วอนรัฐบาลเร่งยกระดับสวัสดิการ “พนักงานจ้างเหมาบริการ” หลังได้รับผลกระทบค่าครองชีพสูง
นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อเรียกร้องรัฐบาลยกระดับสวัสดิการพนักงานจ้างเหมาบริการภาครัฐ เกือบ 1 ล้านคน ว่า ปัจจุบัน พนักงานกลุ่มนี้กำลังประสบปัญหาในการดำรงชีวิต เนื่องจาก ค่าครองชีพและรายจ่ายที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎร เพิ่งผ่านความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. .... โดยมีการเพิ่มวันหยุดและวันลาให้กับกลุ่มพนักงานจ้างเหมาบริการ แต่ในด้านค่าจ้างและสวัสดิการอื่น ๆ นั้น ยังมีความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมกับหน้าที่ ภารกิจ และภาระงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น ตนขอเรียกร้องไปยัง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงแรงงาน สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง เพื่อผลักดันให้มีการขับเคลื่อนให้พนักงานจ้างเหมาบริการภาครัฐกลุ่มนี้ ถูกจัดให้เป็น “กลุ่มลูกจ้างกลุ่มพิเศษ” ซึ่งจะส่งผลให้ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่ดีขึ้นกว่าเดิม และเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในสภาวะปัจจุบัน
นายอานุภาพ กล่าวถึงวิกฤตลิ้นจี่พันธุ์ค่อมลำเจียก ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงคราม ว่า ลิ้นจี่สายพันธุ์นี้มีรสชาติอร่อยกว่าที่อื่น เนื่องจากเป็น สายพันธุ์ดั้งเดิมและเป็นผลไม้เฉพาะถิ่น ของจังหวัด โดยปกติจะให้ผลผลิตในช่วงเดือน เม.ย. ถึง พ.ค. แต่ปัจจุบันเกษตรกรกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงคราม ไม่สามารถออกผลผลิตได้ เกษตรกรต้องแบกรับภาระทั้งค่าปุ๋ยและค่ายา บางรายทนรับภาระไม่ไหวจึงต้องตัดสินใจ โค่นต้นทิ้ง แล้วหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ทั้งนี้ ตนกังวลว่า หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมลำเจียก ซึ่งมีต้นกำเนิดจากสมุทรสงครามอย่างแท้จริง อาจจะหมดไปอย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้น ตนขอเรียกร้องไปยังกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการ ศึกษา วิจัย และพัฒนา สายพันธุ์ลิ้นจี่ค่อมลำเจียกนี้ เพื่อให้สามารถให้ผลผลิตได้ในทุกปี ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้ง และที่สำคัญที่สุดคือเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ลิ้นจี่พื้นถิ่น ของจังหวัดสมุทรสงครามไว้ได้
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 12/10/2568
รมว.ศธ.สั่งเร่งปรับปรุงบ้านพักครู - โครงสร้างพื้นฐาน เฟสแรก 13,000 หลัง
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและการศึกษาเพื่อการมีงานทำ โดยระบุว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อน ปัญหา และอุปสรรคของการจัดการศึกษาในจังหวัดตาก เพราะเข้าใจดีว่าแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างทางภูมิประเทศ และตัวผู้เรียนเอง เช่นพื้นที่ตาก ที่มีลักษณะเป็นทั้งที่ราบและภูเขาสูง ห่างไกล
รวมทั้งมีนักเรียนหลายชาติพันธุ์ ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่มีความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โดมเอนกประสงค์ สำหรับจัดการเรียนรู้ กิจกรรมดนตรี กีฬา เป็นศูนย์กลางการจัดงานวันครู และสนับสนุนงานของชุมชน, โรงอาหาร ที่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน, ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ, ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้, ถังเก็บน้ำไว้ใช้ในโรงเรียนและ ศศช., หอนอนสำหรับนักเรียนที่มีบ้านอยู่ห่างไกลทุรกันดาร จำเป็นต้องพักนอนในโรงเรียนซึ่งอยู่ในตัวอำเภอ
จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำการสำรวจจำนวนโรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากมติคณะรัฐมนตรี ในการยกเลิกค่าอาหาร 20 บาท สำหรับนักเรียนพักนอนในโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่พิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อของบกลางมาเยียวยาในเบื้องต้น และนำไปบรรจุในแผนงบประมาณปี 2570 ต่อไป เช่นเดียวกับข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลาง 2551 ให้มีความทันสมัยต่อเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ถือว่าต้องดำเนินการโดยเร็ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับหลักเกณฑ์การประเมินครูพื้นที่สูงและทุรกันดาร ที่จะต้องมีเกณฑ์พิเศษหรือประเมินเชิงประจักษ์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูฯ ที่ต้องดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งในเรื่องของบ้านพักครู ที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีได้กำชับและให้ความสำคัญเพื่อให้ครูได้อยู่อย่างปลอดภัย และมีกำลังใจในการสอน
โดยเฟสแรกในปีนี้ จะเร่งดำเนินการปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและครูยังอาศัยอยู่ 13,000 หลัง (จากทั้งหมด 14,000 หลัง) และบรรจุเป็นแผนพัฒนาปรับปรุงปีงบประมาณ 2570 ให้ครบทั้งหมด 40,000 หลังต่อไป นอกจากนี้ จะผลักดันให้ครูได้รับสิทธิ์ซื้อบ้านในโครงการของการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้ครูที่มีกำลังและต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ได้สิทธิ์ซื้อราคาถูกและดอกเบี้ยต่ำอีกด้วย
ที่มา: NBT Connext, 11/10/2568
ประกันสังคมย้ำ “บำนาญชราภาพใหม่ สูตร Care” ผู้ประกันตนได้บำนาญอยู่แล้วเงินไม่ลด
