Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

บทบันทึกการเยี่ยม "ทิวากร วิถีตน"  ผู้ต้องขังจากคดีใส่เสื้อและโพสต์ภาพเสื้อที่มีข้อความว่า ‘เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว’ ที่เรือนจำขอนแก่น

เราได้พบกับทิวากรที่ช่องเยี่ยมที่ 1 ในรอบที่ 22 เวลาประมาณ 14.00 น.เศษ โดยเรือนจำให้เยี่ยมได้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น

แปลกกว่าผู้ต้องขังในคดีการเมืองคนอื่นๆ เพราะเมื่อพบหน้ากัน ทิวากรไม่ได้สอบถามหรือขอร้องให้คนเยี่ยมบอกเล่า สถานการณ์การเมืองหรือข่าวคราวของคนข้างนอก

เมื่อสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง นักโทษชายผู้ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ติดคุกเป็นเวลา 6 ปี จากการใส่เสื้อที่มีข้อความรณรงค์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ได้บอกเล่าถึงชีวิตเลยเรือนจำของเขาเป็นฉากๆ

เขาเคยเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ในห้องสมุดเรือนจำ และต่อมาได้ย้ายมาอยู่กองหนึ่ง ทำงานหัตถกรรมพานพุ่ม ส่งออกจำหน่ายข้างนอก

"ทิวากร วิถีตน"  ผู้ต้องขังจากคดีการเมือง

นอกจากไปทำงานในเรือนจำแล้ว เขาใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือจากห้องสมุด ทิวากรเล่าว่าในห้องสมุดจะมีหนังสือที่เป็นนวนิยายบ้าง เช่น คุณช้างขุนแผน เพชรพระอุมา แต่มีไม่ครบทุกเล่มเนื่องจากผู้ต้องขังหยิบยืมกันไปแล้วไม่ส่งคืน นอกเหนือจากหนังสือนวนิยายที่มีอย่างจำกัด นอกนั้นจะเป็นหนังสือพุทธศาสนา หนังสือธรรมะและหนังสือภาษาอังกฤษต่างๆ

ทิวากรเล่าว่า เวลาไม่มีหนังสืออ่าน เขาก็จะเอาดิคชันนารีไปอ่านบนเรือนนอน แต่ตอนนี้เขาพยายามอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เรื่อง ‘เฟิร์สแมน’ เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าเกี่ยวกับคนอเมริกันคนแรกในทวีปอเมริกา ทิวากรบอกด้วยว่า ดิกชันนารีที่เขาใช้ประกอบการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มดังกล่าวเป็นดิกชันนารีพื้นฐาน ไม่ได้มีการอธิบายศัพท์หรือขยายความคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นไทยอย่างละเอียด ทำให้ทำความเข้าใจหนังสือที่กำลังอ่านได้ยากและอาจได้ความหมายไม่ตรงนัก

ความยากลำบากยังมีมากกว่านั้น ทิวากรบอกว่าตอนนี้ทางเรือนจำกำหนดไม่ให้ผู้ต้องขังนำหนังสือขึ้นไปอ่านบนเรือนนอน ยกเว้นไว้ก็แต่หนังสือสวดมนต์เล็กๆ โดยให้เหตุผลว่าหนังสือเล่มใหญ่อาจใช้เป็นอาวุธในการทำร้ายกันระหว่างผู้ต้องขัง เวลาที่มีมากมายบนเรือนนอนเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อ ทิวากรเลือกใช้วิธีการจดข้อความบางส่วนจากหนังสือที่เขาอ่านใส่กระดาษ แล้วเอาขึ้นไปอ่านในเรือนนอนแทน

เมื่อสอบถามถึงสภาพความเป็นอยู่ เขาเล่าถึงสภาพความแออัดในห้องขัง ตอนนี้ผู้ต้องขังแทบทุกคนที่อยู่ในเรือนจำเป็นโรคผิวหนัง โดยเฉพาะโรคหิด จากการติดเชื้อที่แพร่ต่อๆ กันในเรือนจำ ทิวากรเล่าว่าเขาพอได้รับเงินช่วยเหลือจากภายนอกอยู่บ้าง เพื่อใช้ในการซื้อสบู่ ยาสระผม ของใช้ต่างๆ ในเรือนจำ แต่มีผู้ต้องขังบางส่วนที่ไม่มีญาติพี่น้องคอยให้ความช่วยเหลือ พวกเขาไม่มีเงินใช้ ไม่มีเงินซื้อสบู่ ผงซักฟอก และพวกเขามักจะเป็นโรคผิวหนัง และโรคผิวหนังเหล่านี้ก็แพร่ระบาดมายังผู้ต้องขังคนอื่นๆ

นอกจากปัญหาการระบาดของโรคผิวหนังแล้ว ผู้ต้องขังที่ไม่มีญาติคอยให้ความช่วยเหลือบางคนก็ไม่มีเงินที่จะซื้อเสื้อผ้า (เนื่องจากว่าเสื้อผ้าที่เรือนจำแจกมีปริมาณไม่เพียงพอ) หรือเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ปัญหาการลักขโมยจึงตามมา และมีอยู่อย่างสม่ำเสมอในเรือนจำ

