รัฐบาลลุยต้านแรงงานเด็ก จับมือเอกชนสร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา คุมเข้มห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปี คุ้มครองตามมาตรฐานสากล
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) วันที่ 12 มิถุนายนของทุกปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ปัจจุบันยังมีเด็กกว่า 138 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะแรงงานเด็ก และกว่า 54 ล้านคนทำงานในสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการ สะท้อนให้เห็นว่าการปกป้องสิทธิเด็กยังเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความเปราะบางของเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติ และเด็กไทยบางส่วนที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควรจากข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพครอบครัว
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการมีงานทำสำหรับนักเรียนและนักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำกว่า 56 แห่งทั่วประเทศ รองรับตำแหน่งงานมากกว่า 10,000 อัตรา เพื่อให้เยาวชนมีรายได้และประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ เพื่อยกระดับจากแรงงานไร้ฝีมือสู่แรงงานมีฝีมือ การบูรณาการความร่วมมือกับสถานศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคงในอนาคต
ในด้านการคุ้มครองสิทธิ กระทรวงแรงงานยังคงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงานอย่างเด็ดขาด ส่วนเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปี สามารถทำงานได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนด และต้องได้รับการคุ้มครองด้านสวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการทั่วประเทศประกาศตนเป็นสถานประกอบกิจการปลอดแรงงานเด็กและปลอดการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก
“รัฐบาลเชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ การป้องกันแรงงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการคุ้มครองสิทธิอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 14/6/2569
ธอส.ตั้งเป้าปี 2569 ปล่อยสินเชื่อ 247,000 ล้านบาท เล็งให้สินเชื่อกลุ่มฟรีแลนซ์เพิ่ม
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ให้สัมภาษณ์ถึงแผนดำเนินการของธอส. ว่า ปีนี้ ธอส.นอกจากมุ่งให้คนมีบ้านยังเน้นให้รักษาบ้านไว้ให้ได้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย หลังกระตุ้นผ่านโครงการ Quick win เร่งปล่อยสินเชื่อ จากติดลบ 7% ทำให้ โตได้ 5% ปีนี้ธอส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 247,000 ล้านบาท ตอนนี้ปล่อยสินเชื่อแล้ว 100,000 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลัง มั่นใจจะปล่อยได้ 150,000 ล้านบาท โดยจะเน้นนำข้อมูลพฤติกรรมการออมของลูกค้ามาใช้พิจารณา เพิ่มขึ้น และจะเพิ่มการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มอาชีพอิสระหรือ ฟรีแลนซ์มากขึ้น 10% เน้นบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท พร้อมยกระดับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ให้มีผลวิจัยที่เป็นประโยชน์ สนับสนุนการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ ธอส.เป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัย ที่ใครอยากมีบ้านต้องเข้ามาหาเป็นแบบ one stop service และเร็ว ๆ นี้จะมีโครงการใหม่ออกมาเพื่อช่วยแก้ไขซัพพลาย อสังหาฯ ที่มีอยู่มาก โดยผลิตภัณฑ์ที่จะออกมาจะพิจารณาจากข้อมูลชี้วัดที่หมาะสม และดูแลทุกกลุ่มวัย ทุกอาชีพ ปีนี้บ้านมือสองเป็นที่ต้องการ สัดส่วนปล่อยสินเชื่อคิดเป็น 60% ทั้งนี้ วางแผนขยายการดูแล 4.8ล้านครัวเรือน เป็นลูกค้า 6 ล้านครัวเรือนใน 5 ปี
ส่วน NPL ปีนี้ ตั้งไว้ที่ 5% โดยจะติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหาได้ทันทีไม่ให้เป็นหนี้เสียด้วยมาตรการต่างๆ ปรับค่างวดให้เหมาะสม ส่วนการดำเนินการซึ่งสอดรับนโยบายรัฐเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ธอส.ได้จัดสรรกรอบวงเงิน 32,000 ล้านบาท เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การออก ESG Bond หรือตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยถูก 1% คงที่ 3ปี สำหรับโครงการ โซล่ารูฟท็อป บ้านประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ ล่าสุด ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้ว 95,366.16 ล้านบาท สนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น100,424 บัญชี มั่นใจทั้งปี 2569 ปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เหตุมีปัจจัยบวกจากสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจากการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 400,000 ล้านบาท