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39” เพื่อชี้แจงและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงสูตรการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ โดยมีการนำเสนอ “สูตร Care” ซึ่งเป็นสูตรใหม่ที่สำนักงานประกันสังคมกำลังศึกษาและพิจารณานำมาใช้ในอนาคต โดยมีคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกว่า 300 คน
น.ส.บุปผา เรืองสุด เลขาธิการสํานักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้มีการพิจารณาปรับปรุง สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณ บำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ และผู้แทนสปส. ร่วมกันศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตน รวมถึงศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านจากการปรับสูตรบำนาญที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยการคำนวณเงินบำนาญสูตร Care (Career Average Revalued Earnings) หรือการคำนึงฐานเงินเดือนเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาการทำงานของผู้ประกันตน แทนการคำนวณจากฐานเงินเดือนช่วงท้ายของการทำงานตามระบบเดิม ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการปรับสูตรบำนาญ ก็เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนที่กำลังจะเข้าสู่วัยของผู้สูงอายุ เพื่อความมั่นคง มีรายได้หลังการเกษียณจากการทำงาน ซึ่งเราดูความสอดคล้องทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม และดูในเรื่องของความเป็นสากล ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่มีความมั่นคงทางด้านการประกันสังคม เขาก็ได้มีการปรับสูตรเป็นสูตร Care ที่เรานำมาทำการประชาพิจารณ์ในวันนี้
บางคนมีความกังวลว่า เงินจะได้รับในส่วนนี้จะลดลง ซึ่งพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน อย่างในช่วง 5 ปีแรกของการมีผลบังคับใช้ ถ้าเกิดว่ามีท่านใดได้รับเงินชราภาพลดลง ก็จะมีการชดเชยเพิ่มเติมให้
สำหรับทุกความเห็น มีส่วนสำคัญที่เราจะนำไปพิจารณาในการปรับปรุงสูตรที่เรากำลังดำเนินการอยู่ พอวิเคราะห์เสร็จก็จะนำเข้าสู่บอร์ดประกันสังคม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการปรับปรุงร่างตามผลการประชาพิจารณ์ที่ให้ประชาชนทำช่วงวันที่ 1-17 ตุลาคมนี้ แล้วก็นำไปสู่การเสนอเป็นกฎกระทรวง และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย จากนั้นจะมีผลบังคับใช้ต่อไป ส่วนระยะเวลาการบังคับใช้หลังได้รับความคิดเห็น เราไม่อยากยืนยันว่ามีผลวันไหน เพราะว่ายังมีกระบวนการที่จะต้องเสนอเข้าครม. ด้วย
เลขาธิการสปส. กล่าวย้ำว่า ถ้ามีการบังคับใช้ในกฎหมายแล้ว ถ้าคนไหนได้เงินเพิ่มขึ้นจากสูตรใหม่ จะได้รับการปรับเพิ่มโดยอัตโนมัติ แต่การที่เราเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มันต้องมีเรื่องของรายได้ และความเสถียรภาพของกองทุนด้วย ส่วนเรื่องเงินส่งประกันสังคม เราเพิ่มเพดานของการส่ง จากเดิม 15,000 ให้มากขึ้น แต่อัตราการจ่ายยังเท่าเดิมที่ 5% อันนี้ไม่ใช่การปรับเพิ่มเงินสมทบ เพราะยังคงอัตราเดิมเอาไว้
“ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว จะไม่มีใครได้รับเงินบำนาญลดลง หากสูตรใหม่ได้เพิ่มขึ้น จะได้รับการปรับเพิ่มเงินบำนาญอัตโนมัติ ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสูตรใหม่ที่ทำให้ได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าสูตรเดิมในช่วงเปลี่ยนผ่าน คือ ผู้ที่จะเกษียณเริ่มรับเงินบำนาญภายใน 5 ปี ตั้งแต่กฎหมายมีผลใช้บังคับ สำนักงารประกันสังคมจะชดเชยส่วนต่างของเงินบำนาญตามที่กำหนดให้ผู้รับบำนาญไปตลอดชีวิต” น.ส.บุปผากล่าว
ด้านนางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงแรกของการบังคับใช้กฎหมายปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพ ใหม่จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ โดยกลุ่มที่ได้รับบำนาญอยู่แล้ว จะคิดคำนวณทั้งแบบสูตรเก่าและสูตรใหม่ หากสูตรใหม่ให้ยอดเงินที่สูงกว่าเดิม จะมีการปรับยอดให้ได้รับในอัตราใหม่ที่สูงกว่าโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคำนวณแล้วได้ต่ำกว่าที่เคยได้รับอยู่ก็จะยังคงได้รับเงินในอัตราเท่าเดิม
สำหรับกลุ่มเกษียณใหม่ที่จะได้รับบำนาญในช่วงเปลี่ยนผ่าน คือ 1-5 ปีแรกของการใช้สูตรใหม่ หากคำนวณแล้วสูตรใหม่ได้รับลดลง จะมีการเยียวยาส่วนต่างที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มที่เริ่มรับบำนาญในปีแรก หากสูตรใหม่ได้ลดลง ก็จะชดเชยส่วนต่างให้ 100 % เพื่อให้ได้เท่ากับบำนาญสูตรเดิม โดยจะได้รับยอดเงินบำนาญนี้ตลอดชีวิต กลุ่มที่เกษียณในช่วงปีที่ 2 ของการใช้สูตรใหม่ ชดเชยส่วนต่าง 80 % เกษียณช่วงปีที่ 3 ชดเชยส่วนต่าง 60 % เกษียณช่วงปีที่ 4 ชดเชยส่วนต่าง 40 % เกษียณช่วงปีที่ 5 ชดเชยส่วนต่าง 20 % ส่วนผู้ที่เกษียณหลังจาก 5 ปีแรกไปแล้ว จะไม่ได้รับเงินชดเชยส่วนต่างนี้
“หากมองในระยะยาวแล้ว สูตรใหม่จะไม่น้อยกว่าสูตรเดิม และอาจจะเยอะกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากจะมีการนำค่าจ้างที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมไปแปลงให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน ณ วันที่ผู้ประกันตนเกษียณ ก่อนนำไปคำนวณบำนาญ” นางนิยดากล่าว
อนึ่ง สำนักงานประกันสังคมได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ได้ที่ www.law.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชัน Line Official Account ของสำนักงานประกันสังคม ระหว่างวันที่ 1 – 17 ตุลาคม 2568
ประชุม คกก.แพทยสภา เสนอ 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปี 2569 เน้นจังหวัดขาดแคลน เพิ่มค่าตอบแทน