ทิวากรบอกว่า ตอนนี้เขาเป็นโรคหิด (เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่จะมีตุ่มน้ำใสๆ พองขึ้นบริเวณง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า และจะมีอาการคัน เมื่อเกาจนตุ่มที่พองขึ้นมาแตกก็จะมีอาการแสบคันมากขึ้นอีก) เขาอาศัยใช้น้ำมันมวยหรือน้ำยาล้างจานทาแล้วขัดบริเวณซอกนิ้วทั้งมือและเท้าของเขาทุกวัน มันไม่ได้ช่วยให้หายจากโรคหิด แต่เป็นการทำให้ตุ่มน้ำบริเวณดังกล่าวแตกยุบไป ไม่เกิดอาการคันมากนัก นี่เป็นการบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่พอทำได้สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

ทิวากรยังบอกต่ออีกว่า ช่วงนี้เขาสุขภาพไม่ดี หน้ามืดบ่อย บางทีก็วูบไปช่วงสั้นๆ กล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแรง มีอาการเหน็บชาและนิ้วล็อค นอกจากนั้นก็ยังป่วยเป็นไข้หวัดแบบเป็นๆ หายๆ ซึ่งก็เป็นอาการของโรคที่ดูเป็นปกติไปแล้วของคนในเรือนจำ ทิวากรบอกว่า การรักษาสถานพยาบาลในเรือนจำก็จะมีแต่ได้ยาฟ้าทะลายโจร พาราเซตตามอล และยาแก้แพ้เท่านั้น เขาจึงใช้วิธีการออกกำลังกายเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อลดความรุนแรงของโรค

ในเรือนจำไม่ได้มีโรงยิมหรือฟิตเนส หรือพื้นที่ที่มากพอจะให้วิ่งออกกำลังกาย ทิวากรจึงได้ประยุกต์รูปแบบต่างๆ เพื่อหาทางออกกำลังกาย เนื่องจากพื้นที่จำกัดมาก เขาใช้การแกว่งแขน ยกแขนปรบมือเป็นจังหวะหรือพยายามวิ่งอยู่กับที่ นอกจากนั้นยังใช้วิธีการเต้นออกกำลังกายด้วยการร้องเพลงในใจแล้วก็เต้นไปตามจังหวะเพลงที่ดังอยู่ในหัวของเขาเพียงผู้เดียว เพลงเหล่านั้นได้แก่ สาวรำวง รักสาวขอนแก่น ฯลฯ

ดูจากบุคลิกภาพทิวากรไม่ใช่คนก้าวร้าวหรือนักเลง แต่เป็นคนที่พูดตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง เมื่อสอบถามว่าอยู่ในเรือนจำมีปัญหากับใครหรือไม่ ทิวากรบอกว่า พอมีบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการโต้เถียงกันโดยคำพูด เนื่องจากการวิวาทกันจะทำให้ถูกลงโทษตีตรวน จึงไม่ค่อยมีใครทำร้ายกันมากนัก

การจัดความสัมพันธ์กับเพื่อนในเรือนจำไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายนัก เงินที่เพื่อนฝูงญาติมิตรฝากให้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่ก็อาจสร้างปัญหาให้ได้ หากช่วงไหนที่ทิวากรพอมีเงินเหลืออยู่บ้าง เขาจะไม่ใช้วิธีให้เพื่อนผู้ต้องขังยืมเงิน แต่จะเลือกให้เงินผู้ต้องขังที่ดูจะมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ซึ่งก็ไม่สามารถให้ได้รายละจำนวนมากนัก “ให้เงินคนยืมมีปัญหาตามมาเยอะ และดูจะไม่สิ้นสุด” ทิวากรบอก

มีครั้งหนึ่งที่เกิดการโต้เถียงกับเพื่อนผู้ต้องขังอย่างรุนแรง เพราะทิวากรซึ่งเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ห้องสมุด ต้องคอยทำความสะอาดห้องสมุดได้ตำหนิเพื่อนผู้ต้องขังที่ทิ้งเศษขยะในห้องห้องสมุด เพื่อนผู้ต้องขังโกรธมาก เงื้อเก้าอี้ขึ้นจะฟาดใส่ทิวากร ทิวากรใช้วิธีหันหลังและยืนนิ่งเพื่อรอให้เขาฟาดเก้าอี้ใส่ สุดท้ายคู่กรณีก็ไม่ได้ทำร้ายทิวากรและวางเก้าอี้ลง

“ผมคิดว่า ถ้าเขาฟาดเก้าอี้ใส่ผม มันจะช่วยเขาระบายความโกรธเคืองลงได้บ้าง” ทิวากรอธิบาย

ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่เรือนจำ เรื่องการฝากหนังสือเข้าห้องสมุดเพื่อให้ผู้ต้องขังได้อ่าน

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งระเบียบว่า หนังสือสามารถนำฝากได้ แต่ต้องเป็นหนังสือที่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง อาชญากรรม นวนิยายต้องไม่มีเนื้อหารุนแรงเกี่ยวกับการฆาตกรรม การสืบสวนซ่อนเงื่อน หนังสือที่ควรฝากเข้าเรือนจำควรจะเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาจรรโลงจิตใจ อาทิ หนังสือธรรมะ หรือหนังสือคู่มือการประกอบวิชาชีพต่างๆ

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง