Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สส.จันทบุรี ขอหน่วยงานแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยในภาคตะวันออก

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยในภาคตะวันออก ว่าขณะนี้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวลำไยมาได้ 2 เดือนแล้ว และในเดือนตุลาคมนี้คาดว่าจะมีผลผลิตเกือบ 1 แสนตัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้แรงงานในการเก็บเกี่ยวมากกว่าหมื่นคน เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการในพื้นที่ใช้แรงงานต่างด้าวจากประเทศกัมพูชา แต่ปัจจุบันพบว่าไม่สามารถใช้แรงงานจากกัมพูชาได้ตามเดิม เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ก่อนหน้านี้ตนมีโอกาสได้พาผู้แทนผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศเมียนมาทั้ง 9 ศูนย์ ลงพื้นที่ดูงานเก็บลำไย และพบว่ามีความสนใจที่จะทำงานในภาคเกษตรกรรมนี้ จึงฝากไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อประสานงานกับจังหวัดต้นทาง เช่น จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ตาก และแม่ฮ่องสอน เพื่อให้แรงงานเหล่านี้สามารถเข้ามาทำงานในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้กระทรวงแรงงานร่วมมือในการสร้างขั้นตอนที่ง่ายและชัดเจนในการนำแรงงานผู้หนีภัยที่ต้องการเข้ามาทำงาน ขอให้มีการป้องกันปัญหาการเก็บค่าหัวคิวแรงงาน และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อมูลและประชาสัมพันธ์ขั้นตอนนี้ไปยังจังหวัดที่ต้องการแรงงานเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

นางสาวญาณธิชา กล่าวทิ้งท้ายว่า การใช้แรงงานผู้หนีภัยจากเมียนมาจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยได้มีงานทำและสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 5/10/2568

ประกันสังคมแจงปมที่ปรึกษาการลงทุนกองทุนนำคนนอกร่วมประชุมชี้เป็นไปตามสัญญาจ้าง

นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษกสำนักงานประกันสังคม ได้ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเพจ Facebook ของนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งระบุว่าสำนักงานประกันสังคมได้เชิญบุคคลที่มิได้เป็นที่ปรึกษาจัดทำแผนยุทธศาสตร์การลงทุนเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการประกันสังคมและอนุกรรมการ 3 คณะ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนนั้น ว่า ในปี 2566 สำนักงานประกันสังคมได้ว่าจ้าง บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาจัดทำสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งดำเนินการจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และได้มีการตรวจรับงานเรียบร้อยแล้วในปี 2567

ทั้งนี้ ตามสัญญาจ้างดังกล่าว บริษัทได้แจ้งรายชื่อบุคลากรที่ปฏิบัติงานตามที่กำหนดในสัญญาจ้าง ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกกล่าวถึง โดยสำนักงานได้ตรวจสอบแล้ว บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมในฐานะลูกจ้างของบริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) ก่อนที่บริษัทจะรับงานจากสำนักงานประกันสังคม และได้เป็นลูกจ้างของบริษัทตลอดช่วงเวลาการดำเนินงานตามสัญญา แม้ว่าปัจจุบันบุคคลดังกล่าวได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทแล้วเพื่อไปปฏิบัติงานที่อื่น แต่บริษัทเมอร์เซอร์ ได้มีการว่าจ้างให้บริษัทของบุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนด้านการพัฒนาธุรกิจและสนับสนุนงานในประเทศไทย

ส่วนกรณีที่บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการประกันสังคมร่วมกับคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ที่เกี่ยวข้องด้านการลงทุน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมได้ประสานขอความร่วมมือบริษัทที่ปรึกษาส่งบุคลากรที่ปฏิบัติงานที่ปรึกษาตามสัญญาจ้างไปช่วยสนับสนุนข้อมูลในการชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะประกอบการจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการประกันสังคม ว่าด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดและการลงทุนในกิจการร่วมลงทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะต้องนำมาใช้ในการดำเนินงานปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ตามที่ได้มีการศึกษาไว้ โดยบริษัทได้ประสานงานให้ผู้ปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างดังกล่าว ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาดเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์จากประเทศสิงค์โปร์ และบุคลากรที่ถูกกล่าวถึงเข้าร่วมประชุมที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อสนับสนุนและชี้แจงข้อมูลที่ได้ส่งมอบงานแล้วแก่ที่ประชุม

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว มิใช่การพิจารณาลงทุนรายหลักทรัพย์แต่อย่างใด หากแต่เป็นการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขด้านการลงทุนในการปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกองทุนตามที่ได้มีการศึกษาไว้

“สำนักงานประกันสังคมขอยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใสภายใต้กรอบของกฎหมายและสัญญาที่กำหนดไว้” โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวในตอนท้าย

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 4/10/2568

'รักชนก’ ระบุ ‘ประกันสังคม’ ส่อจ้างที่ปรึกษา ‘ตัวปลอม’ แนะนำลงทุนงบ 2.7 ล้านล้าน

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า สำนักงานประกันสังคม ไม่เคยแผ่วเลยสักวัน ในห้องประชุมการลงทุนของประกันสังคม มีที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนจาก Mercer 2 คน คนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วยกายเนื้อ ป้ายแนะนำ คือตัวแทนจาก Mercer อีกคนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ อยู่ในวิดีโอคอลก็ตั้งชื่อว่า Mercer ประชุมกันแบบนี้มานานเท่าไรไม่รู้

อยู่มาวันหนึ่งก็มีคนสงสัยว่าทำไมมีตัวแทนจาก Mercer 2 คน แต่ก็อาจจะไม่แปลก อาจมาช่วยกันทำงานพิจารณาเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบ แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้จึงถามว่าทำไมถึงมีตัวแทนจาก Mercer 2 คน คนที่อยู่ในวิดีโอคอลบอกว่า ตนคือตัวแทนจาก Mercer เพียงหนึ่งเดียว แต่ที่เงียบมาตลอดเพราะฟังภาษาไทยไม่ออก ในที่ประชุมคุยกันแต่ภาษาไทย เลยไม่เคยได้แสดงความคิดเห็นอะไร อ้าว แล้วไอ้ที่นั่งในห้องประชุมคือใคร?

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เล่าไปก็เหมือนนิทาน แต่เรื่องที่คุยกันในห้องนั้น มันคือเงิน 2.7 ล้านล้าน เงินของผู้ประกันตน 24 ล้านคน ที่เอาไปกองรวมกันไว้ แล้วไว้ใจให้สำนักงานประกันสังคมดูแล เอาไปลงทุนให้มันงอกเงยเพื่อที่ในอนาคตยามเกษียณจะได้มีเงินใช้ตอนบั้นปลาย มันคือเงินมหาศาลและชีวิตคนเป็นสิบล้าน แต่สำนักงานประกันสังคมทำเหมือนกำลังเล่นขายของ

สอบถามได้ความว่า ประกันสังคมจ้าง Mercer เป็นที่ปรึกษา ในราคา 15 ล้านบาท ซึ่งในสัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้จ้างช่วงต่อ (Subcontract) แต่ Mercer จ้างช่วงต่อ เป็นบริษัทหนึ่งในไทย ความเสียหายตรงนี้อธิบายง่ายๆ สมมุติตกลงงานกันโดยบอกว่าจะจ้างคุณสรยุทธมาอ่านข่าว ก็จ่ายเงินให้ในราคาจ้างคุณสรยุทธ และตกลงว่าห้ามไปจ้างช่วงต่อ แต่ถึงเวลาคุณสรยุทธบอกว่าส่งใครก็ได้ไปอ่านข่าวแทน เอ้า แล้วเราจะจ่ายเงินในราคาจ้างคุณสรยุทธเพื่อ

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ซึ่ง Subcontract ที่ Mercer จ้างสมมุติว่าชื่อนาย ก ตลอดระยะเวลานาย ก ก็นั่งอยู่ในที่ประชุมพิจารณาผลประโยชน์ 2.7 ล้านล้าน จะขยับอะไรจะลงทุนอะไรก็จะอ้างคำแนะนำจาก Mercer แต่! เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปสัญญาจ้างหมดอายุ แต่ทั้ง Mercer และทั้ง นาย ก ก็ยังนั่งอยู่ในห้องที่พิจารณาวาระการลงทุน ทั้งที่บทสนทนาควรเป็นเฉพาะการภายใน