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 14/6/2569
ปี 2570 รัฐบาลจะยกเลิกโครงการ “โรงเรียนสีขาว" มุ่งลดภาระงานเอกสาร
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการได้ออกคำสั่งด่วนที่สุด ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โดยให้มีผลผูกพันตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้า "ลดภาระครู คืนครูสู่ห้องเรียน" อย่างเป็นรูปธรรมและเด็ดขาด
นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 มุ่งเน้นไปที่การ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของครู ซึ่งที่ผ่านมา "โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข" แม้จะมีวัตถุประสงค์ที่ดีในการดูแลเยาวชน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีขั้นตอนและภารกิจด้านงานเอกสารจำนวนมาก ทำให้ครูต้องเสียเวลาไปกับการทำประเมินจัดทำรูปเล่มโครงการ แทนที่จะได้ใช้เวลาดังกล่าวไปพัฒนาการเรียนการสอนและดูแลช่วยเหลือเด็กนักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเต็มศักยภาพ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ครูควรอยู่กับนักเรียนมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ครูจำนวนมากต้องจมอยู่กับเอกสาร การประเมิน งานพัสดุ และโครงการซ้ำซ้อนจำนวนมาก จนไม่มีเวลาเตรียมการเรียนการสอน ซึ่งรัฐบาลเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของครูทั่วประเทศ จึงเดินหน้ายกเลิกโครงการในรูปแบบเดิมเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกโครงการนี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลละเลยปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา แต่เป็นการปรับรูปแบบการทำงานให้ทันสมัยขึ้น ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการรายงานผลและติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่สร้างภาระผูกพันเชิงธุรการแก่ครูอีกต่อไป
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 13/6/2569
รายงานสุขภาพคนไทย 2569 ชี้อายุยืนแต่ป่วยนาน 6.9 ปี ประชากรหดตัว-AI คุกคาม 4 อาชีพหลัก
ข้อมูลจาก "รายงานสุขภาพคนไทย 2569" จัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยภาพรวมที่น่าเป็นห่วงว่าแม้อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 75.6 ปี แต่ช่วงที่มีสุขภาวะที่แท้จริงอยู่เพียง 68.7 ปี หมายความว่าคนไทยต้องใช้ชีวิตในภาวะเจ็บป่วยหรือพึ่งพิงนานถึง 6.9 ปี โดยในผู้หญิงยาวนานถึง 9.6 ปี
ด้านโครงสร้างประชากร ปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าการเกิดแล้ว ประชากรเริ่มหดตัว และภายในปี 2578 คาดว่าวัยเด็กและวัยทำงานจะลดลงรวมกว่า 7 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านคน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจะเพิ่มจากร้อยละ 3.6 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 4.5 ในปี 2580 หรือจากราว 547,000 คน เป็นเกือบ 920,000 คน และไทยอาจต้องการผู้ดูแลที่บ้านกว่า 212,896 คนเพื่อรองรับสังคมสูงวัยดังกล่าว
รายงานยังชี้ให้เห็นปัญหาด้านการศึกษาและแรงงานที่น่าวิตก โดยพบว่าคนไทยทำงานไม่สอดคล้องกับสาขาที่เรียนมาสูงถึงร้อยละ 55.8 เกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ย OECD ที่ร้อยละ 31.7 ขณะที่คนไทยร้อยละ 74.1 มีทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรเป็น ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ โรงเรียนเกือบ 2,000 แห่งต้องปิดตัวและกว่า 8,000 แห่งถูกลดขนาดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลโดยตรงจากอัตราการเกิดที่ลดลง
