สหรัฐฯ เตรียมประกาศใช้ นโยบายขึ้นอัตราภาษีนำเข้าหลายประเทศ อย่างน้อย 10% ส่วนไทยเตรียมเจอสูงถึง 37% เริ่มบังคับใช้ 9 เม.ย.นี้ ฝั่งรัฐบาลเตรียม 3 แนวทางเจรจากับสหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าให้น้อยที่สุด เสนอผู้ประกอบหาตลาดค้าใหม่ที่มีศักยภาพ ไม่พึ่งพิงตลาดเดียว
3 เม.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก ทูเดย์ และบีบีซี ภาษาอังกฤษ รายงานวันนี้ (3 เม.ย.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีใหม่อย่างน้อย 10% ต่อคู่ค้าที่สหรัฐฯ มองว่าเอาเปรียบจากมาตรการภาษีนำเข้า และมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ โดยแต่ละประเทศจะถูกปรับอัตราที่แตกต่างกันในอัตราหารครึ่งจากอัตราที่สหรัฐฯ คำนวณว่าสินค้าของสหรัฐฯ ถูกจัดเก็บจากประเทศนั้นๆ โดยสำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทนที่ร้อยละ 37 โดยมีผลตั้งแต่ 9 เม.ย. 2568 เป็นต้นไป
ผู้นำสหรัฐฯ เผยว่านี่เป็นมาตรการที่เข้าใจง่ายมากๆ และไม่มีอะไรที่เข้าใจง่ายไปมากกว่านี้ คือการต่างตอบแทน หมายถึงประเทศอื่นที่ทำกับสหรัฐฯ เท่าไร เราก็จะหั่นครึ่งจากที่เขาเก็บ แล้วทำกลับไปเหมือนกัน
ทรัมป์ กล่าวด้วยว่า มีสินค้าจากคู่ค้าประมาณ 60 ประเทศ ที่ทำเนียบขาวระบุว่าเป็น ‘ผู้คุกคามที่เลวร้ายที่สุด’ (Worst Offenders) รวมถึงสหภาพยุโรป และจีน ที่ต้องเจออัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น เพื่อเป็นการตอบโต้จากนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า มาตรการสงครามการค้าดังกล่าวอาจทำให้สินคัาของพลเมืองอเมริกันสูงขึ้น และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ช้าลง ขณะที่บางประเทศทั่วโลกอาจประสบภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างหนัก
ทรัมป์ มองว่า การประกาศมาตรการดังกล่าวมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศต่างๆ กำลังแสวงหาผลประโยชน์จากสหรัฐฯ โดยการตั้งภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง และมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบอื่นๆ
ระหว่างการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ผู้นำสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ถูก ‘ขโมยข่มขืน และปล้นสะดม’ มานานกว่า 5 ทศวรรษ ทั้งจากประเทศที่อยู่ใกล้และไกล ทั้งประเทศที่เป็นทั้งมิตร และศัตรู
"นี่คือการประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจของพวกเรา (สหรัฐฯ)"
"เรายืนหยัดเพื่อคนงานชาวสหรัฐฯ และในที่สุดเราก็ทำให้สหรัฐฯ ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว และเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “หนึ่งในวันที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ"
'หาทางเลือกทางการค้า ไม่พึ่งพิงตลาดเดียว'
หลังจากมีการประกาศของสหรัฐฯ ในวันเดียวกัน เมื่อเวลาประมาณ 10.54 น. ตามเวลาในประเทศไทย เพจเฟซบุ๊ก 'Ing Shinawatra' เผยแพร่ แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ต่อกรณีดังกล่าว ชี้ว่าการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ จะกระทบต่อประเทศคู่ค้าทุกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคของสหรัฐฯ ที่ไม่อาจรับกับราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มอย่างรวดเร็ว และระดับสูง ดังนั้น ระยะยาวจึงมีข้อเสนอให้ผู้ประกอบการมองหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดการค้าเพียงตลาดเดียว ซึ่งรัฐบาลไทยมองเห็นความสำคัญและวางมาตรการรองรับในการเยียวยาาและบรรเทาผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ประกอบการการส่งออกของไทยที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก
ทำข้อเสนอปรับดุลการค้ากับสหรัฐฯ สร้างแรงจูงใจเข้าเจรจา
แถลงการณ์ของนายกฯ ระบุด้วยว่า ไทยระบุว่าพร้อมที่จะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในโอกาสแรก เพื่อปรับดุลการค้าให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อลดผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด เบื้องต้น ได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2568 ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดและรอบด้านตลอดระยะเวลา 3 เดือน เพื่อจัดเตรียม “ข้อเสนอเพื่อปรับดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีสาระสำคัญเพียงพอให้สหรัฐฯ มีแรงจูงใจที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจากับไทย” ที่เหมาะสม และส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภคและผู้ประกอบการในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด ในขณะเดียวกัน ไทยยังอาจใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับบางอุตสาหกรรมได้
แถลงการณ์ระบุว่า ไทยมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะสร้างเสถียรภาพและสมดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระยะยาว มีศักยภาพเพียงพอต่อการเป็น 1 ในกลุ่มมิตรประเทศเพื่อการลงทุน (Friend Shoring) ที่ทั้ง 2 ประเทศสามารถพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเอื้อซึ่งกันและกัน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลก อาทิ ในภาคเกษตร-อาหารที่สหรัฐฯ มีสินค้าเกษตรจำนวนมากที่ไทยสามารถนำเข้าเพื่อนำมาแปรรูปเพื่อส่งออกไปตลาดโลก และในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (Hard Disk Drive) ที่สำคัญของโลก และอุปกรณ์ดังกล่าวก็จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของสหรัฐฯ
“รัฐบาลไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ จะมองถึงเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว ประเทศไทยยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการเป็นพันธมิตร และมุ่งมั่นผลักดันความร่วมมือในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันสร้างและพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อตลาดโลก ให้เติบโตอย่างมั่นคง เพื่อท้ายที่สุดจะช่วยกันลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจและภาคการเกษตรของทั้ง 2 ประเทศผ่านการหารืออย่างสร้างสรรค์โดยเร็ว” แถลงการณ์ระบุ
'ปชน.' เสนอเร่งเจรจาลดภาษี ลดผลกระทบ
ในวันเดียวกัน ที่อาคารรัฐสภา ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อกรณีนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา
ศิริกัญญา มองว่าในประเด็นผลกระทบต่อ GDP ปี 2568 ขึ้นอยู่กับการเจรจา จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน และรัดกุม เพราะหากไม่ทำอะไรเลย หรือเจรจาไม่เป็นผล จะกระทบกับมูลค่าส่งออกรวมมากกว่า 1% ทำให้ GDP หดตัวมากกว่า 1% จนต่ำกว่าเป้า 2%
ศิริกัญญา ตันสกุล
หากสามารถเจรจาลดภาษีนำเข้าลงมาเหลือ 25% (จาก 36%) GDP จะลดลง 0.8% แต่ถ้าสามารถเจรจาลดภาษีลงมาได้ที่ขั้นต่ำสุดที่ทรัมป์ประกาศคือ 10% (จาก 36%) GDP จะลดลงราว 0.3% เท่านั้น สำหรับกลุ่มสินค้าคาดว่าสินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักคืออุปกรณ์สื่อสาร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยางล้อ เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี มิใช่เพียงภาคส่งออกเท่านั้น แต่การลงทุนของบริษัทต่างๆ ก็จะหยุดชะงักด้วย เพื่อรอให้ฝุ่นหายตลบถึงจะตัดสินใจลงทุนกันครั้งใหม่
ศิริกัญญา เสนอต่อไปยังรัฐบาล และคณะทำงานผู้ทำหน้าที่เจรจาที่เพิ่งตั้งขึ้นว่า ต้องเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐฯ ได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว
ด้านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอให้แยกผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลทางตรง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก คือ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มนี้จะได้รับผลรุนแรงรวดเร็ว เพราะเราส่งออกไปสหรัฐฯ รวมแล้ว 55,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด และเกินดุลกับสหรัฐฯ ถึง 45,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้การขยายตัวของการส่งออกช่วงไตรมาสแรกปีนี้ค่อนข้างดี เพราะบริษัทส่วนใหญ่เร่งส่งออกสินค้าไปสต๊อกไว้ที่สหรัฐฯ ก่อน หนีความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษี ของจริงจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป
ผลกระทบอีกด้านที่วีระยุทธ เห็นว่าอย่าละเลยคือผลกระทบทางอ้อม 3 ชั้น ที่ไม่ควรมองข้าม ชั้นที่ 1 สินค้าที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโก เพื่อประกอบส่งเข้าสหรัฐฯ อีกที ก็มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ชั้นที่ 2 การแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศอื่นๆ จากการที่ผู้ส่งออกหนีจากตลาดสหรัฐฯ เช่น ในตลาดประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เข้ามาชิงส่วนแบ่งของไทย และชั้นที่ 3 คือ สินค้าขั้นกลางอย่างยางพารา และเม็ดพลาสติก ที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อเข้าตลาดสหรัฐฯ ยอดตรงนี้ก็จะตกลงไปด้วย
เจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ 'ทิ้งไผ่ทีละใบ'
วีระยุทธ เสนอแนวทางการรับมือเฉพาะหน้าว่าไทยต้องเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ “อย่าให้ทีเดียวหมด เก็บไพ่ในมือไว้ปล่อยทีละใบ” ตัวอย่างไพ่ใบสำคัญที่ไทยอาจนำมาเป็นกลยุทธ์ต่อรองได้ คือ
มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่ไทยมีอยู่ 166 มาตรการ ต้องเอามาจัดลำดับความสำคัญ ว่าแต่ละตัวหากเปิดให้สหรัฐฯ แล้วจะส่งผลต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยอย่างไร เลือกทำเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ก่อน เช่น เพิ่มสิทธิแรงงาน จากนั้นเปิดรับการนำเข้าแบบ “มียุทธศาสตร์” คือ เลือกสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของซัปพลาย
ทั้งนี้ วีระยุทธ ย้ำว่า รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากของที่จะเอาไปต่อรอง อย่ามุบมิบเจรจา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเปิดเสรีกับจีนที่ผู้เสียประโยชน์ไม่รู้ตัวและไม่ได้รับความช่วยเหลือให้เตรียมพร้อมรับมือ และเหนืออื่นใด คือต้องเริ่มจินตนาการถึง “โลกที่ไม่มีอเมริกาและจีน” ว่าไทยจะปรับซัปพลายเชนแต่ละสินค้าอย่างไร เพื่อรับมือภาวะสงครามการค้าที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ด้านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ แนะนำให้พร้อมรับมือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะรุนแรงขึ้นอีก หลายเรื่องรัฐบาลพูดมานานอยู่ในแผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีกำหนดเสร็จชัดเจน เช่น การกำกับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์มีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้มีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม