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 10/2568 ได้นำเสนอที่ประชุมถึงสถานการณ์และแนวทางการจัดสรรแพทย์ผู้ทำสัญญาชดใช้ทุนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันในการกระจายแพทย์ลดปัญหาขาดแคลนในบางพื้นที่ โดยขณะนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ปฏิบัติงานจริง 25,490 คน หรือ 72% ของกรอบอัตรากำลังแพทย์ปี 2565-2569 ที่มี 35,578 อัตรา โดยเขตสุขภาพที่ 2, 4 และ 8 มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงเพียง 61%, 63% และ 66% ตามลำดับ และมี 10 จังหวัด ที่มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงน้อยกว่า 60% ได้แก่ บึงกาฬ 44% สระแก้ว 48% เลย 54% อ่างทอง, แม่ฮ่องสอน 55% ตาก, เพชรบูรณ์, ปทุมธานี 58% ระนองและน่าน 59% หากเทียบสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร จังหวัดที่ขาดแคลนแพทย์มากที่สุด คือ บึงกาฬ สมุทรปราการ หนองบัวลำภู นครพนม นนทบุรี สระแก้ว เลย ชัยภูมิ และแม่ฮ่องสอน ขณะที่แนวโน้มแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นจาก 789 คน ในปีงบประมาณ 2563 เป็น 1,201 คน ในปีงบประมาณ 2567
นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาในการจัดสรรพื้นที่ปฏิบัติงานของแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ในปี 2568 พบว่า เมื่อจัดสรรให้เขตสุขภาพที่ 8 และ 10 เต็มศักยภาพ ทำให้บางเขตสุขภาพ เช่น เขตสุขภาพที่ 4, 5 และ 6 ได้รับแพทย์ไปฝึกเพิ่มพูนทักษะปีที่ 1 ไม่เพียงพอ จึงต้องจัดสรรทดแทนด้วยแพทย์ที่ไม่ใช่ทุนรัฐบาลและแพทย์นอกสังกัด (ฝากฝึก) รวมถึงมีแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ที่ผ่านการคัดเลือกและได้จัดสรรโควตาแล้ว แต่คุณสมบัติไม่ครบถ้วนจํานวนมาก ทําให้โควตาในบางเขตสุขภาพลดลงในรอบจัดสรรปกติ ต้องจัดสรรทดแทนในรอบพิเศษและหลังรอบพิเศษ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนวทางการจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปีงบประมาณ 2569 คือ 1) ปรับการจัดสรรให้พื้นที่ขาดแคลนเป็นอันดับแรก โดยมองภาพรวมเป็นระดับจังหวัด 2) ปรับระเบียบการจัดสรรทุน เช่น ทุนโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) / โครงการกระจายแทพย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) สามารถข้ามเขตหรือจังหวัดไปยังจังหวัดที่ขาดแคลนแพทย์ได้ หรือปรับกฎระเบียบการชดใช้ทุน 3) ใช้หลักการ One Province/One Region One Hospital จัดสรรอัตรากำลังแพทย์ในภาพรวม แพทย์ทั่วไปหรือเฉพาะทางสามารถย้ายข้ามอำเภอหรือจังหวัดมาช่วยเหลือในพื้นที่ขาดแคลน 4) สนับสนุนเรื่องค่าตอบแทน/ความก้าวหน้าขั้นพิเศษ โดยเน้นพิจารณาภาระงานและผลจากการทำงาน ให้พื้นที่ขาดแคลนแพทย์และมีภาระงานมากได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ 5) สร้างแรงจูงใจเข้ารับการศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางในพื้นที่ขาดแคลนแพทย์เป็นกรณีพิเศษ เช่น การศึกษาต่อที่ใช้ระยะเวลาชดใช้ทุนสั้นลง หรือมีคะแนนพิเศษในการเข้ารับการศึกษาต่อ และ 6) สนับสนุนงบประมาณในภาพรวม เช่น กองทุนระดับเขตเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนหรือช่วยสนับสนุนการทํางานในส่วนของแพทย์ในพื้นที่ขาดแคลนมากขึ้น
"นักศึกษาแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาปี 2568 (ปีงบประมาณ 2569) มี 2,795 คน คณะกรรมการจัดสรรฯ อนุมัติโควตาเมื่อ วันที่ 5 กันยายน 2568 ให้กระทรวงสาธารณสุข 1,980 อัตรา อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 1,973 อัตรา จึงได้เสนอว่าพื้นที่ขาดแคลนแพทย์ให้มีมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน, ทำงานครบ 2 ปี เลือกศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาหลักได้ หากทำงานครบ 3 ปี เลือกได้ทั้งสาขาหลักและสาขารอง, ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรทุนรัฐบาล CPIRD, ปรับเปลี่ยนการหมุนเวียนของแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ไปยังพื้นที่ขาดแคลนหรือต้องการเพิ่มศักยภาพในพื้นที่ และเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ส่วนพื้นที่ไม่ขาดแคลน ให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนในปี 2 และ 3 สามารถมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปได้ และปรับการจัดสรรแพทย์เพิ่มพูนทักษะในปี 2 และ 3" นพ.สมฤกษ์กล่าว
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 11/10/2568
เตรียมเสนอให้ จ.ระนอง เป็นเมืองต้นแบบการบริหารแรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืน
นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน ในคณะ กมธ. การแรงงาน วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณาความคืบหน้าของคณะทำงานศึกษาแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ณ จังหวัดระนอง ว่า แรงงานต่างด้าวมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดระนอง โดยเฉพาะแรงงานสัญชาติเมียนมาในภาคการเกษตร ประมง และก่อสร้าง ซึ่งสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี จังหวัดระนองมีพื้นที่ชายแดนติดเมียนมา 169 กิโลเมตร เป็นประตูสำคัญในการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเข้าสู่ประเทศไทย โดยผลการศึกษา พบว่า จังหวัดระนองมีแรงงานต่างด้าวกว่า 39,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา โดยมีปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การทำงานต้องห้ามตามกฎหมาย และปัญหาสังคมจากการอยู่อาศัยหนาแน่น นอกจากนี้ ยังพบภาระด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา เช่น การแบกรับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเฉลี่ยกว่า 5 ล้านบาท และการขาดงบประมาณสนับสนุนการเรียนรู้ของบุตรแรงงานต่างด้าว ในด้านนโยบาย การบังคับใช้กฎหมายแรงงานยังไม่ครอบคลุม ทั้งในส่วนของการคุ้มครองนายจ้างและลูกจ้าง ระเบียบการนำเข้าแรงงานแบบ MOU มีความซับซ้อนและใช้เวลานาน ขณะที่หน่วยงานตรวจแรงงานมีบุคลากรจำกัด ด้านเศรษฐกิจ แรงงานต่างด้าวช่วยเพิ่มผลิตผลและความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่ออาชีพคนไทยและภาระโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนด้านสังคม ปัญหาทัศนคติเชิงลบ อุปสรรคด้านการสื่อสารข้ามภาษา ความแออัด และความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ
