‘วีระยุทธ’ รองหัวหน้า ปชน. เผย 4 สัญญาณผลกระทบสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า 19% โดยดูจากตัวเลขสินค้าส่งออกเดือน ส.ค. 68 ธุรกิจกลุ่ม ‘อัญมณี ปลากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งทอ ยาง‘ เจ็บหนักสุด ‘อิเล็กทรอนิกส์ยังโต แต่ชะลอตัว’ ส่งออกกระทบยันปีหน้า
2 ต.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวานนี้ (1 ต.ค.) กล่าวถึงผลกระทบหลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 19% หรือที่เรียกกันว่า “Reciprocal Tariff” ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 2568
วีระยุทธ ระบุว่า เมื่อลงมาดูตัวเลขยอดส่งออกของไทยเมื่อ ส.ค. ที่ผ่านมา ที่เพิ่งออกมา เราเห็นสัญญาณที่สำคัญ 4 ข้อ
1. แรงสะเทือนของภาษีทรัมป์เริ่มนับหนึ่งแล้ว
สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย จากยอดส่งออกของทั้งหมดของเราในปี 2567 รวม 10 ล้านล้านบาท คิดเป็นการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ถึง 18% หรือเกือบ 1 ใน 5
โดยปีที่แล้ว (2567) ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 1.2 ล้านล้านบาท มาชดเชยยอดขาดดุลกับจีนที่ติดลบ 1.6 ล้านล้านบาท
การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นตัวช่วยดันจีดีพีของไทยในปีนี้ (2568) เพราะในแต่ละเดือนเติบโตระดับ 14-29% (YoY) มาตลอดครึ่งปีแรก ทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่มีพลังขับเคลื่อนแรงกว่าการบริโภคและการลงทุน
วีระยุทธ กล่าวต่อว่า พอมาถึง ส.ค.ที่ผ่านมาก็เกิดจุดเปลี่ยนเป็นสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าใหม่ เดิมไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เดือนละ 2 แสนล้านบาทตลอด พ.ค. จนถึง ก.ค. 2568 พอเดือน ส.ค. ตัวเลขส่งออกลดลงเหลือ 180,000 ล้านบาท
หากเทียบแบบ YoY ที่วัดจากช่วงเดียวกันในปีก่อน ก็พบว่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม มีอัตราการเติบโตเหลือแค่ 0.7% เท่านั้น ลดลงจากที่เคยขยายตัวเกิน 20% มาหลายเดือน
ดังนั้น แรงกระแทกจากภาษีทรัมป์ต่อเศรษฐกิจไทย เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ
2. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังโต แต่ก็ชะลอตัว
วีระยุทธ กล่าวต่อว่า ภายใต้ตัวเลขส่งออกรวมที่เริ่มไม่สดใส ก็ยังมีกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ ที่การเติบโตยังเป็นบวก แต่ก็มีสัญญาณ ‘การเติบโตที่ชะลอตัวลง’ อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ สินค้าที่โดนสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้แล้ว เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งแม้จะยังเติบโตได้ 9% แต่ก็ชะลอตัวจากช่วงก่อนที่เคยขยายตัวถึงเดือนละ 26-79%
ส่วนอีกกลุ่มคือ สินค้าที่ยังอยู่ในภาวะ “สุญญากาศ” เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาแนวทางการเก็บภาษี เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่ยอดส่งออกเดือนสิงหาคมของไทยยังขยายตัว 27% แต่ก็นับว่าชะลอตัวจากช่วงก่อนที่เคยขยายตัวสูงระดับ 40-90% ต่อเดือนเช่นกัน
“เรียกว่ายังโตกันได้ แต่ค่อยๆ โตต่ำลงเหมือนเศรษฐกิจไทยภาพใหญ่” โพสต์วีระยุทธ ระบุ
สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหัวหอกสำคัญของการส่งออกไทย แค่หม้อแปลงกับอุปกรณ์คอมสองพิกัดนี้ก็นำเงินเข้าไทยปีละ 300,000 ล้านบาท
3. กลุ่มธงแดง 'อัญมณี ปลากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง ยาง สิ่งทอ' เริ่มเจ็บหนัก
