจเป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ที่ต้องปกป้อง ตรงกันข้ามกลับมองว่าการปิดด่านคืออาวุธต่อรองเชิงความมั่นคง แม้จะทำให้การค้าขาย การท่องเที่ยว และชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดนจะต้องพบกับความเสี่ยงอย่างมากก็ตาม
คำถามที่สังคมไทยต้องกล้าถามคือ เราจ่ายงบประมาณกลาโหมปีละกว่า 200,000 ล้านบาท เลี้ยงทหารกว่า 300,000 นาย และทุ่มซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อีกหลายแสนล้าน เพื่ออะไร? เพื่อให้กองทัพทำตัวเป็นปราการที่แข็งแกร่งในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ หรือเพื่อสร้างภาระและบั่นทอนเศรษฐกิจเสียเอง?
กองทัพไทยขึ้นชื่อเรื่องการเมืองภายในมากกว่าการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติจากภัยคุกคามภายนอก ประวัติศาสตร์การรัฐประหาร 13 ครั้งในรอบไม่ถึงศตวรรษสะท้อนชัดว่ากองทัพใช้พลังของตนไปกับการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายพลไทยถูกฝึกมาให้คิดถึงการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงที่หมายถึงอำนาจของตัวเอง มากกว่าการมองเศรษฐกิจในฐานะเสาหลักของความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่ประเทศอื่นใช้ทหารคุ้มกันท่าเรือ แหล่งพลังงานหรือพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจอื่นๆ แต่กองทัพไทยกลับใช้กำลังไปยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดรัฐสภา
วิธีคิดของกองทัพไทยยังคงยึดติดกับกรอบสงครามศตวรรษที่ 20 ที่มองว่าความมั่นคงหมายถึงการตัดเส้นเลือดของฝ่ายตรงข้าม การปิดด่าน การแสดงธง การเคลื่อนกำลัง ทั้งที่โลกปัจจุบันนิยามความมั่นคงใหม่ว่า “เศรษฐกิจคือความมั่นคง”
มีความเป็นไปได้ว่าการที่กองทัพไทยมีธุรกิจของตนเอง ทั้งสนามกอล์ฟ สถานีโทรทัศน์ ที่ดินเชิงพาณิชย์ ปั๊มน้ำมันรายย่อย รายได้เหล่านี้สร้างระบบคู่ขนานที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งเศรษฐกิจมหภาค ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจชายแดนล่มสลาย มันไม่กระทบกระเป๋าของหน่วยทหารในกองทัพโดยตรง ทหารไทยจึงไม่เคยเห็นความจำเป็นที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่จะพิสูจน์ว่า ทหารไทยได้วางเรื่องความมั่นคงทางทหารเอาไว้เหนือความมั่นคงทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์แห่งชาติ
- กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารปี 2551–2554 เป็นบทเรียนราคาแพง กองทัพเลือกใช้อาวุธปะทะกับกัมพูชา ผลคือมีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้ไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาท ที่สำคัญกว่านั้นคือเศรษฐกิจท้องถิ่นพังทลาย จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์สูญเสียโอกาสทางการท่องเที่ยวมหาศาล นักท่องเที่ยวไม่สามารถขึ้นชมปราสาทพระวิหารจากฝั่งไทยได้มานานกว่าทศวรรษ ร้านค้าและธุรกิจท้องถิ่นในอำเภอกันทรลักษณ์ เฉพาะอย่างยิ่งบ้านภูมิซรอล ทางขึ้นปราสาทพระวิหารจำนวนมากล้มหายตายจาก แต่กองทัพกลับภูมิใจในชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ที่รักษาอธิปไตย ทั้งที่เศรษฐกิจของประชาชนรอบปราสาทคือผู้พ่ายแพ้ตัวจริง
- OCA : ทรัพย์มหาศาลที่ถูกแขวนไว้ในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันในอ่าวไทย (overlapping claims areas) กว้างกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งที่คาดว่ามีปิโตรเลียมสำรองมหาศาล ไทยและกัมพูชาเจรจากันตั้งแต่ปี 2544 แต่จนบัดนี้กว่า 20 ปียังไม่คืบหน้า บันทึกความเข้าใจปี 2544 (MOU44) กำหนดให้การแบ่งเขตแดนและการร่วมพัฒนาทรัพยากรต้องทำควบคู่กัน แต่การเมืองไทยกลับเต็มไปด้วยกระแส “เสียดินแดน” จนการเจรจาหยุดชะงัก ผลลัพธ์คือไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งที่สามารถผลิตจากพื้นที่ทับซ้อนได้แล้ว ขณะที่กัมพูชากลับเปิดทางให้นักลงทุนจีนและสหรัฐฯ เข้ามาสำรวจพลังงาน แม้ว่าผู้นำเหล่าทัพจะไม่ได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างออกหน้าออกตา แต่นี่คือผลลัพธ์ของการที่กองทัพไม่เคยขับเคลื่อนผลประโยชน์เศรษฐกิจด้านพลังงานให้เดินหน้า บางเวลาผู้นำเหล่าทัพกลับแสดงออกว่าจะยึดติดกับกรอบอธิปไตยเชิงสัญลักษณ์เป็นสำคัญ ผลประโยชน์พลังงานจึงถูกแขวนไว้โดยไร้ทางออก
- ปิดด่านชายแดน: เสียหายเดือนละนับหมื่นล้าน เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งชี้ชัด การปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2568 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาลเดือนพฤษภาคม 2568 มูลค่าการค้าชายแดนไทย–กัมพูชาสูงถึง 16,110 ล้านบาท แต่เพียงสองเดือนต่อมา หลังจากการปิดด่านเต็มรูปแบบ เดือนกรกฎาคมมูลค่าการค้าเหลือเพียง 376 ล้านบาท หดตัวเกือบ 100% การท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนหดตัวเฉลี่ย 10–15% ต่อเดือน เดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวสูญเสียกว่า 1,136 ล้านบาท แรงงานกัมพูชาหลายแสนคนเดินทางกลับประเทศ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าทำให้ GDP ไทยหายไป 19,530 ล้านบาทต่อเดือน
นี่คือการสูญเสียที่นับเป็น “เศรษฐกิจจริง” ไม่ใช่ทฤษฎีหรือความรู้สึก แต่กองทัพกลับยังยืนกรานว่าการปิดด่านคือการ “ตัดเส้นเลือดข้าศึก” ทั้งที่กัมพูชาหันไปพึ่งพาสินค้าจากเวียดนามหรือจีนแทนได้
ทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่ากองทัพไทยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ แต่เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง เมื่อถึงเวลาต้องเลือก กองทัพเลือกที่จะเอาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาแลกกับความมั่นคงทางทหารที่แท้จริงแล้วคือความมั่นคงทางการเมืองของชนชั้นนายพล คำถามที่เราต้องกล้าถามคือ ประเทศไทยจะยอมให้กองทัพทำลายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนทั้งชาติ เพื่อแลกกับภาพลวงตาของความมั่นคงต่อไปอีกหรือไม่?