นายนิรุตติ กล่าวด้วยว่า จากผลการศึกษาดังกล่าว อนุ กมธ. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการแรงงานต่างด้าว 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.การจัดตั้ง กรมการจัดหางานแรงงานต่างด้าว เพื่อดูแลอย่างเฉพาะด้าน 2. การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มบริหารแรงงานต่างด้าวแบบบูรณาการ 3. การส่งเสริมการนำเข้าแรงงานกลุ่ม 3D ผ่านระบบ MOU 4. การปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่ 5. ศึกษาระบบจ้างแรงงานต่างด้าวของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปรับใช้ 6. การพัฒนาทักษะภาษาให้แรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว เพื่อการสื่อสารในภาคบริการ และ 7. การส่งเสริมให้จังหวัดระนอง เป็นเมืองต้นแบบการบริหารแรงงานต่างด้าว (SEC City Model) เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 11/10/2568
ผู้ประกอบการจ้างแรงงานค่ายผู้ลี้ภัยน้อย ผ่านไป 10 วันมีแค่ 200 คน
10 ตุลาคม 2568 นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการอนุญาตให้ผู้หนีภัยจาการสู้รบในค่ายพักพิงชายแดนไทย-พม่า 9 แห่ง ออกมาทำงานในประเทศไทยโดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นมาว่า ตอนนี้ยังได้รับความนิยมน้อยอยู่ ซึ่งไม่เข้าใจว่านายจ้างติดขัดอะไร เพราะจริงๆแล้วความต้องการแรงงานก็ยังสูง แต่ขณะนี้มีแจ้งเข้ามาแค่เพียง 200 คน จากคนงานที่พร้อมจะออกไปทำงานกว่า 1 หมื่นคน
“ที่แจ้งความต้องการแรงงานเข้ามาคือภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ก่อสร้างและรีไซเคิล โดยเร็วๆนี้ผมจะลงพื้นที่ไปดูสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เพราะขั้นตอนต่างๆก็ลื่นไหลทั้งหมด และนายจ้างเองก็มีความต้องการแรงงาน ที่ขอมาอันดับ 1 คืองานก่อสร้าง อันดับ 2 คือเกษตร-ปศุสัตว์ แต่ตัวเลขยังน้อยอยู่ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร หรือเกิดความไม่มั่นใจอะไรหรือเปล่า กำลังหาคำตอบ”นายพิเชษฐ์ กล่าว
อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ จะมีการขึ้นทะเบียนใหม่ให้แรงงาน 4 สัญชาติภายใน 15 วัน โดยแรงงานกลุ่มนี้เป็นแรงงานอยู่อย่างผิดกฏหมายก็จะเปิดโอกาสให้เอาขึ้นมาไว้บนดินโดยจดทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่แจ้งว่ามีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ทำงานอยู่กับตนเท่าไร และลงทะเบียนทางออนไลน์ พร้อมทั้งยื่นคำขอและแนบเอกสารตามที่กำหนด แล้วจะได้ใบรับคำขอให้อยู่ในราชอาณาจักร
“คนกลุ่มนี้เป็นแรงงานเถื่อน คาดว่ามีตัวเลขประมาณ 5-7 แสนคนจะมาขึ้นทะเบียน แต่ที่นำเข้า ครม.ไปมีตัวเลข 3.8 แสนคน ตอนนี้มีประกาศกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทยออกมาแล้ว”นายพิเชษฐ์กล่าว
ส่วนกรณีนำเข้าแรงงานจากประเทศศรีลังกานั้น อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า โครงการนี้จะนำร่อง 1 หมื่นคนโดยมีด้วยกัน 8 กระบวนงานที่ต้องทำ ซึ่งขณะนี้ทำไปถึงกระบวนที่ 4 แล้ว เดิมทีคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องการให้เร็วขึ้น จึงได้สั่งการให้เร่งกระบวนการต่างๆให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
นางนิลุบล พงษ์พะยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว (นายจ้างสีขาว) กล่าวว่า ขั้นตอนการจ้างแรงงานในค่ายยังสับสนวกวนอยู่มาก แม้ภาคราชการจะบอกว่าไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่เขาพูด แถมยังมีเรื่องตรวจโรคที่ต้องเดินทางมาทำในพื้นที่ที่อยู่ของสถานประกอบการอีก แทนที่จะทำให้เบ็ดเสร็จหน้าค่าย ดังนั้นนั้นนายจ้างเข้าไปจ้างคนงานในค่ายน้อย“เรื่องของขั้นตอน นายจ้างเข้าไปในค่ายไม่ได้ง่าย ดิฉันได้สอบถามไปที่สมาคมไร่อ้อย ซึ่งเขาได้เข้าไปแล้ว มันต้องมีเอกสารขออนุญาต และติดต่อกับคณะกรรมการค่ายผู้ลี้ภัยซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาไม่ได้มายืนรออยู่หน้าประตูผู้ลี้ภัย มีหลายขึ้นตอนที่ไม่เบ็ดเสร็จ เพราะทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานต่างมีกรอบของตัวเองเป็นหลัก ตอนประชุมกัน เขาบอกขอเอกสารแค่ใบเดียว แต่ของจริงมันไม่ได้เบ็ดเสร็จอย่างนั้น”นางนิลุบล กล่าว
“เรื่องของขั้นตอน นายจ้างเข้าไปในค่ายไม่ได้ง่าย ดิฉันได้สอบถามไปที่สมาคมไร่อ้อย ซึ่งเขาได้เข้าไปแล้ว มันต้องมีเอกสารขออนุญาต และติดต่อกับคณะกรรมการค่ายผู้ลี้ภัยซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาไม่ได้มายืนรออยู่หน้าประตูผู้ลี้ภัย มีหลายขึ้นตอนที่ไม่เบ็ดเสร็จ เพราะทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานต่างมีกรอบของตัวเองเป็นหลัก ตอนประชุมกัน เขาบอกขอเอกสารแค่ใบเดียว แต่ของจริงมันไม่ได้เบ็ดเสร็จอย่างนั้น”นางนิลุบล กล่าว
ที่มา: สำนักข่าวชายขอบ, 10/10/2568