“มันไม่ได้เว้ย เพราะกองทุนประกันสังคม เป็นกองทุนมูลค่า 2.7ล้านล้าน จะขยับไปทางไหน ลงทุนอะไร หรือถอนตัวจากหุ้นอะไร มันมีผลต่อราคาขึ้นหรือลง เอาง่ายๆ ว่าถ้าคุณรู้ว่า ประกันสังคมกำลังจะตัดสินใจลงทุนในหุ้น A เดือนหน้า มูลค่าหลายหมื่นล้าน แค่คุณซื้อหุ้นไว้รอประกันสังคมเข้า ก็อาจจะรวยไม่รู้เรื่องได้แล้ว ดังนั้นผู้ที่จะมีสิทธิเข้าพิจารณาแต่ละวาระมันต้องรัดกุม แล้วนี่ประกันสังคมอนุญาตให้เอาคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามานั่งอยู่ในพื้นที่ที่สำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร?” น.ส.รักชนก ระบุ

น.ส.รักชนก ระบุต่อว่า ปัญหาคือ

1) บอกเสมอว่าต้องปิดลับเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ที่เห็นๆ กันก็มีแต่ผลประโยชน์ทับซ้อนเต็มไปหมด – กองทุนประกันสังคม เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากลและที่ผ่านมาทำอะไรก็อ้างว่าการดำเนินการแบบ “ลับ” เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) มาตลอด แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นความลับแต่กันเจ้าของเงิน ปกปิดข้อมูลแต่กับผู้ประกันตน แต่ภายในกลับทำสุ่มเสี่ยงเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม

2) ตีลลับ แบบลับแค่กับผู้ประกันตน ถ้ามารุมกินโต๊ะเหมือนกันก็ไม่ลับ – มีการจ้างที่ปรึกษาจัดทำแผนการลงทุน มูลค่า 15 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ข้างต้นมีการขอเอกสารไป สำนักงานอ้างว่าเอกสารลงทุนอยู่ในชั้นความลับ ซึ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของประกันสังคม มักจะถูกปิดเป็นความลับ สัญญาการจ้างเอกชน ก็ตีความเกินเลยว่า ‘ลับ’ ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้ว สัญญาการจ้างเอกชนเป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยเพื่อความโปร่งใสของการบริหารจัดการ ตลอดจนการลงทุนของสำนักงานที่เปิดเผยข้อมูลน้อยมาก เท่าที่ผู้ประกันตนหาได้มีเพียงสินทรัพย์ 10 ตัวแรกของการลงทุน ที่เหลือเจ้าของเงินไม่มีทางรู้ว่าเงินของพวกเขาถูกเอาไปลงทุนกับอะไรบ้าง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตามจะไม่เปิดเผยเอกสาร มันจึงเป็นทางให้ใครบางคนเข้ามารุมทึ้งกินเงินในกองทุน เช่นในอดีต อยู่ดีๆ กองทุนประกันสังคมก็ไปซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งถือหุ้นบริษัทเมียของรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น แต่พอมูลค่าไม่สูงพอจะปรากฏ มันก็เลยไม่มีใครได้รู้ข้อมูล ตอนนั้นบอร์ดฝ่ายไหนก็คนกันเองที่ถูกแต่งตั้งมาทั้งหมด

3) สัญญาการจ้างหมดไปแล้ว แล้วอยู่ในฐานะอะไร? มีการตั้งข้อสังเกตว่า สัญญาของบริษัท Mercer (ที่ปรึกษาการลงทุน) หมดอายุไปแล้วตั้งแต่เดือน ส.ค. ปีที่แล้ว แต่กลับปรากฏว่ายังมีผู้แทนจาก Mercer Corp และ Mercer ประเทศไทย เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกองทุนประกันสังคมร่วมกับอนุกรรมการด้านการลงทุนและบริหารความเสี่ยงทั้ง 3 ชุด เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิจารณาการลงทุนที่มีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท คำถามคือหากสัญญาหมดแล้ว บุคคลเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการประชุมสำคัญ ที่มักจะอ้างอย่างแข็งขันว่าเป็นประชุมชั้นความลับ ไม่เปิดยอมเปิดเผยให้สาธารณะ แล้วให้บุคคลเหล่านี้เข้าร่วมประชุมได้อย่างไร? มันไม่มีกฎหมายหรือกฎระเบียบอะไรที่อนุโลมแน่ๆ ถ้าคนเหล่านี้ทำได้ เดี๋ยวต่อจากนี้ไปจะขอเข้าไปนั่งฟังด้วยคน

4) ที่ปรึกษา “ตัวปลอม” จากการประชุมร่วม 3 คณะในวันเดียวกัน บันทึกรายงานดังกล่าวมีอนุกรรมการบางท่านตั้งข้อสังเกตพบว่า ตัวแทนที่มีป้ายชื่อติดไว้ว่า Mercer ในอดีตเป็นผู้ที่ได้รับการจ้างต่อ (Subcontract) จาก Mercer ให้เข้ามาให้คำปรึกษาและบริการข้อมูล แต่เมื่อหมดสัญญาไปแล้วก็ยังอ้างชื่อ Mercer และยังคงติดป้ายว่าเป็นตัวแทน และเข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการ 3 คณะ เข้ามานั่งฟังข้อมูลต่างๆ ที่ควรจะสงวนไว้เฉพาะคนที่ได้รับอนุญาต โดยยังอ้างว่าได้รับการแต่งตั้งจาก Mercer

น.ส.รักชนก ระบุต่อว่า ทุกคนอย่าลืมนะว่ากองทุนประกันสังคมคือกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศมีมูลค่าการลงทุนต่อปีเกือบเท่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศไทย กองทุนอื่นๆ ในประเทศรวมของภาคเอกชนรวมกันก็ยังเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของเงินในกองทุนประกันสังคม เพราะฉะนั้นการให้คำปรึกษากองทุนที่ใหญ่ขนาดนี้ควรเป็นมืออาชีพที่ปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เหมือนเรากำลังเล่นขายของ และที่สำคัญคือถ้าคุณจ้างที่ปรึกษาแท้ ๆ แต่กลับไม่ได้รับคำปรึกษาจากคนที่คุณจ้าง แต่กลับกลายเป็นแค่การกินหัวคิวค่าปรึกษาประกันสังคมไม่ทักท้วงอะไรเลยหรอ จุดสำคัญอีกอย่างคือที่ปรึกษาการลงทุนปกติแล้วต้องได้ใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แต่ดันมีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะไม่มีใบอนุญาต แล้วถ้าจริง ก.ล.ต. จะว่ายังไง แล้วกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร

ที่มา: เดลินิวส์, 3/10/2568

เช็กสิทธิ–เงินสมทบประกันสังคม ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ได้แล้ว

สํานักงานประกันสังคม (SSO) ยกระดับบริการสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” (Tang Rat) แอปดิจิทัลกลางภาครัฐ เพื่อให้ผู้ประกันตน นายจ้าง และประชาชน เข้าถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์และบริการประกันสังคมได้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย

นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสํานักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้บริการ e-Service ได้ถึง 17 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และ 40 การชําระเงินสมทบ การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน ไปจนถึงการเปลี่ยนสถานพยาบาล

ผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดแอปฯ “ทางรัฐ” ได้ทั้ง iOS และ Android พร้อมลงทะเบียนยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับภาครัฐ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด นับเป็นอีกก้าวสําคัญของการพัฒนาบริการประกันสังคมสู่ดิจิทัล ลดภาระการเดินทาง และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการทั่วประเทศ

ที่มา: TV5HD Online, 3/10/2568

มจธ. ผนึกกำลังธนาคารไทยพาณิชย์ปั้นแรงงานไทยพร้อมรับมืออนาคตการทำงานยุค AI

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จับมือธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ เปิดตัวโครงการ “Skill Shift: Build Smart. Work Smarter. พลิกทักษะ สู่การทำงานอัจฉริยะ” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลเชิงปฏิบัติการ โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI Disruption

คุณวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญเรื่องการพัฒนาทักษะดิจิทัลของกำลังคนในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการทำงาน โดยเฉพาะทักษะการใช้ AI เพื่อการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลและบริหารองค์ความรู้ขององค์กร ไปจนถึงการสร้างระบบอัตโนมัติเพื่อช่วยทำงาน หากองค์กรไม่ปรับตัว อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อลงทุนในการพัฒนากำลังคนอย่างมีมาตรฐาน จึงยิ่งมีความจำเป็นในยุคนี้

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า การจับมือระหว่าง มจธ. และธนาคารไทยพาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจการเงินและภาคการศึกษาเพื่อบูรณาการการศึกษาแบบ Micro-Credentials ที่มีคุณภาพมาตรฐานกับการทำงานในองค์กร สร้าง “กำลังคนดิจิทัล” ทักษะสูงสู่ตลาดแรงงาน สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยในการส่งเสริม Demand-Driven Education ร่วมมือกับเอกชนในลักษณะ Co-Creation เพื่อสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

รศ.ดร.สยาม เจริญเสียง รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ มจธ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยฯ ได้บุกเบิกแนวคิดการศึกษาแบบ Micro-Credentials และมุ่งมั่นที่จะให้เป็นกลไกสำคัญในการ Upskill และ Reskill คนทำงาน โดยหัวใจสำคัญของ Micro-Credentials คือการรับรองความสามารถ (Competency) ที่เฉพาะเจาะจงและพิสูจน์ได้ผ่านหลักฐานการทำงาน (Work Evidence) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะอย่างรวดเร็ว เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเสริมสร้างทักษะทางด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับแรงงานไทยในภาคธนาคารและส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Experiential Learning ให้คนทำงานสามารถสร้างชิ้นงานที่มีคุณค่าให้กับองค์กรและนำมาประเมินเพื่อรับ Digital Badge จากมจธ. เป็น Micro-Credentials ที่รับรองและอ้างอิงสมรรถนะความสามารถได้

ดร. วราสิณี ฉายแสงมงคล หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้และนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ และอาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม ในฐานะ Program Director ของหลักสูตร Skill Shift กล่าวว่า “ในโครงการนี้ มจธ. รับบทบาทสำคัญในการออกแบบหลักสูตรให้ตรงความต้องการขององค์กร โดยแบ่งทักษะเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) AI-Powered Content & Design พลิกทักษะการออกแบบด้วยพลัง AI 2) Automation & Work Efficiency พลิกวิธีการทำงาน สู่ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ 3) Data Thinking & Intelligent พลิกมุมมอง ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด และ 4) Digital Solution Design พาทีมสร้างโซลูชันตอบโจทย์องค์กร จุดเน้นสำคัญคือการเรียนแล้วสามารถสร้างผลงานจริงที่ตอบโจทย์องค์กรได้ทันที (work evidence) พร้อมทั้งมีระบบประเมินสมรรถนะที่ชัดเจนอย่าง Micro-Credentials ที่เป็นระบบรับรองความสามารถที่เฉพาะเจาะจง ผ่านการแสดงหลักฐานการทำงานจากความสามารถ เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์การทำได้จริง ผู้ที่ผ่านการรับรองจะได้รับ Digital Badges เป็นหลักฐานยืนยัน”

“กลุ่มทักษะทั้ง 4 นี้เป็นที่ต้องการของทุกองค์กรที่ต้องยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทักษะเหล่านี้ไม่สามารถสร้างได้ด้วยการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่ต้องมีเฟรมเวิร์คที่ถูกต้อง ฝึกลงมือทำ และ AI คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดช่องว่าง ให้คนทำงานสามารถบรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และสามารถพัฒนาทักษะจนเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น แม้จะไม่มีพื้นฐานมาก่อน” ดร.วราสิณี กล่าว

“องค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานในกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเงิน การผลิต การบริการ ไปจนถึงธุรกิจดิจิทัลและสตาร์ทอัพ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นหลักสูตรหรือกิจกรรมเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานให้กับประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ในอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ที่ทางมหาวิทยาลัยเล็งเห็นและเตรียมพัฒนาให้เกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงงานที่มีความพร้อมและแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” อธิการบดี มจธ. กล่าว

สุดท้ายนี้ ดร.วราสิณี ตอกย้ำว่า “AI ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่คือโอกาสที่จะช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และสร้างสรรค์มากขึ้น ประเทศไทยแม้ไม่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี แต่เราสามารถสร้างความได้เปรียบจากองค์ความรู้เฉพาะทางและการประยุกต์ใช้ AI ให้เข้ากับบริบทของเราเอง หากเราลงทุนพัฒนาคนวันนี้ เราจะสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในวันข้างหน้าได้”

หากภาคเอกชนหรือหน่วยงานใดสนใจให้มจธ. ออกแบบการเรียนรู้และฝึกอบรมให้สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ AI Learning & Innovation Exchange สวท. : 02-470-9671 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา: ThaiPR.NET, 3/10/2568

รมว.แรงงาน รอขั้นตอนตั้งปลัดแรงงานคนใหม่ - เร่งเคลียร์ปมซื้อตึก Skyy9

2 ต.ค. 2568 ที่กระทรวงแรงงาน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ว่า ทราบว่า ก่อนตนเข้ามารับตำแหน่ง มีการเสนอรายชื่อ และผ่านกระบวนการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว อาจต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ของทางราชการก่อน

เชื่อว่าไม่กระทบกับการทำงานของกระทรวงแรงงาน เพราะอยู่ในช่วงสุญญากาศมาๆ 1 เดือน และคิดว่าทุกคนจะทำงานกันได้ ร่วมกับผู้บริหารที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะหยิบยกเรื่องปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่เข้าไปพูดคุยในที่ประชุม ครม.หรือไม่ เพราะถือว่าค้างมานานแล้ว น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ในกรอบที่กระทรวงแรงงานทำได้ เราทำหมดแล้ว การเร่งรัดก็เร่งรัดไปหมดแล้ว ขั้นตอนจากนี้ อะไรที่เราทำได้ เราก็จะทำ ถ้าอันไหนที่ทำไม่ได้ เราก็ไม่สามารถรุกล้ำได้

เมื่อถามย้ำว่าครม.ได้ส่งหนังสือสอบถามมายังกระทรวงแรงงานหรือไม่ ว่าจะยืนยันรายชื่อปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ ตามที่ครม.ชุดที่แล้วเสนอหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ยังไม่เห็นส่งกลับมา ซึ่งตนไม่มีอำนาจดึงเรื่องกลับมา ต้องเป็นการตีกลับมาจาก ครม.ก่อน ถึงจะเป็นอำนาจของรมว.แรงงาน ทบทวน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็คุยภายในกระทรวงว่าจะทำอย่างไร เพราะต้องการความชัดเจนในการดำเนินการ ซึ่งเห็นว่าอาจจะรอดูไปสักพักหนึ่งก่อน

เมื่อถามว่าหากส่งกลับมาถามกระทรวงแรงงาน ในส่วนของรมว.แรงงาน จะยืนยันรายชื่อเดิมหรือไม่ หรือจะแต่งตั้งรายชื่อใหม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เดี๋ยวก่อน ขออยู่กับปัจจุบันก่อน ส่วนที่ตนเคยบอกว่าอยากได้คนภายในกระทรวงนั้น หากมองในเรื่องของการทำงาน เนื้องาน การคัดเลือกบุคคลภายในอาจจะขับเคลื่อนได้ด้วยกรอบระยะเวลาที่มีอยู่

เมื่อถามว่าต้องรอผลการพิจารณาการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อตึก Skyy9 มาประกอบหรือไม่ เนื่องจากปลัดกระทรวงแรงงานคนเก่าถูกย้ายไปเพราะเรื่องนี้ โดยที่กรรมการชุดดังกล่าวยังไม่มีการประชุมและมีมติออกมา น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เห็นว่ามีกรรมการบางคนลาออก ตอนนี้ตนได้เร่งไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ประชุมกัน ซึ่งขณะนี้ได้เร่งรัดการประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของผู้ที่เกี่ยวข้อง และรายงานความคืบหน้าเรื่องนี้โดยเร็ว