กลุ่มที่ต้องติด “ธงแดง” กันจริงจัง คือ กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ เพราะยอดส่งออกหายไปแบบก้าวกระโดด
สินค้าสำคัญที่ยอดส่งออกเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ‘วูบ’ หายไปราว 1 ใน 3 ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ (–30%) และปลากระป๋อง (–29%)
อีกกลุ่มที่เจ็บรองมา เพราะยอดส่งออกหายไปราว 1 ใน 5 คือ ถุงมือยาง (–24%) เครื่องปรับอากาศ (–23%) ยางรถยนต์ (–23%) อาหารสัตว์เลี้ยง (–19%) และสิ่งทอ (–17%)
ในขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มักเป็นการผลิตโดยบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในไทย กลุ่มอัญมณี อาหารทะเล อาหารสัตว์เลี้ยง ยาง สิ่งทอ ที่เป็นกลุ่มธงแดงนี้จะมีสัดส่วนผู้ประกอบการไทยเป็นหลักและมีการจ้างงานเยอะ
เช่น บริษัทเครื่องประดับ (ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ) จ้างงานรวมกว่า 55,000 คน ส่วนบริษัทสิ่งทอ (ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ) ก็จ้างงานในประเทศถึง 120,000 คน
กลุ่มธงแดงนี้จึงควรเป็น target (เป้าหมาย) หลักที่รัฐบาลต้องรีบเดินหน้าเข้าหา
4. การส่งออกกลายเป็นตัวฉุดจีดีพีครึ่งปีหลังต่อไปถึงปีหน้า
ท้ายสุด วีระยุทธ ระบุว่า สัญญาณที่น่ากังวลที่สุดก็คือ แนวโน้มการหดตัวของการส่งออกจะไม่ใช่การค่อยๆ ไหลลงแบบการขับรถลงสะพาน แต่เสี่ยงจะหล่นวูบทันที และยาวนานเหมือนกับปรากฏการณ์ “ถนนทรุด”
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการส่งออกที่โตสูงลิ่วในช่วงครึ่งปีแรก ไม่ใช่การเติบโตแบบธรรมชาติ ที่ดีมานด์ขยายก่อนแล้วยอดผลิตก็เลยขยายตาม แต่เป็นเพราะบริษัททั้งหลายต่างพากัน “เร่งส่งออก” เอาสินค้าไปสต๊อกไว้ที่สหรัฐฯ ให้เยอะที่สุด หนีความไม่แน่นอนก่อนจะโดนเก็บภาษี หรือที่เรียกกันว่า “Front-loading”
เพราะดีมานด์จริงแต่ละเดือนไม่ได้สูงเท่าปริมาณที่ส่งออกไป
พอเราเร่งใช้แต้มบุญไปล่วงหน้าแล้ว ครึ่งปีหลังและต่อเนื่องไปถึงปี 2569 จึงเสี่ยงที่การส่งออกจะทรุด กลายสภาพจากตัวดึงจีดีพีขึ้นเป็นตัวฉุดลงแทน จนหลายสำนักประมาณการจีดีพีไทยปี 69 ไว้ระดับ 1.5% เท่านั้น
วีระยุทธ เสนอว่า ประเทศไทยมีแต่ต้องรีบขยับปรับนโยบายรับแรงกระแทกให้เร็วที่สุดเท่านั้น เราจึงสามารถหนีภาวะเลวร้าย (worst case) ข้างต้นได้
เบื้องต้น เขาเสนอว่าให้มีการประสานการทำงานระหว่างรัฐ-เอกชน โดยอาจจะใช้กลไกของรัฐที่เรียกว่า “Reinvent Thailand” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มนโยบายใหม่ที่ตั้งต้นไว้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อเชื่อมภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ เข้าด้วยกัน
ต่อมา ต้องมีมาตรการเยียวยา-สนับสนุนกลุ่ม "ผู้ผลิตสินค้าธงแดง" (เช่น อัญมณี-เครื่องประดับ อาหารสัตว์เลี้ยง ปลากระป๋อง อุตสาหกรรมสิ่งทอ และยาง) ได้ทันที
ตอนนี้ข้อดี คือ เราเห็นกลุ่ม "ธงแดง" ที่ได้รับผลกระทบหนักแล้วว่าอยู่ในกลุ่มไหนบ้าง มาตรการเยียวยา-สนับสนุน รวมถึงการหาตลาดส่งออกใหม่ จึงสามารถทำแบบ "พุ่งเป้า" ได้
เพราะการเยียวยาและหาตลาดใหม่ให้ “ปลากระป๋อง” ย่อมไม่เหมือนกับการเยียวยา-หาตลาดใหม่ให้ “อัญมณีเครื่องประดับ” จึงต้องใช้แนวทางคนละแบบ
และจะยิ่งดี หากเราถือโอกาสใช้แรงสะเทือนจากภาษีทรัมป์เป็นจุดเริ่มต้นปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ทั้งด้านการผลิต แรงงาน และเทคโนโลยี ครั้งใหญ่ เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องปรับกันใหม่ทั้งระบบเพื่อเตรียมรับอนาคตที่มีแต่จะผันผวนยิ่งกว่าเดิม