สรท.มั่นใจส่งออกโต 5% วอนรัฐบาลพิจารณารอบด้าน (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า สรท.ยังเชื่อมั่นว่าการส่งออกปี 2568 จะเติบโตระหว่าง 3-5% (ณ ตุลาคม 2568) ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตอย่างมากของการส่งออกในช่วงไตรมาส 1-2 ที่ผ่านมา ส่งผลให้แม้การส่งออกของไทยจะเริ่มชะลอตัวลงในไตรมาส 3-4 ยังทำให้ภาพรวมการส่งออกไทยตลอดทั้งปีนี้ยังมีการเติบโต อย่างไรก็ตาม สรท.เฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่สำคัญซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะที่เหลือของปี 2568 และปี 2569
“ส่วนการส่งออกในปี 2569 คาดว่า ถ้ามาตรการต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอต่อรัฐบาลไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า แรงงาน ต้นทุนการเงิน SMEs ก็เชื่อว่าตัวเลขส่งออกจะเติบโตใกล้เคียงกับปีนี้ แต่ก็ยังกังวลค่าเงินบาทที่แข็งค่า เมื่อเทียบคู่แข่ง คาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามดูแล”
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ติดตาม ประกอบด้วย มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) เริ่มส่งผลให้เกิดความผันผวนในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก และสะท้อนความเปราะบางของการค้าโลกในระยะต่อจากนี้ไป ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงกว่าประเทศคู่ค้าและคู่แข่งอื่นในภูมิภาค ซึ่งแม้จะเกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีปัจจัยอื่นเป็นตัวเร่งเพิ่มเติม และมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่งผลให้ขาดเงินทุนสำหรับการขยายตัวทางธุรกิจ และรวมถึงทำให้การหาตลาดใหม่ชดเชยตลาดเก่าทำได้ในวงจำกัด การขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งสืบเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงข้อจำกัดในการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิต ปัญหาการสวมสิทธิเพื่อ Reexport สินค้าไม่มีคุณภาพหรือไม่มีมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยในภาพรวม
อย่างไรก็ดี สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ 7 ข้อหลัก เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย
1) กำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
2) กำกับดูแลและเร่งปรับลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ต้นทุนพลังงาน รวมถึงชะลอการออกกฎหมายหรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากการประกอบธุรกิจ อาทิ 2.1) ขอให้ทบทวน (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. …. และขอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อสะท้อนความเห็นและมุมมองต่อการปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมถึงการกำหนดกลไกช่วยเหลือนายจ้างที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะกระทบกับภาคประชาชนในภาพรวม 2.2) การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขอให้เป็นไปตามกลไกคณะกรรมการไตรภาคี หรือคณะกรรมการค่าจ้าง พร้อมวันนี้ จะทำส่งหนังสือถึงรัฐสภา ว่าเอกชนให้ความเป็นห่วงในเรื่องนี้
3) เร่งรัดการพิจารณาอนุมัติและเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงเพิ่มวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และเร่งรัด/ขยายการเจรจาความตกลง FTA ให้ครอบคลุมประเทศคู่ค้าสำคัญ 3.1) จัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีกองทุน SMEs สำหรับการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนรายย่อยซึ่งมีโอกาสทางธุรกิจแต่ขาดเงินทุน และให้ซื้อทุนคืนจากรัฐเมื่อเอกชนรายนั้นมีความสามารถทางการเงินเพียงพอ
4) เร่งแก้ไขปัญหาโลจิสติกส์การค้า โดยเฉพาะปัญหาความแออัดท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นรูปธรรมและกำหนดแนวทางดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอของภาคเอกชน
5) เพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลมาตรฐานราคา ภาษีสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้าในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภคและให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับผู้ประกอบการในประเทศ
6) เพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบการสวมสิทธิสินค้าไทยในการส่งออกไปยังประเทศที่ 3
7) สานต่อนโยบายที่ดีและมุ่งเน้นสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าต่อประเทศมากที่สุด ด้วยการ 7.1) ยกระดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Government) และ 7.2) ออกกฎหมายสำหรับกระบวนการทำงานใหม่ในระบบดิจิทัล เพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 10/10/2568
รมว.แรงงาน รับหนังสือลูกจ้าง “ยานภัณฑ์” สั่ง ช่วยติดตามเต็มที่ หลังถูกเลิกจ้างไม่ได้ค่าชดเชย
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับฟังข้อเรียกร้องและรับหนังสือจากตัวแทนลูกจ้างบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายวิมล ห่วงไธสง ตัวแทนลูกจ้างบริษัท ยานภัณฑ์ฯ ซึ่งยื่นหนังสือ ขอให้กระทรวงแรงงานติดตาม การช่วยเหลือกรณีที่ถูกเลิกจ้างและไม่ได้รับค่าชดเชย โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายเกริกไกร นาสมยนต์ ที่ปรึกษากฎหมาย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารรัฐสภา
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนรับทราบถึงความเดือดร้อนของลูกจ้าง และยินดีให้ความช่วยเหลือลูกจ้างอย่างเต็มที่ กระทรวงแรงงานจะรับเรื่องนี้ไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเข้าหลักเกณฑ์สามารถใช้งบกลางมาเยียวยาได้หรือไม่ ส่วนในขณะนี้หากลูกจ้างรายใดต้องการที่จะฝึกทักษะเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ก็ขอให้แจ้งความประสงค์เข้ามา เพื่อให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเข้าไปช่วยเหลือในเบื้องต้น