เมื่อถามว่าในมุมของนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดแรงงานคนเก่า มองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากถูกย้ายทั้งที่กรรมการสอบฯ ยังไม่ได้ประชุมและยังไม่มติ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเร่งกระบวนการสอบให้เร็วที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนการตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ เป็นคนละเรื่อง เพราะผ่านมติ ครม.ไปแล้วในรัฐบาลที่แล้ว อยู่ที่ว่าจะส่งกลับมาให้เราทบทวนหรือไม่ หรือจะดำเนินการต่อไป

ต่อข้อถามว่าการตั้งปลัดกระทรวงแรงงานใหม่ ถือว่าล่าช้าไปหรือไม่ เพราะ ครม. มีมติตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. จนตอนนี้ผ่านมา 1 เดือน แล้ว น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ช้าหรือไม่ช้านั้น ตนไม่รู้ แต่ขั้นตอนตรงนี้อาจเป็นข้อต่อของการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลใหม่ด้วย ซึ่งนายกฯ เพิ่งจะเข้ามาทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ สืบเนื่องจากที่ประชุม ครม.วันที่ 2 ก.ย.2568 ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาการแทนนายกฯขณะนั้น มีมติแต่งตั้ง พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เป็นปลัดกระทรวงแรงงาน คนใหม่แทนนายบุญสงค์ ซึ่งถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

จากกรณีกระทรวงแรงงานมีการตั้งกรรมการสอบวินัยผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อตึก Skyy9 ในราคากว่า 7 พันล้านบาทของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งในปีที่ซื้อตึกดังกล่าว นายบุญสงค์ เป็นเลขาธิการ สปส. อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสอบฯ ที่ตั้งขึ้นมานั้นยังไม่เคยมีการประชุม แต่มีคำสั่งย้ายนายบุญสงค์ ออกจากตำแหน่ง และตั้งปลัดกระทรวงแรงงานใหม่

ที่มา: ข่าวสด, 2/10/2568

ประกันสังคม เปิดรับฟังความเห็น ผู้ประกันตน ม.33-39 ปรับสูตรบำนาญชราภาพ CARE ผ่าน 4 ช่องทาง ตั้งแต่ 1–17 ต.ค. 2568

นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยถึงมติของคณะกรรมการประกันสังคมในการประชุมครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า เห็นชอบในหลักการการปรับสูตรคำนวณค่าจ้างเฉลี่ยสำหรับการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ โดยใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ และปรับค่าตามคะแนนบำนาญชราภาพ (Pension Point) เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกันตนและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยหลักเกณฑ์การคำนวณและการจ่ายที่สำคัญ มีดังนี้

1. คำนวณค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบ โดยปรับค่าจ้างแต่ละเดือนเป็นคะแนนบำนาญ ซึ่งคำนวณจากค่าจ้างของผู้ประกันตนเทียบกับค่าจ้างอ้างอิง (ค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนตามมาตรา 33)

2. จัดทำกติกาการเปลี่ยนผ่าน หากสูตรใหม่ให้ผลน้อยกว่าสูตรเดิม จะมีการชดเชยส่วนต่างเป็นเวลา 5 ปี โดยปีแรกชดเชย 100% และลดลงปีละ 20% จนถึงปีที่ 5

3. ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากคำนวณใหม่แล้วได้จำนวนมากขึ้น จะปรับเพิ่มให้ตั้งแต่เดือนถัดไป

4. การดำเนินการปรับสูตรบำนาญใหม่ จะทำควบคู่กับการปรับวิธีการคำนวณอัตราบำนาญรายเดือน

นางสาวบุปผา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

สำนักงานประกันสังคมจึงกำหนดจัดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เกี่ยวกับการปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพ ระหว่างวันที่ 1–17 ตุลาคม 2568 ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่

1. ระบบกลางกฎหมาย www.law.go.th

2. แอปพลิเคชัน Line Official Account ของสำนักงานประกันสังคม

3. การแสดงความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา

4. การประชุมเสวนาในหัวข้อ “ทำไมต้องเป็นบำนาญสูตร CARE” ในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก โดยผู้ประกันตนที่สนใจเข้าร่วมการประชุมสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code ที่สำนักงานประกันสังคมจัดเตรียมไว้

“ขอเชิญผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบบำนาญชราภาพให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนทุกคน” เลขาธิการ สปส. กล่าว

สำหรับหลักการของการปรับสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ข้อมูลจากเว็บไซต์ law.go.th ระบุไว้ดังนี้

1. ปรับวิธีการคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน

ปัจจุบัน : จ่ายเท่ากับจำนวนเงินสมทบของผู้ประกันตน

ข้อเสนอใหม่ : จ่ายเท่ากับจำนวนเงินสมทบของผู้ประกันตนและของนายจ้างพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนซึ่งคำนวณเหมือนกับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบ 12 เดือนขึ้นไป

2. ปรับวิธีการคำนวณอัตราบำนาญสำหรับการคำนวณบำนาญชราภาพในกรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน

ปัจจุบัน : มีการปรับเพิ่มอัตราบำนาญในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน

ตัวอย่าง ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 200 เดือน

จะได้รับอัตราบำนาญพื้นฐานร้อยละ 20 สำหรับ 180 เดือนแรก

ส่วนอีก 20 เดือนที่เหลือ ในทุก ๆ 12 เดือน จะได้รับอัตราบำนาญเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ดังนั้น จะเหลือเศษของเดือน (20-12) อีก 8 เดือน ซึ่งจะไม่นำมาคำนวณเป็นอัตราบำนาญที่เพิ่มให้

ดังนั้น ผู้ประกันตนรายนี้จึงได้รับอัตราบำนาญเท่ากับ (20 + 1.5) ร้อยละ 21.5

ข้อเสนอใหม่ : ปรับเพิ่มอัตราบำนาญตามเดือนที่ส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน (ไม่ตัดเศษเดือนทิ้ง)

ตัวอย่าง ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 200 เดือน

จะได้รับอัตราบำนาญพื้นฐานร้อยละ 20 สำหรับ 180 เดือนแรก

ส่วนอีก 20 เดือนที่เหลือ ให้คำนวณอัตราบำนาญโดยนำ 20 (เดือน) x 0.125 (1 ใน 12 เดือน ของ 1.5) จะได้เท่ากับร้อยละ 2.5

ดังนั้น ผู้ประกันตนรายนี้จะได้รับอัตราบำนาญเท่ากับ (20 + 2.5) ร้อยละ 22.5

3. ปรับวิธีคำนวณฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินบำนาญ

ปัจจุบัน : คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่นำส่งเงินสมทบ

ข้อเสนอใหม่ : คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบ โดยปรับค่าจ้างในอดีตทุกเดือนเป็นค่าเงินปัจจุบันก่อนมาเฉลี่ย (Career Average Revalue Earnings: CARE)

4.การชดเชย

4.1 สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและพบว่าได้รับบำนาญลดลง กำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านระยะ 5 ปี โดย

ผู้ที่เกษียณภายในปีแรกหลังปรับสูตรบำนาญ หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่าสูตรเก่า ให้ชดเชยส่วนต่าง 100%

ผู้ที่เกษียณปีที่ 2 ชดเชย 80%

ผู้ที่เกษียณปีที่ 3 ชดเชย 60%

ผู้ที่เกษียณปีที่ 4 ชดเชย 40%

ผู้ที่เกษียณปีที่ 5 ชดเชย 20%

เช่น ผู้ที่เกษียณปีที่ 2 หลังออกกฎหมาย หากคำนวณสูตรเดิมได้ 5,000 บาท แต่สูตรใหม่ได้ 4,000 บาท (ลดลง 1,000 บาท) จะได้ชดเชย 800 บาท รวมได้บำนาญ 4,800 บาท