ในส่วนของ AI รายงานระบุ 4 กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกทดแทน ได้แก่ งานเสมียนและเจ้าหน้าที่ มีความเสี่ยงร้อยละ 73 นักปฏิบัติการด้านเครื่องจักรในโรงงาน ร้อยละ 68 อาชีพงานพื้นฐาน ร้อยละ 62 และพนักงานบริการและพนักงานขาย ร้อยละ 57 ซึ่งแม้มีความเสี่ยงต่ำสุดในสี่กลุ่ม แต่มีจำนวนแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดกว่า 3.2 ล้านคน
รายงานสรุปว่าอนาคตของแรงงานไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า AI จะเก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าแรงงานไทยจะปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่ โดยทักษะที่จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดคือการคิดวิเคราะห์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทดแทนได้ยาก พร้อมเรียกร้องให้มีนโยบายเชิงรุกและบูรณาการตลอดช่วงชีวิตเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้น
รมว.แรงงาน ถก IOM ย้ำยกระดับบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ-คุ้มครองสิทธิคนทำงานในไทย
ที่สมาพันธรัฐสวิส นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หารือทวิภาคีกับ น.ส.เอมี อี. โป๊ป (Ms. Amy E. Pope) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ในห้วงการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILC) สมัยที่ 114 เพื่อกระชับความร่วมมือในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ โดยมี นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน น.ส.สดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ น.ส.ชญานันทน์ ฉัตรมาศ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) คณะผู้แทนถาวรฯ ณ นครเจนีวา ร่วมหารือด้วย ณ สำนักงานใหญ่ IOM นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
นายจุลพันธ์ ได้กล่าวชื่นชมความร่วมมืออันดีระหว่างไทยกับ IOM ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ และการส่งเสริมการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย มีระเบียบ และเป็นปกติ สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นทั้งประเทศต้นทางและปลายทางของการย้ายถิ่นฐาน การบริหารจัดการแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรอย่าง IOM
ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ได้นำเสนอประเด็นนโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญของไทย อาทิ การส่งเสริมเส้นทางที่ถูกกฎหมาย โดยไทยมุ่งมั่นส่งเสริมเส้นทางที่ถูกกฎหมายสำหรับแรงงานข้ามชาติเพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ โดยมีกรอบความร่วมมือด้านแรงงานผ่านบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม และประเด็นการคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยไทยยึดมั่นในการให้ความคุ้มครองที่เท่าเทียมแก่แรงงานทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งในด้านสภาพการทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงกลไกการคุ้มครองทางกฎหมาย
“ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติจากกัมพูชา ลาว และเมียนมา กว่า 1.5 ล้านคน ที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมของไทย รวมถึงประเด็นการพัฒนาทักษะ โดยไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งไทยและแรงงานข้ามชาติ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอนาคต โดยไทยมีความสนใจอย่างยิ่งในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาทักษะ การรับรองทักษะ และความพร้อมของแรงงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมถึงการขยายความร่วมมือในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติกลุ่มเปราะบางและการป้องกันการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์” นายจุลพันธ์ กล่าว
ในตอนท้าย นายจุลพันธ์ได้ใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้ IOM เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (29th ASEAN Labour Ministers Meeting) ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อร่วมกันยกระดับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานและการคุ้มครองแรงงานในภูมิภาคต่อไป
ที่มา: มติชนออนไลน์, 10/6/2569
เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการจัดสรรเงินกู้ กยศ. หลังหลักสูตรระยะสั้นด้านการบริบาลและดูแลผู้สูงอายุได้รับโควตากู้เพียง 7 คนต่อสถาบัน
นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาการบริบาลและสุขภาพประเทศไทย กรณีปัญหาการจัดสรรเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับผู้เรียนหลักสูตรระยะสั้นด้านการบริบาลและสุขภาพ ซึ่งส่งผลให้นักเรียนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนทางการศึกษาได้
นายปริญญา กล่าวว่า เข้าใจข้อจำกัดด้านงบประมาณของ กยศ. แต่พบว่าหลักสูตรระยะสั้นของโรงเรียนบริบาล ซึ่งใช้เวลาเรียนเพียง 6 เดือน และเป็นการกู้ยืมในระยะเวลาสั้นกว่าหลักสูตรทั่วไป กลับได้รับการจัดสรรสิทธิ์กู้ยืมในจำนวนจำกัด โดยบางสถาบันได้รับโควตาเพียง 7 คนเท่านั้น
ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้หารือกับ กยศ. หลายครั้ง เพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับแนวทางการจัดสรรงบประมาณ เนื่องจากมองว่าเป็นการจำกัดโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งบุคลากรด้านการดูแลผู้สูงอายุยังเป็นที่ต้องการอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นายปริญญา ระบุว่า นักเรียนจำนวนไม่น้อยมีความประสงค์จะเข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้ กยศ. อีกทั้งผู้กู้ในหลักสูตรระยะสั้นยังสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รวดเร็ว และชำระคืนเงินกู้ได้ภายในระยะเวลาไม่นาน จึงเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามหลักความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อให้คนไทยที่ต้องการเรียนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างแท้จริง
ด้านนายสงกรานต์ วงษ์ธรรม นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาการบริบาลและสุขภาพประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียนในหลักสูตรระยะสั้นด้านการบริบาลและสุขภาพกว่า 700 คน ที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ กยศ. ได้ เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง
นายสงกรานต์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล และ กยศ. เพื่อขอให้ทบทวนการจัดสรรงบประมาณ แต่ได้รับคำชี้แจงว่าสามารถจัดสรรสิทธิ์กู้ยืมได้เพียง 7 คนต่อสถาบันทั่วประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 14 ล้านคน ขณะที่สถานพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และสถานประกอบการด้านสุขภาพ ยังคงมีความต้องการบุคลากรด้านการบริบาลจำนวนมาก การสนับสนุนให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาในหลักสูตรระยะสั้นจึงเป็นการลงทุนที่ใช้งบประมาณไม่สูง และสามารถสร้างกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างรวดเร็ว
นายสงกรานต์ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแล กยศ. เร่งพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา เนื่องจากหากพ้นกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้ นักเรียนจำนวนมากอาจหมดสิทธิ์เข้าถึงเงินกู้และสูญเสียโอกาสทางการศึกษา
ขณะที่นายปริญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหลักสูตรระยะสั้นสามารถเข้าถึงเงินกู้ได้มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อจำกัดด้านการจัดสรรงบประมาณ จึงอยากให้รัฐบาลกลับมาทบทวนแนวทางดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพแรงงานผ่านหลักสูตรระยะสั้นอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้มีการติดตามปัญหาการเข้าถึงเงินกู้ กยศ. ในทุกระดับการศึกษา ไม่เฉพาะหลักสูตรระยะสั้นเท่านั้น เพื่อให้กองทุนสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 10/6/2569
กยศ. ปรับปรุงระบบคำนวณหนี้ใหม่กว่า 3.9 ล้านบัญชีเสร็จสิ้น พร้อมเร่งแก้ไขปัญหายอดหนี้คลาดเคลื่อนประมาณ 2 แสนบัญชี
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ปรับปรุงระบบการคำนวณหนี้ใหม่ของผู้กู้ยืมเงินจำนวนกว่า 3.9 ล้านบัญชีเสร็จสิ้น โดยแสดงข้อมูลทางแอปพลิเคชัน กยศ.Connect เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 พร้อมชี้แจงกรณีผู้กู้ยืมเงินร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าปิดบัญชีแล้วยอดหนี้กลับเข้ามาในระบบ หรือบางรายมียอดหนี้เพิ่มขึ้นหลังการปรับปรุงระบบดังกล่าว โดย กยศ. จะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว
กยศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการคำนวณหนี้ใหม่ (Recalculation) เสร็จสิ้นแล้วจำนวนกว่า 3.9 ล้านบัญชี โดยได้นำข้อมูลขึ้นแอปพลิเคชัน กยศ.Connect เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีรายการบัญชีของผู้กู้ยืมเงินที่ได้แสดงผลในแอปพลิเคชัน กยศ.Connect ซึ่งยังมีความคลาดเคลื่อนอีกจำนวนประมาณ 2 แสนบัญชี ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน กยศ. จึงแก้ไขโดยนำข้อมูลสถานะยอดหนี้เดิมของผู้กู้ยืมเงินประมาณ 2 แสนบัญชีดังกล่าวที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้กลับมาแสดงในหน้าแอปพลิเคชัน กยศ.Connect ของผู้กู้ยืมเงินกลุ่มนี้ไปก่อน โดย กยศ. จะแสดงข้อความว่า “กยศ. อยู่ระหว่างปรับปรุงยอดหนี้ของท่าน ทั้งนี้ เมื่อปรับปรุงเรียบร้อยแล้วจะแสดงให้ทราบอีกครั้งเมื่อระบบพร้อมให้บริการ หากจะปิดบัญชีให้ติดต่อ กยศ.”
กยศ. ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะเร่งปรับปรุงระบบแสดงยอดหนี้เพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินทุกท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด ทั้งนี้ หากท่านมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ไลน์บัญชีทางการ กยศ. หรือ โทร. 0 2016 4888
เร่งอัปสกิลอาชีวะไทย จับมือจีนขยายความร่วมมือ 210 สาขา ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต ชูสูตร 3 ภาษา พ่วง AI ปั้นกำลังคนคุณภาพ ตั้งเป้า 1 ล้านคนใน 5 ปี
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าพัฒนากำลังคนไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้ “โครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอาชีวศึกษาไทย เชื่อมโยงการเรียนการสอนกับภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสการมีงานทำของผู้เรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา ครั้งที่ 6 (The 6th Workshop on China - Thailand Vocational Education Cooperation "210 Majors" Project) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสถาบันขงจื่อ เส้นทางสายไหมทางทะเล ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษาจากไทยและจีนเข้าร่วม
ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดโครงการอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา โดยมุ่งพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผ่านแนวคิด “3+1” หรือการเสริมทักษะภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ควบคู่กับความรู้ด้าน AI เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้เรียนให้สามารถทำงานในสถานประกอบการไทยและจีน รวมถึงรองรับความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายและพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบราง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รวมถึงภาคบริการและการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ประเทศไทยมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคอุตสาหกรรมไทยและจีน ตั้งแต่การร่วมออกแบบหลักสูตร การสนับสนุนการฝึกงาน ไปจนถึงการจ้างงานหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทั้งความรู้ทางวิชาชีพ ประสบการณ์จากสถานประกอบการจริง และทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาระหว่างไทยและจีนได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2561-2567 ฝ่ายจีนได้สนับสนุนทุนการศึกษาภายใต้โครงการทวิวุฒิไทย-จีน รวมทั้งสิ้น 3,421 ทุน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทวิวุฒิไทย-จีน จำนวน 19 สาขาวิชา และเริ่มจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นมา
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายยกระดับอาชีวศึกษาไทยภายใต้นโยบาย ‘All for Education’ เพื่อพัฒนากำลังคนคุณภาพจำนวน 1 ล้านคนภายใน 5 ปี พร้อมผลักดันนโยบาย AI Literacy ให้ครูและผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ความร่วมมือไทย-จีนครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับทั้งความรู้ ทักษะวิชาชีพ ประสบการณ์จากสถานประกอบการ และคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับ เพิ่มโอกาสในการมีงานทำและสร้างรายได้ที่มั่นคง สอดคล้องกับแนวคิด ‘ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ’ และตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศในระยะยาว” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 9/6/2569