ในส่วนของมาตรการในระยะต่อไปนั้น ตนได้มอบหมายให้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พิจารณาเรื่อง การปรับแก้กฎหมายสำหรับนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าชดเชย เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างอย่างแท้จริง พร้อมทั้งจะประสานกับทางนายจ้างเพื่อให้เข้ามาหารือร่วมกันและชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่กระทรวงแรงงาน
นางสาวตรีนุช ยังกล่าวย้ำว่า ขอให้ลูกจ้างไม่ต้องกังวลเพราะตนจะคอยกำชับและติดตามให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเร่งดำเนินการด้วยความรวดเร็วต่อไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้างกลุ่ม บริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) โดยได้รับคำร้อง (คร.7) ดำเนินคดีอาญากับนายจ้าง และช่วยเหลือให้ลูกจ้างได้รับสิทธิจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว 733 คน คิดเป็นมูลค่า 18,509,370 บาท และสำนักงานประกันสังคมยังได้ดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างในเรื่องประกันการว่างงาน กรณีเลิกจ้าง ร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายวัน ครั้งละไม่เกิน 180 วัน
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 8/10/2568
พ.ร.บ.โลกร้อน หนุนสร้างอาชีพใหม่ งานสายสิ่งแวดล้อม 50,000 ตำแหน่ง
นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ GCC เปิดเผยว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.โลกร้อน) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2569 นี้ จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การทำงานสายสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพใหม่ และทำให้เกิดความต้องการบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ทั้งในระดับผู้ปฏิบัติการและระดับผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร เช่น เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านสังคม เจ้าหน้าที่พัฒนาความยั่งยืนด้านธรรมาภิบาลซึ่งในปัจจุบันหลายบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทมหาชนเริ่มมีการเปิดตำแหน่งดังกล่าวเพื่อรับคนเข้าทำงานมาพักใหญ่แล้ว
2.กลุ่มที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก เช่น ที่ปรึกษาด้านการประเมินก๊าซเรือนกระจก ที่ปรึกษาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อออกแบบมาตรการในการลดผลกระทบ (Mitigation) และรับมือ (Adaptation) เจ้าหน้าที่โครงการพลังงานหมุนเวียน นักวิเคราะห์ด้านความยั่งยืน 3.กลุ่มงานตรวจสอบและทวนสอบรายงานการประเมินก๊าซเรือนกระจก Validator หรือ Verifier ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ Audit ของฝั่งบัญชี แต่เปลี่ยนมาทำหน้าที่ตรวจสอบรายงานก๊าซเรือนกระจกหรือสิ่งแวดล้อมให้แก่บริษัทต่างๆ โดยตรง และ 4. กลุ่มงานการจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดบัญชีคาร์บอนเพื่อการลด และชดเชย ผู้จัดการด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต
นายตรีเทพว่า ตลาดแรงงานไทยจะต้องการบุคลากรในสายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้า และจะมีหลายตำแหน่งงานที่จะประสบปัญหาบุคลากรขาดแคลน เช่น ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator ผู้ทวนสอบ หรือ Verifier เพราะนิติบุคคลในไทยกว่า 800,000 รายทั่วประเทศ จะต้องทำการประเมิน บันทึกการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์และจัดทำรายงาน โดยมีทั้งที่ปรึกษา ผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบเข้ามาดูแลทุกปี
ขณะที่จำนวนบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตในไทยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาซึ่งมีเพียง 530 กว่าคน (ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล) ผู้ตรวจสอบ ผู้ทวนสอบมีเพียงระดับ 100 กว่าคน บริษัทผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบ หรือ VB (Verification Body) VVB (Validation & Verification Body )ในไทยที่ได้รับการรับรองมีประมาณ 20 กว่าบริษัทเท่านั้น บางบริษัทมีบุคลากรเพียงพอทั้งทำหน้าที่ตรวจสอบและทวนสอบได้เพื่อรองรับกรณีโครงการ T-VER บางบริษัททำหน้าที่ได้เพียงการทวนสอบเพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกองค์กร (CFO) และก๊าซเรือนกระจกผลิตภัณฑ์ (CFP) เท่านั้น
สบส.ตั้งทีมฉก.ตรวจเข้ม สถานพยาบาลเอกชนออกใบรับรองแพทย์เท็จให้'แรงงานต่างด้าว'
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การหลั่งไหลของแรงงานต่างด้าวเข้ามาประเทศไทยสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่าในปี 2567 มีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ประมาณ 3.3 ล้านคน แต่ในปี 2568 มีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ประมาณ 4.08 ล้านคน แม้การเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างด้าวจะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทย แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่อาจเกิดการระบาดของโรคติดต่อจากต่างแดน