การเพิ่มจำนวนมาตรฐานบังคับเพื่อขยายความคุ้มครองประเภทสินค้าให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงและเจ้าหน้าที่สามารถยึดอายัดได้ สิทธิพล กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้รัฐบาลพูดมาตั้งแต่ ก.ย. 2567 แต่ยังไม่มีการออกมาตรการมาบังคับใช้ เช่น เรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามคือเรื่องนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ รัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมมาตรฐาน คุณภาพสินค้า การตรวจสอบภาษี ตลอดจนการลงโทษหากผู้ประกอบการต่างชาติกระทำผิด
เรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า วันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการจำนวนมากว่าถูกสินค้าจากต่างชาติทุ่มตลาด หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กระทั่งได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งภายใต้กระบวนการปัจจุบัน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการประสบความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง รัฐจะสามารถช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ได้อย่างไร เช่นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน
ในเรื่องมาตรฐานบังคับ ผ่านมาครึ่งปีที่อยู่ในลิสต์ว่าจะออกมาตรฐานก็มีจำนวนเท่าเดิม จำนวนที่เพิ่มและมีผลบังคับใช้แล้วมีเพียง 1-2 มาตรฐาน ความเร็วในอัตรานี้ไม่เพียงพอต่อการกำกับสินค้าต่างชาติ นอกจากนี้ยังควรเร่งรัดคือการตรวจจับที่ด่านศุลกากรให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการที่สินค้าเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แม้รัฐบาลจะบอกว่าปัจจุบันตรวจสอบหรือสกรีนเพิ่มขึ้นแล้ว บางช่องทางถึงขนาดบอกสกรีน 100% แต่การที่สินค้าเหล่านี้ยังรอด แสดงให้เห็นว่าการตรวจยังมีช่องโหว่
ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนปิดท้ายว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอญัตติด่วนเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหาวันที่ 9 เม.ย.นี้ รวมถึงใช้กลไกกรรมาธิการและการสื่อสารสาธารณะในการเสนอแนะรัฐบาล เพราะสงครามการค้ามีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต
3 แนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ
พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่า รัฐบาลจะรีบเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางลดอัตราภาษีนำเข้าให้น้อยที่สุด ซึ่งทางไทยได้เริ่มติดต่อไปยังสหรัฐฯ ตั้งแต่คืนที่มีการประกาศขึ้นภาษี และได้ยืนยันว่าพร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
พิชัย นริพทะพันธุ์
ทั้งนี้ แม้ว่าจะเจอนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ แต่เศรษฐกิจโดยรวมของไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าการส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมายังสามารถขยายตัวได้ถึง 11.8% ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการค้าระหว่างประเทศของไทย
สำหรับแนวทางการเจรจา พิชัย กล่าวเพิ่มว่า ไทยได้เตรียมมาตรการสำคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่ การพิจารณาปรับลดภาษีสินค้านำเข้าบางรายการเพื่อสร้างความสมดุลทางการค้า การเพิ่มการนำเข้าสินค้าบางรายการที่ไทยยังไม่เคยนำเข้าเพื่อสร้างแรงจูงใจให้สหรัฐฯ พิจารณาผ่อนปรนภาษีนำเข้า และการลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้า เช่น การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่อาจเป็นประเด็นในการจำกัดการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยเคยยื่นข้อเสนอขอเจรจากับสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการตอบกลับจากฝ่ายสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยืนยันว่าหากสหรัฐฯ มีความพร้อม ไทยก็พร้อมเดินทางไปเจรจาทันทีโดยไม่รอช้า
พิจารณาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ
ในส่วนของผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม มาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงของไทย โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และหม้อแปลงไฟฟ้า นอกจากนี้ สินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ รวมถึงสินค้าเกษตร 15 รายการที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ในปริมาณมาก ก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ไทยต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ หรือปรับกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ในด้านมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทางเยียวยา โดยในช่วงบ่ายของวันที่ 3 เม.ย. จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังเพื่อหารือแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการพิจารณามาตรการทางการเงิน เช่น การช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยสินเชื่อ รวมถึงการใช้งบประมาณจากงบกลางเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ท้ายสุด พิชัย มองว่าจะมีการจับตาอย่างใกล้ชิดและจะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะการเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางลดผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมความพร้อมในการพิจารณาขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และสร้างความมั่นคงให้กับภาคเศรษฐกิจและการค้าของไทยในระยะยาว