สมาคมลูกจ้างส่วนราชการฯ ยื่นร่าง พ.ร.บ. เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลฯ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ลดเหลื่อมล้ำหลังเกษียณ
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี สัณห์ พิยะ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รับการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือนและผู้ได้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน พ.ศ. .... พร้อมเอกสารลายมือชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 13,983 รายชื่อ จากนายวิชาญ ชัยชมภู นายกสมาคมลูกจ้างส่วนราชการและผู้รับบำเหน็จรายเดือน พร้อมคณะ
นายวิชาญ กล่าวว่า สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ไม่ได้บังคับใช้ครอบคลุมถึงผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือน นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่ลูกจ้างประจำได้รับสิทธิประโยชน์หลังเกษียณน้อยกว่าข้าราชการ โดยเฉพาะการไม่มีสิทธิค่ารักษาพยาบาล การได้รับเงินตกทอดกรณีเสียชีวิตเพียง 15 เท่า ในขณะที่ข้าราชการได้รับถึง 30 เท่า รวมถึงการไม่มีเงินบำเหน็จดำรงชีพก้อนแรก จนทำให้ต้องนำบำเหน็จไปค้ำประกันเงินกู้และแบกรับภาระดอกเบี้ยเอง ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมและองค์กรต่าง ๆ ของลูกจ้างได้ยื่นข้อเรียกร้องอย่างสันติวิธีมานานกว่า 17 ปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือนทั้งรายเก่าและรายใหม่รวมกว่า 139,000 คน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการตรากฎหมายฉบับนี้จะไม่เป็นภาระงบประมาณระยะยาว เนื่องจากภาครัฐได้ยกเลิกการบรรจุลูกจ้างประจำเพิ่มตั้งแต่ช่วงปี 2540 ถึง 2542 ทำให้อัตรากำลังและงบประมาณส่วนนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และคืนสิทธิความคุ้มครองที่เท่าเทียมให้แก่ผู้ปฏิบัติงานสนับสนุนภาครัฐในวัยหลังเกษียณ
ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองฯ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของลายมือชื่อทั้งหมด ก่อนเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งหากร่างกฎหมายดังกล่าวมีความถูกต้องครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะเข้าสู่กระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในขั้นตอนต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/6/2569
ประกันสังคม เร่งตรวจสอบ รพ.จ่ายยาต้าน HIV น้อยลง กระทบผู้ประกันตน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีมีผู้ประกันตนออกมา เปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าตนเป็นผู้ติดเชื้อ HIV และล่าสุดเมื่อไปรับยาต้านไวรัสที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ประกันสังคม ได้ยาไม่ครบตามที่หมอสั่ง ต้องไป ๆ กลับ ๆ โรงพยาบาลถึง 7 เที่ยว นั้น
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบในรายละเอียดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาอะไร สามารถดำเนินการจัดส่งยาได้ตามปกติ สำหรับผู้ประกันตนรายใดที่มีปัญหาเรื่องของยาต้านไวรัส HIV สามารถประสานเข้ามา ได้ที่สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์กลุ่มงานยา โทร 02-9562500 ซึ่งจะดำเนินการจัดหายาต้านไวรัส HIV ให้กับผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยาต้านไวรัส HIV ไม่ได้ขาดแคลน แต่อาจเกิดจาการบริหารจัดการจ่ายยาเฉพาะในบางโรงพยาบาลเท่านั้น โดยภาพรวมโรงพยาบาลส่วนมากยังจ่ายยาต้านไวรัส HIV ได้ตามปกติ
“รัฐบาลสนับสนุนการรณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ HIV พร้อมทั้งเข้าใจผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งที่ผ่านมาทุกรัฐบาล และทุกภาคส่วนมีความพยายามที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อลง ควบคู่กับการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับยาต้านไวรัส HIV อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท ที่ได้บรรจุสิทธิประโยชน์การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ เพื่อให้เข้าถึงการรักษาและบริการอย่างเท่าเทียม”นางสาวพลอยทะเล กล่าว