ดังนั้น เพื่อคุ้มครองสุขภาพ ร่างกายของประชาชน ในการควบคุมป้องกันโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว สบส. จึงสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย และกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ร่วมกันจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ เฝ้าระวัง และกวดขันตรวจสอบสถานพยาบาลเอกชนอย่างใกล้ชิด หากสถานพยาบาลเอกชนใดออกใบรับรองแพทย์โดยไม่มีการตรวจสุขภาพ หรือไม่ตรงกับความเป็นจริง จะถือว่าเข้าข่ายการออกใบรับรองแพทย์เท็จ
'ขอย้ำกับผู้ประกอบกิจการและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลฯ ร่วมดูแลบุคลากรผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดไม่ปล่อยให้มีการลักลอบออกใบรับรองแพทย์เท็จ หรือออกใบตรวจสุขภาพให้ทั้งที่ไม่มีการตรวจสุขภาพจริง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐานจัดทำเอกสารแสดงผลการรักษาพยาบาลเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ'
เพื่อให้การตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวเป็นไปตามมาตรฐาน สถานพยาบาลเอกชนที่ประสงค์จะให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว จะต้องขออนุญาตให้บริการเพิ่มเติมจาก สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ โดยจะต้องจัดบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว พ.ศ.2567 กำหนด และในกรณีที่สถานพยาบาลเอกชนจะออกตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวนอกสถานที่ตั้ง จะต้องแจ้งรายละเอียดต่อ สบส. หรือ สสจ. ก่อนออกให้บริการไม่น้อยกว่า 10 วัน ตามแบบฟอร์ม สพ.ต.1
และหากผลการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวปรากฏเป็นโรคต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ต้องรายงานผลการตรวจไปยังหน่วยงานของรัฐตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ด้วย หากฝ่าฝืนจะถือว่ากระทำผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 35 (4) ประกอบ มาตรา 65 และอาจมีมาตรการทางปกครอง สั่งปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราวด้วย
เปิดยอดแรงงานกัมพูชาในไทย เหลือไม่ถึง 5 แสนคน หลังเกิดความขัดแย้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงาน ถึงจำนวนแรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานคงเหลือในประเทศไทยปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2568) ว่า แรงงานกัมพูชาที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย มีทั้งสิ้น จำนวน 490,534 คน จำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. แรงงานที่เข้ามาทำงานโดยใช้ทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ (Work Permit) จำนวน 676 คน
2. แรงงานที่เข้ามาทำงานโดยใช้แรงกายเป็นหลัก จำนวน 489,858 คน แบ่งเป็น แรงงานที่เข้ามาทำงานตาม MoU จำนวน 162,015 คน, แรงงานที่เข้ามาทำงานแบบไป-กลับ หรือตามฤดูกาล จำนวน 27,017 คน และแรงงานที่เข้ามาทำงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 300,826 คน
ส่วนจำนวนแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานคงเหลือในประเทศไทย ช่วงก่อนเกิดการปะทะ (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2568) มีทั้งสิ้น จำนวน 512,207 คน จำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. แรงงานที่เข้ามาทำงานโดยใช้ทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ (Work Permit) จำนวน 765 คน
2. แรงงานที่เข้ามาทำงานโดยใช้แรงกายเป็นหลัก จำนวน 511,442 คน แบ่งออกเป็น แรงงานที่เข้ามาทำงานตาม MoU จำนวน 183,704 คน, แรงงานที่เข้ามาทำงานแบบไป-กลับ หรือตามฤดูกาล จำนวน 22,297 คน และแรงงานที่เข้ามาทำงานตามมติ ครม. จำนวน 305,441 คน
เริ่ม 15 ต.ค. เปิดขึ้นทะเบียนต่างด้าว 4 สัญชาติผิดกฎหมาย รมว.แรงงาน ย้ำป้องกันลักลอบเข้าเมือง
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ตามข้อเสนอของกระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการเปิดขึ้นทะเบียนผ่อนผันให้แรงงาน 4 สัญชาติ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ทำงานอยู่กับนายจ้างในประเทศไทยโดยมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้สามารถอยู่และทำงานได้เป็นกรณีพิเศษ เป็นระยะเวลา 1 ปี
“กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน กำหนดเปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติกลุ่มดังกล่าว ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มวันที่ 15 ตุลาคม จนถึงวันที่ 29 ตุลาคมนี้ เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ระบบที่ภาครัฐสามารถติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน นายจ้างมีแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายในการขับเคลื่อนกิจการ ส่วนแรงงานได้รับการคุ้มครองและสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ประเทศมีความมั่นคงด้านแรงงาน และความมั่นคงด้านอื่นๆ อาทิ ความปลอดภัยของประชาชนและด้านสาธารณสุข รวมถึงเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก” น.ส.ตรีนุช กล่าว
น.ส.ตรีนุชกล่าวอีกว่า สำหรับการประมาณการไว้ว่าจะมีแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนนั้น จำนวนแรงงานต่างด้าวที่แน่ชัดจะต้องรอหลังจากที่การดำเนินการยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีจำนวนที่กรมการจัดหางานได้ประมาณจากข้อมูลคนต่างด้าวที่ดำเนินการไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด คนต่างด้าวที่ระยะเวลาการได้รับอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงและไม่ได้ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน มีอยู่ประมาณ 338,000 คน แต่หากจะเทียบเคียงผลการดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานตามมติ ครม.ที่ผ่านมาในอดีต แต่ละครั้งจะได้ประมาณ 500,000-700,000 คน