4.2 สำหรับผู้รับบำนาญอยู่ เมื่อคำนวณบำนาญใหม่ให้ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากคำนวณใหม่แล้วเพิ่มขึ้นให้ปรับเพิ่มบำนาญตามสูตรใหม่ในเดือนถัดไป ไม่มีการชดเชยย้อนหลังในเดือนที่ได้รับบำนาญไปแล้ว

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 1/10/2568

แรงงานสมุทรสาคร ร้อง กมธ.การแรงงาน ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

นายเซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากนางสาวสุชิณรัตน์ เลิกบางพลัด อดีตพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง จ.สมุทรสาคร ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม

โดย นางสาวสุชิณรัตน์ กล่าวว่า การถูกเลิกจ้างในครั้งนี้ มีทั้งหมด 3 กรณี โดยกรณีแรก พนักงานถูกกล่าวหาว่าทุจริตการทำโอที (OT) ถูกบังคับให้เขียนใบลาออกภายใต้การข่มขู่ หากไม่ยอมจะไม่ให้ออกจากห้อง อีกทั้งกรรมการบริษัทอ้างว่ามีเพื่อนเป็นตำรวจ และขู่จะเรียกตำรวจมาจับ ส่วนกรณีที่สอง เป็นกรณีความเสียหายในการผลิตในช่วงกลางคืน แต่บริษัทกลับโยนความผิดให้พนักงานกะกลางวัน โดยไม่มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงใดๆ สุดท้ายถูกสั่งพักงานและเลิกจ้าง และกรณีที่สาม บริษัทกล่าวหาว่าพนักงานทำงานผิดพลาด และได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคนละ 1,300,000 บาท ทั้งนี้ พนักงานได้พยายามร้องเรียนหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งสำนักงานประกันสังคม สวัสดิการแรงงาน และศูนย์ดำรงธรรม แต่กลับถูกโยนภาระกันไปมา ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจเข้าร้องต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งละเลยต่อหน้าที่

นางสาวสุชิณรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่กลับแจ้งสำนักงานประกันสังคมว่าเป็นการ ไล่ออกเพราะทำผิดวินัย ทำให้พนักงานไม่ได้รับเงินชดเชยและเงินทดแทนกรณีว่างงาน อีกทั้งยังประสบปัญหาถูกแบล็กลิสต์ ไม่สามารถสมัครงานใหม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทอาจมีการปรึกษาทนายเพื่อสร้างเรื่องกล่าวหาแรงงานให้ดูเหมือนมีความผิด เพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จึงขอให้ กมธ.เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบริษัทและทนายมีพฤติกรรมเข้าข่ายละเมิดสิทธิแรงงานหรือไม่ เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน โดยบริษัทดังกล่าวมีประวัติเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมตั้งแต่ปี 2563 และปี 2567 บริษัทในเครือก็ยังมีการเลิกจ้างพนักงานจนเข้าสู่กระบวนการศาลแรงงานแล้ว

ด้าน นายเซีย กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับ ตนในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการแรงงาน จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม เพื่อพิจารณารายละเอียดและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การเลิกจ้างมีสาเหตุจากอะไร และจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับทราบ พนักงานยังไม่ได้รับแม้แต่เงินทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม และเมื่อไปสมัครงานใหม่ก็ถูกกีดกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง พร้อมขอเป็นกำลังใจให้กับแรงงานทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 1/10/2568

เปิดให้ผู้ลี้ภัยออกมาทำงานวันแรกเงียบเหงา เหตุยังไม่เข้าใจขั้นตอน แนะรัฐบาลทำ “One Stop Service”

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ดำเนินการขออนุญาตให้นำแรงงานที่หนีภัยการสู้รบจากศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 แห่งใน จ.แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรีและราชบุรี ออกมาทำงานเป็นแรงงานต่างด้าว ซึ่งกรมการจัดหางานได้กำหนดวิธีการไว้ 6 ขั้นตอน อย่างไรก็ตามบรรยากาศในศูนย์พักพิงชั่วคราวยังคงเป็นปกติโดยยังไม่มีผู้ประกอบการหรือนายจ้างเข้าไปติดต่อขอจ้างผู้ลี้ภัย

แหล่งข่าวจากศูนย์พักพิงฯกล่าวว่า สาเหตุที่ยังไม่มีผู้ประกอบการหรือนายจ้างเข้าไปยังศูนย์ผู้ลี้ภัยฯเนื่องจากยังคงสับสนในระบบและขั้นตอนการจ้างแรงงานผู้หนีภัยกลุ่มนี้เนื่องจากไม่แน่ใจว่า สามารถเข้าไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวได้เลยหรือต้องติดต่อผ่านผู้แทนกรมการจัดหางานในพื้นที่ก่อน โดยก่อนหน้านี้ได้มีผู้ประกอบการบางส่วนประสานไปยังคณะกรรมการค่ายผู้ลี้ภัยเพื่อว่าจ้างแรงงาน แต่ยังไม่สามารถทำได้เพราะยังไม่ได้ประสานกับผู้แทนกรมการจัดหางาน

“จริงๆแล้วมีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งติดต่อมายังคณะกรรมการค่าย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะยังสับสนในขั้นตอนอยู่ หากรัฐบาลต้องการให้เกิดความคล่องตัว ควรจัดทำศูนย์แบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้ลี้ภัย แต่ในวันนี้ยังไม่ค่อยมีความพร้อม จึงไม่มีใครเข้าไปในศูนย์พักพิงฯ”แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการค่ายผู้ลี้ภัย 7 ค่ายได้เดินทางไปดูงานสวนลำไยและไร่อ้อยที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.สระแก้ว ซึ่งมีความต้องการแรงงานนับหมื่นคน โดยเสียงสะท้อนจากคณะกรรมการค่ายส่วนใหญ่เห็นว่าไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย และเชื่อว่าสามารถไปทำงานได้ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการค่ายฯจะหารือกันในวันที่ 4 ตุลาคม”แหล่งข่าว กล่าว

ในวันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยออกมาทำงานเป็นนโยบายที่แสดงให้เห็นว่าไทยยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม และยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังมีปัญหากับไทย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การอนุญาตให้ผู้หนีภัยฯ ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคน ออกมาทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของไทยสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศได้ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงออกต่อประชาคมโลก

“นโยบายนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังมีปัญหากับเราว่า หากไม่ปฏิบัติตามกฎหรือเงื่อนไขของไทย ก็จะไม่ได้รับการผ่อนปรนใดๆ และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน”นายอนุทินกล่าว และว่า แรงงานกลุ่มนี้จะได้รับการปฏิบัติในฐานะแรงงานที่ถูกกฎหมายทุกประการ โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดสวัสดิการ ประกันสุขภาพและสิทธิต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองพร้อมแล้วสำหรับการเปิดให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งได้ออกมาทำงาน โดยผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาจำนวนกว่า 77,000 คน พบว่ามีช่วงวัยที่เหมาะการทำงานกว่า 46,000 คน และพร้อมทำงานกว่า 12,000 คน ที่กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดงานจะให้นายจ้างเข้ามาคัดเลือกเพื่อนำไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งคาดหวังว่าจะหางานให้ตรงกับแรงงาน

“ที่เริ่มดีเดย์วันนี้ ไม่ใช่ว่าพอเริ่ม 1 ต.ค.68 แล้วจะเปิดค่าย ปล่อยให้ออกไปทำงานเลย ไม่ใช่อย่างนั้น แต่มีขั้นตอนที่ต้องรู้ก่อนจะไปทำงานที่ไหน ทำอะไร ลักษณะงานตรงตามทักษะความสามารถหรือไม่ ซึ่งเราก็ห่วงในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งกระทรวงแรงงานจะดูแล ให้เข้าหลักเกณฑ์เหมือนแรงงานต่างด้าวอื่นๆ”อธิบดีกรมการปกครองกล่าว