น.ส.ตรีนุชกล่าวด้วยว่า ส่วนการกำหนดให้นายจ้าง/สถานประกอบการ ยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ภายใน 15 วันนั้น มีที่มาจากในคราวการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า คนต่างด้าวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินการครั้งนี้คือ “คนต่างด้าวที่ทำงานอยู่กับนายจ้าง/สถานประกอบการอยู่แล้ว” ไม่ใช่คนต่างด้าวที่อยู่ต่างประเทศ จึงกำหนดระยะเวลาให้แสดงตนภายใน 15 วัน เพื่อป้องกันการทะลักของคนต่างด้าวที่จะลักลอบเดินทางเข้าประเทศแบบผิดกฎหมายเพิ่มเติม
“การดำเนินการในอดีตที่ผ่านมาก็กำหนดให้นายจ้าง/สถานประกอบการ แจ้งแสดงตัวคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องที่จ้างอยู่ ภายใน 15 วันเช่นเดียวกัน ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้เปิดให้มีการรับบริการยื่นคำขออนุญาตได้ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุดราชการ ดังนั้นนายจ้าง/สถานประกอบการจึงสามารถยื่นได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 15 วัน” น.ส.ตรีนุชกล่าว
ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า สำหรับคนต่างด้าว 4 สัญชาติ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มาจากหลายกรณี อาทิ เป็นคนต่างด้าวที่เคยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อมาระยะเวลาการอนุญาตสิ้นสุด หรือดำเนินการไม่ทันตามเวลาที่กำหนด แล้วไม่ได้เดินทางกลับออกไปจากประเทศไทย ยังคงทำงานอยู่กับนายจ้าง ซึ่งกรมการจัดหางานได้กำหนดแนวทางการดำเนินการกลุ่มดังกล่าว ดังนี้
1. นายจ้าง ยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว และชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 15-29 ตุลาคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยจะได้รับหลักฐานเพื่อใช้แสดงการได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568
2. นายจ้าง พาคนต่างด้าวเข้ารับการตรวจสุขภาพ จัดทำประกันสุขภาพ และไปตรวจจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทั้งนี้ แรงงานสัญชาติกัมพูชาต้องรายงานตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 60 วัน
3. หลังจากดำเนินการครบทุกขั้นตอน กรมการจัดหางานจะออกใบอนุญาตให้ทำงานเป็นระยะเวลา 1 ปี จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569
4.ในระหว่างที่ได้รับการผ่อนผัน 1 ปี ให้แรงงานต่างด้าว ไปดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย กับกรมการปกครอง
“การผ่อนผันจะสิ้นสุดทันทีเมื่อคนต่างด้าวเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้จัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทาง และได้ขอวีซ่าอยู่ในราชอาณาจักรกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว” นายพิเชษฐ์กล่าว
นายพิเชษฐ์กล่าวอีกว่า กรมการจัดหางานขอความร่วมมือนายจ้างและสถานประกอบการที่ประสงค์จะจ้างแรงงานกลุ่มดังกล่าว ให้ศึกษารายละเอียดแนวทางการดำเนินการ และปฏิบัติตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน
ที่มา: มติชนออนไลน์, 6/10/2568
ก.แรงงาน เปิดตัวระบบ “e-WorkPermit” ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เริ่ม 13 ต.ค. นี้
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้พัฒนาระบบบริการอนุญาตทำงานแก่แรงงานต่างด้าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ “e-WorkPermit” ให้บริการแบบออนไลน์ครบวงจรตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ อนุมัติ ไปจนถึงรับใบอนุญาตทำงาน โดยไม่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล
โครงการนี้ อยู่ภายใต้ “โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอ และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service)” มีเป้าหมายพัฒนาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ โดยจะเปิดให้บริการทั่วประเทศในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th กรมการจัดหางาน เตรียมศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานรวม 54 แห่งทั่วประเทศ
ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลแบบครบวงจร โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแล ส่วนภาคเอกชนที่รับจ้างจะดำเนินการให้บริการภายใต้กรอบที่กำหนด ระบบ e-WorkPermit จะช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสาร ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มความโปร่งใส พร้อมสร้างฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวแบบบูรณาการที่ทุกหน่วยงานสามารถใช้ร่วมกันได้
สำหรับขั้นตอนการใช้งาน เริ่มจากการลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ ยื่นคำขอและแจ้งการทำงานออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อชำระค่ายื่นคำขอแล้ว ระบบจะตรวจสอบเอกสารและแจ้งผลผ่าน E-mail, SMS และ Line OA หากได้รับอนุญาต ผู้ขอสามารถชำระค่าธรรมเนียมและนัดหมายออนไลน์เพื่อเลือกรับบริการ ณ ศูนย์ที่สะดวก โดยจะมีการตรวจสอบตัวตนด้วยเทคโนโลยี สแกนใบหน้า ม่านตา และลายนิ้วมือ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล
ทั้งนี้ บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) สามารถลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในระบบได้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส่วน นายจ้างและแรงงานต่างด้าว จะเริ่มใช้งานและยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานได้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1506 กด 2 หรือโทร. 1694