นายนิรัตน์กล่าวว่า นับตั้งแต่วันนี้คนที่ต้องการแรงงาน สามารถไปติดต่อกรมการจัดหางาน เพื่อไปคัดเลือกแรงงานในพื้นที่พักพิงฯ 9 แห่ง ทั้ง 4 จังหวัด ซึ่งวันนี้วันแรก กรมการปกครองสามารถออกเอกสารออกนอกพื้นที่ให้ได้ ด้วยความโปร่งใส ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆตามกฎหมาย ซึ่งหลังได้เริ่มทำงานไปแล้ว กรมการปกครองจะหารือกับกรมการจัดหางาน เพื่อประเมินผลว่า สามารถมีรายได้ดูแลตัวเองและครอบครัว และเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยอย่างไร และต้องทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ถือเป็นประโยชน์ที่ลงตัวของทุกฝ่าย รวมถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

สำหรับการรายงานตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายจ้างสามารถนำแรงงานมารายงานตัวแจ้งเข้า ได้ที่ สถานที่รับรายงานตัวและขออนุญาตออกนอกเขตต่อเนื่อง ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา 9 แห่ง อาคาร 4 ชั้น 4 กรมการปกครอง วังไชยา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้รายงานตัวแล้ว และจะใช้เป็นสถานที่ในการรายงานตัวระหว่างการทำงานในระยะเวลา 1 ปี หากเป็นแรงงานที่ได้ทำงานเกิน 6 เดือน นายจ้างจะต้องพามารายงานตัวทุก 4 เดือน ส่วนพื้นที่ปลายทางจังหวัดอื่นๆ ให้ไปรายงานตัว ณ ที่ว่าการอำเภอนั้นๆ

ขณะที่นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า เป็นวันดีเดย์ ที่ผู้หนีภัยการสู้รบได้ออกมานอกค่ายในรอบ 41 ปี ได้ยืนด้วยขาตัวเอง ไม่ต้องรอใครเอาอะไรมาให้อีกแล้ว พร้อมทั้งยังช่วยร่วมพัฒนาประเทศไทยด้วยการจ่ายภาษีไปพร้อมๆ กัน

“นี่คือการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมครั้งสำคัญของไทยที่อยากให้สังคมไทยโอบรับพวกเขาได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่เพื่อร่วมพัฒนาสังคมไทย การจำกัดให้พวกเขาต้องแบมือรอรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากคนอื่นตลอดเวลา 41 ปี มันเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง” นายกัณวีร์ กล่าว

นายกัณวีร์กล่าวว่า ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ โดยในอีก 4 ทศวรรษข้างหน้าประชากรไทยจะลดลงกว่าครึ่งหนึ่งด้วย และการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยได้ทำงานภายนอกเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งประเทศไทยที่ได้รับคำชมจากเวทีระหว่างประเทศในการตัดสินใจครั้งนี้ด้วย

“ที่สำคัญฝากถึงรัฐบาลใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นโยบายนี้เป็นก้าวย่างสำคัญต่อหลักการมนุษยธรรมนำการเมือง ที่ผมไม่อยากให้กลายเป็นช่องว่างเกิดการเรียกรับผลประโยชน์ เรียกรับส่วย เหมือนกรณี ส่วย สัญชาติ ที่ยังตามจับใครไม่ได้”สส.พรรคเป็นธรรม กล่าว

ที่มา: สำนักข่าวชายขอบ, 1/10/2568

ศูนย์คุณธรรม ผนึกกำลังพันธมิตร เปิดตัว "โครงการ 60 พลัส มีงานทำ ล้ำคุณค่า" เพิ่มโอกาสการจ้างงานวัยเก๋า

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ เครือข่ายคุณธรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 2 และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดตัว “โครงการ 60 พลัส มีงานทำ ล้ำคุณค่า” ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากแนวคิดของผู้นำคุณธรรมจากภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ เอกชน สถาบันการศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคม จำนวน 31 ท่าน ที่ได้นำประสบการณ์ การทำงานและความรู้ที่ได้รับจากการอบรม ซึ่งจัดโดย สถาบันวิทยาการคุณธรรม ภายใต้ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โดยได้นำปัญหาของการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบของประเทศไทยมาเป็นจุดตั้งต้นในการวิเคราะห์และหาทางออก หวังเป็นแรงกระเพื่อมไปสู่ผู้ประกอบการ ในการให้โอกาสและจ้างงาน ประชากรกลุ่มอายุ 60 ปี ขึ้นไปที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีความสามารถในการทำงานโดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษหรืองานในกลุ่มที่ขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งเป็นการช่วยลดความเลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ศูนย์คุณธรรมมีหลักสูตรการอบรมสำหรับกลุ่มผู้บริหาร ผู้นำระดับสูงขององค์กรภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ เอกชน สถาบันการศึกษาและองค์กรภาคประชาสังคม ชื่อว่า Moral Leaders Community Development Towards SDGs หรือเรียกย่อๆ ว่า MLC ซึ่งปัจจุบันได้จัดมาแล้ว 2 รุ่น มีผู้นำมาร่วมเรียนรู้ในโครงการประมาณ 30-35 คนต่อรุ่น ซึ่งในระหว่างการอบรมก็จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนและคิดโครงการที่จะขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม โดยศูนย์คุณธรรมจะมีบทบาทในการสนับสนุนให้กำลังใจและร่วมอยู่ในกระบวนการต่างๆ ของกลุ่มผู้นำ สำหรับ“โครงการ 60 พลัส มีงานทำ ล้ำคุณค่า” เป็นโครงการที่อยู่ในกระแสและสอดรับกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันที่เข้าสูงสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ศูนย์คุณธรรมเชื่อว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ในปัจจุบันนี้ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีความสามารถและยังทำงานเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้แน่นอน การที่ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะส่งผลต่อสุขภาพจิต เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นคนมีคุณภาพและมีคุณธรรม

รศ.ดร.ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์ ผู้ตรวจสภาวิศวกร สภาวิศวกร เปิดเผย ในฐานะของประธานรุ่น MLC 2 ว่าโจทย์และความท้าท้ายของผู้นำคุณธรรมทั้ง 31 คน ที่มาเรียนรู้ในหลักสูตรของศูนย์คุณธรรม คือการคิดโครงการที่จะทำร่วมกัน สำหรับรุ่นที่ 2 นี้โจทย์ของพวกเราคือ เราจะช่วยลดความเลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างไร พวกเราเห็นตรงกันว่า ปัญหาของผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเป็นปัญญาใหญ่ในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันนี้อายุเฉลี่ยของ

คนไทยอยู่ที่ 77 ปี คนมีชีวิตยืนและมีสุขภาพดี แต่ต้องเป็นคนว่างงานหลังอายุ 60 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป พวกเราผู้นำ MLC 2 จึงได้คิด “โครงการ 60 พลัส มีงานทำ ล้ำคุณค่า” ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการเปิดพื้นที่ให้กับ ประชากรกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้มีโอกาสทำงานสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเอง หรือนำความรู้ความสามารถมาทำงานอาสาสมัครให้กับสังคม อันจะช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นต่างๆ กับคนรุ่น 60 + อีกทั้งก็จะเป็นตัวเลือกให้กับผู้ประกอบการต่างๆ ที่ต้องการแรงงานประเภททำงานที่บ้าน สามารถจ้างงานผู้สูงวัยได้ โดยโครงการนี้จะทำงานร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุและภาคเอกชนในการจับคู่ คนหางานกับคนต้องการแรงงาน

นายทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการบริหารโรงเรียนเพลินพัฒนา ในฐานะรองประธานนิทรรศการ ของ MLC 2 กล่าวว่า ข้อดีในการจ้างแรงงานสูงวัยมีหลายประการณ์ เช่น ความเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบสูง นอกจากนี้ในหลายภาคส่วนอุตสาหกรรม ขาดแคลนแรงงานฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญ เช่น งานกลุ่มการศึกษา ช่าง วิศวกร พยาบาล งานบริการ งานคีย์ข้อมูล การตอบ Chat Online งานหลายอย่างสามารถทำงานจากที่บ้านได้ สะดวกทั้งนายจ้างและผู้ทำงาน ลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน โครงการนี้ยังมุ่งหวังให้กิดการขยายผล เกิดเป็นแพทตฟอร์มกลางของประเทศในการสร้างงานให้กับกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป รวมทั้งจะผลักดันข้อเสนอทางนโยบาย เช่น การตั้งกองทุน “งานสูงวัย” มาตรการทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการ รวมทั้งสนับสนุนให้ขยายเวลาเกษียณจากอายุ 60 ปี เป็น 65 ปี

รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาศิริราช คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในฐานะรองประธานวิชาการ กล่าวถึง การสร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมกับ “โครงการ 60 พลัส มีงานทำ ล้ำคุณค่า” ไว้ดังนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีอย่างมือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 และเป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆให้กับมนุษย์ทุกวัย รวมทั้งผู้สูงอายุ โครงการนี้ จึงได้ออกแบบสติกเกอร์ไลน์ที่เป็นเสมือนเพื่อนของผู้สูงวัยใช้ส่งต่อความรู้สึก สื่อสารกันในครอบครัว สังคม โดยการออกแบบได้นำพฤติกรรมประจำวันมาออกแบบให้น่ารักและตรงใจ ซึ่งทุกท่านสามารถโหลดสติกเกอร์ไลน์ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยรายได้จากการจำหน่ายสติกเกอร์นี้จะมอบให้กับศูนย์คุณธรรม นำไปใช้ในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมต่อไป นอกจากสติกเกอร์ไลน์แล้ว ทางโครงการยังได้ทำการเปิด Open Chat รองรับการพูดคุย การสอบถามข้อมูล เรื่องงาน การอาสาสมัคร การอบรม การดูแลสุขภาพ สำหรับผู้สูงวัย โดยมีอาสาสมัครมาช่วยกันทำหน้าที่ตอบแชท นอกจากนี้ทางโครงการยังได้สร้างสรรค์ตราสัญลักษณ์ ลำดวนชวนชมและลำดวนชวนชิม หากพบเห็นป้ายนี้เมื่อใด นั่นหมายความว่า สถานประกอบการแห่งนั้นมีการจ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป พวกเรา MLC 2 หวังว่าโครงการและกิจกรรมรูปธรรมเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุหลังเกษียณ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ประกอบการ นายจ้าง ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

ที่มา: สยามรัฐ, 1/10/2568

กสร.แจง ‘แคล-คอมพ์’ เลิกจ้าง 1,450 ชีวิต เป็นไปตาม กม. เร่งช่วยคุ้มครองสิทธิ-หางานรองรับ

ตามที่มีข่าวว่า บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานชาวต่างชาติ จำนวน 1,450 คน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปนั้น

วันนี้ (1 ตุลาคม 2568) นายเกษมสันต์ เครือเจริญ ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าว กสร.รับทราบเรื่องแล้ว โดยได้รับการประสานงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบุรี ว่า ได้รับแจ้งจากทางสถานประกอบการ (บริษัท แคล-คอมพ์ฯ) ว่า จะมีการเลิกจ้างพนักงาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ประกอบกับความผันผวนของอุปสงค์และจำนวนยอดคำสั่งซื้อ และด้วยบริษัทฯ มีแรงงานเกินความจำเป็นในบางสายการผลิต โดยบริษัทฯ มีพนักงานทั้งหมด 29,256 คน ซึ่งเฉพาะในสาขาเพชรบุรี มีพนักงานจำนวน 26,000 คน การเลิกจ้างจึงเป็นการปรับลดขนาดองค์กรให้เหมาะสม

“การเลิกจ้างครั้งนี้ บริษัทฯ ใช้วิธีคัดเลือกพนักงานที่มีอายุงานน้อย ระหว่าง 1-3 เดือน ซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติ คือ สัญชาติเมียนมาประมาณ 1,450 คน และได้หารือร่วมมายังสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย” นายเกษมสันต์ กล่าว

นอกจากนี้ นายเกษมสันต์ กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี จะต้องได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน โดยบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามสิทธิที่กำหนด พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม อาทิ ค่าเช่าบ้าน 1,000 บาท ค่าเดินทาง 300 บาท และเงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ

“ในการชดเชยการถูกเลิกจ้างจะต้องดูองค์ประกอบ ทั้งการชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเมื่อดูจากข้อเท็จจริงและเงื่อนไขแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้เบื้องต้นว่า บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกัน ยังได้พิจารณาถึงความเดือดร้อนของลูกจ้าง ซึ่งเป็นความช่วยเหลือที่สถานประกอบการได้ให้ความดูแลลูกจ้างเพื่อลดผลกระทบ” นายเกษมสันต์ กล่าว

นายเกษมสันต์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพนักงานชาวต่างชาติ สัญชาติเมียนมาที่ถูกเลิกจ้างครั้งนี้ เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของกรมการจัดหางาน (กกจ.) ดังนั้น ในส่วนของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีหลักในการคุ้มครองแรงงานด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติกับลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย โดยยืนยันได้ว่า แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในไทยสามารถได้รับความคุ้มครองและการดูแลเช่นเดียวกับคนไทย

“ทาง กสร. ได้ประสานไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ไม่ว่าจะเป็น กกจ. เพื่อประสานหาสถานที่ทำงานใหม่ให้กับกลุ่มลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง ซึ่งก็ได้มีการบรรจุงานเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทั้ง 1,450 คน โดยในวันนี้ ก็ได้มีการประสานไปยังสถานประกอบการอื่นๆ ที่มีความประสงค์จ้างงานกลุ่มนี้เพิ่มเติมอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงานได้ร่วมมือบูรณาการในการดูแลลูกจ้าง” นายเกษมสันต์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ หากแรงงานที่ถูกเลิกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมีข้อสงสัยด้านสิทธิและสวัสดิการ สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด โทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3 และเพจเฟซบุ๊ก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ที่มา: มติชนออนไลน์, 1/10/2568

สส.จันทบุรี พรรคประชาชน นำร่องดึงผู้หนีภัยเมียนมาดูงานเก็บลำไย จ.จันทบุรี หวังแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในการเก็บลำไยภาคตะวันออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายอมรศีล โค้วเนื่องศรี และทีมงานพรรคประชาชนจันทบุรีเขต 3 ได้นำตัวแทนผู้หนีภัยจากการสู้รบเมียนมาที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวจังหวัดตาก จ.แม่ฮ่องสอน จ.กาญจนบุรี และราชบุรี ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ประชุมที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว อ.สอยดาว พร้อมกับดูสวนที่เก็บลำไยและงานที่ล้ง TAY ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ ออกมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ให้สามารถออกมาทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรก โดยจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงงานทดแทนมาทำงานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยในภาคตะวันออก และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบได้รับการพัฒนาทักษะและมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในภาคเศรษฐกิจที่จำเป็น และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่น เกษตรกรและผู้นำไทยเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณามาตรการจ้างงานในอนาคต

The Border Consortium (TBC) ซึ่งเป็นองค์การที่ให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยจากการสู้รบจากเมียนมา ด้านปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางกลับมาตุภูมิ เป็นผู้รับผิดชอบและดูแลผู้หนีภัยจากการสู้รบตลอดระยะเวลาการศึกษาดูงานเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

ในกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว ดังนี้ นางสาวอนงค์นุช มีศิริ จัดหางานจังหวัดจันทบุรี, ปลัดอำเภอสอยดาว, นายเอนก ธรรมสุทธิ์ ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนสอยดาว, สมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา, ผู้ประกอบการล้งผลไม้ สายซื้อ-สายเก็บที่ต้องการแรงงาน, เกษตรกรชาวสวนลำไย และตัวแทนผู้หนีภัยจากการสู้รบเมียนมา

นายโรเบิร์ต ประธานคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง (KRC) หรือองค์กรสูงสุดของผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ลี้ภัยอยู่ประมาณ 180,000 คน และมีแรงงานที่สามารถออกมาทำงานได้ประมาณ 45,000 คน

นายณรงค์เวช ตัวแทนจากผู้ประกอบการ กล่าวว่า รายได้จากการเก็บลำไยจะขึ้นอยู่กับทักษะ ความสามารถและความขยัน โดยคนไทยที่มาทำงานได้ 1 เดือนกว่า มีรายได้เฉลี่ย 720 บาท/วัน ส่วนคนที่เริ่มชำนาญจะมีรายได้เฉลี่ย 450 – 500 บาท/วัน ส่วนคนกัมพูชาที่มีความเชี่ยวชาญจะมีรายได้เฉลี่ย 1,350 บาท/วัน

นอกจากนี้ ได้เสนอแนะถึงรายละเอียดที่ต้องคุยกับนายจ้างให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน เช่น อุปกรณ์ในการเก็บใครจะเป็นคนออกเงินให้ ค่าใช้จ่ายในการมาทำงาน ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพ ค่ารถในแต่ละวันให้ชัดเจน รวมถึงเรื่องที่พักแรงงานที่นายจ้างจัดหาให้ด้วย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 30/9/2568

สระแก้วนำร่องใช้แรงงานชาติพันธุ์กว่า 3 หมื่นคนมาทำงานอ้อยและเก็บลำไยในภาคตะวันออก ทดแทนแรงงานเขมรที่หายไป โดยจะเริ่มดำเนินการได้ภายในฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่จะถึงนี้

วันที่ 30 ก.ย.68 ที่ห้องประชุมสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย อ.คลองหาด จ.สระแก้ว นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานในการพูดคุยปรึกษาหารือกรณีนายมนตรี คำพล นายกสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย นำเอาตัวแทนชาติพันธุ์จาก 9 ศูนย์พักพิงในภาคเหนือ มาศึกษาดูงานการตัดอ้อยและเก็บลำไยในภาคตะวันออก ตามมติ ครม.สมัยนายก แพทองธารฯ โดยมีทั้ง ตัวแทน ตม.สระแก้ว,จัดหางานจังหวัดสระแก้ว.อุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว,สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว,ตัวแทนโรงงานน้ำตาลและตัวแทนชาวไร่อ้อย เข้าร่วมปรึกษาหารือในครั้งนี้ด้วย โดยในที่ประชุมมีมติร่วมกันว่า จะเริ่มดำเนินโครงการนี้ได้ภายในฤดูกาลเปิดหีบอ้อยนี้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันนายแอ วา ประธานศูนย์พักพิงสวนพึ่ง เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้มีโอกาสมาดูงานไร่อ้อย สวนลำไยของชาวไร่ไทยในภาคตะวันออก ชาวชาติพันธุ์มีความพร้อมสำหรับทำงานในไร่อ้อยและสวนลำใยและพอใจในค่าแรงที่จะได้รับ ส่วนเรื่องการสื่อภาษานั้นคงจะไม่มีปัญหามากนัก เพราะชาวชาติพันธุ์เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 20 ปีแล้ว อีกทั้งยังมีล่ามคอยแปลภาษาอีก

ส่วนนายมนตรี คำพล นายกสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับชาวไร่อ้อยและสวนลำไยในภาคตะวันออก ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับแรงงานของให้ประสานมายังสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยได้เลย เพราะทางสมาพันธ์ได้ประสานกับทางชาติพันธ์ุไว้ทั้งหมดแล้ว และได้ประชุมร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา: สยามรัฐ, 30/9/2568

เด็กจบใหม่เสี่ยงว่างงาน เพราะเศรษฐกิจชะลอ SCB EIC คาดปี 68 GDP ไทยโต 1.8% ปีหน้าเหลือ 1.5%

ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า แม้ว่าอัตราว่างงานใน “กลุ่มเด็กจบใหม่” หรือกลุ่มอายุ 15-24 ปีที่จบปริญญาตรีขึ้นไป มักอยู่ในระดับสูง แต่ล่าสุดตัวเลขนี้ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องโดยไตรมาส 2 ปี 68 สูงถึง 18.9% จากไตรมาส 1 ปี 68 อยู่ที่ 16.1%

จากข้อมูลนี้สะท้อนว่า เด็กจบใหม่เสี่ยงที่จะว่างงานสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ และถือว่าน่ากังวลมากเพราะถ้าไม่ได้ทำงานนาน ๆ ไป อาจทำให้ทักษะของพวกเขาลดลง ดังนั้นในภาพรวมอัตราการว่างงานของกลุ่มเด็กจบใหม่อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะปรับตัวดีขึ้น และภาครัฐควรให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ผ่านการส่งเสริมการ Reskill/Upskill เพื่อเพิ่มโอกาสหางานทำได้มากขึ้น

แต่ปัญหาของตลาดแรงงานไทย ไม่ใช่แค่กลุ่มเด็กจบใหม่เท่านั้น จากข้อมูลพบว่าอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมยังเร่งตัวขึ้นด้วย ขณะเดียวกันการจ้างงานเริ่มทยอยลดลงโดยเฉพาะในธุรกิจไทยที่เจอผลกระทบจากการส่งออกไปสหรัฐฯ และการแข่งขันที่สูงขึ้น ได้แก่

- ธุรกิจเสี่ยงสูง จ้างงานลดลง 2.6 แสนคน โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเล (กุ้ง) และยานยนต์

- ธุรกิจเสี่ยงปานกลาง จ้างงานลดลง 4.7 แสนคน โดยเฉพาะอุตสาหกรรม มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ปาล์มน้ำมัน, อาหารสัตว์เลี้ยง, ยานยนต์เชิงพาณิชย์, เหล็ก, ขนส่ง และโลจิสติกส์

(ข้อมูลการจ้างงานเดือน ก.ค. เทียบครึ่งปีแรก 2568)

ดังนั้นเมื่อผู้มีงานทำมีน้อยลง รายได้ก็อาจลดลงไปด้วย สะท้อนจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ค่าเฉลี่ยรายได้จากการทำงานครึ่งแรกปี 68 อยู่ที่เดือนละ 19,616 บาท/ครัวเรือน ซึ่งลดลงจากครึ่งแรกปี 66 อยู่ที่เดือนละ 20,799 บาท/ครัวเรือน

ยรรยง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องเจอความท้าทายอีกมาก โดยช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอลงจน GDP อาจโตต่ำ 1% และยังเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ทำให้ภาพรวม GDP ในปี 68 จะเติบโตเพียง 1.8% และปีหน้าจะชะลอตัวลงที่ 1.5%

ทั้งนี้ ปัจจัยภายนอกที่ไทยต้องเผชิญในช่วงที่เหลือของปีนี้คือ

1) การส่งออกจะหดตัวมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ ไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2569 หลังหมดแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งส่งออกสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษีทรัมป์ (เช่น อิเล็กทรอนิกส์และหมวดอื่น ๆ) รวมถึงปัจจัยพิเศษทองคำที่มีการส่งออกในสัดส่วนสูง

2) เงินบาทที่แข็งค่าทั้งเร็วและแรง ปัจจุบันแข็งค่ากว่า 8% ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 40 ที่ต้องให้ความสำคัญเพราะเงินบาทแข็งค่าไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว และยังกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อการท่องเที่ยวรวมถึงภาคการส่งออกของไทย

3) นักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว โดยข้อมูลล่าสุด 8 เดือนแรกปี 68 อยู่ที่ 23.45 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เช่น จีน (ลดลง 35%) และ อาเซียน (ลดลง 9%) ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น ญี่ปุ่น (เพิ่มขึ้น 18%), จีน (เพิ่มขึ้น 28%)

แต่ไทยยังมีปัญหาภายในประเทศหลายด้านทั้ง ตลาดแรงงานที่เปราะบาง ธุรกิจ SMEs ที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 แถมยังแข่งขันกับรายใหญ่ได้ยาก นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อจำกัดการคลัง แม้จะมี “โครงการคนละครึ่ง” แต่ด้วยวงเงิน 25,000 ล้านบาทอาจกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ติดปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะที่ใกล้แตะเพดาน

ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ รัฐบาลชุดใหม่ควรให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน 1) ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ 2) มาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องตรงจุด รวดเร็ว และนโยบายการเงินควรผ่อนคลาย 3) เอื้อภาคธุรกิจให้ดำเนินธุรกิจง่ายขึ้น

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 29/9/2568 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง