Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สะพานเสรีประชาธิปไตย 200 ปี จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นสะพานสายหลักที่คนอุบลฯ ใช้สัญจรระหว่างตัวเมืองและอำเภอวารินชำราบ ใต้สะพานเป็นที่ตั้งของชุมชนหลายแห่ง ไม่ว่า บ้านท่าก่อไผ่, บ้านหาดสวนสุข, บ้านหาดสวนสุข 1 และบ้านหาดสวนยา

ผู้คนที่อาศัยในชุมชนเหล่านี้มองตัวเองว่า ‘เป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซาก’ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ เมื่อมวลน้ำเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่นี้จะได้รับผลกระทบก่อนและท่วมนานกว่าพื้นที่อื่นๆ ในอุบล เกิดผลกระทบหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ทว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ผลกระทบใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา หนึ่งในผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดและชวนตั้งคำถาม คือ การศึกษาของเด็กในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ถูกจัดการอย่างไร

หมู่บ้านหาดสวนสุข 1 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลในเขตอำเภอวารินชำราบ เป็นพื้นที่ที่ลุ่มน้ำ ใกล้บึงหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘กุด’ เมื่อน้ำมูลเพิ่มขึ้นผู้คนต้องอพยพหนีน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เด็กและเยาวชนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนละแวกนั้นไม่สามารถเข้าเรียนได้ตามปกติ และด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้เด็กและเยาวชนหลายคนหลุดออกจากการศึกษา จำนวนนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนภายในชุมชนลดลงเรื่อยๆ

กว่า 70 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก อยู่ดีมีแฮง : บทเรียนซ้ำซากน้ำท่วมเมืองอุบลฯ ระบุว่า อุบลราชธานีมีน้ำท่วมใหญ่แล้ว 6 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกัน 10 กว่าปี ในขณะที่ปัจจุบันนับตั้งแต่ปี 2562 - 2565 ระยะเวลาน้ำท่วมใหญ่ห่างกันเพียง 1 ปีเท่านั้น

โฆษณา - Advertising

“เราเป็นพื้นที่แรกและพื้นที่สุดท้ายของการรับน้ำเมื่อเกิดอุทกภัย” คำสัมภาษณ์จากคนในพื้นที่บ้านหาดสวนสุข

เมื่อเกิดน้ำท่วม บ้านหาดสวนสุข 1 เป็นหมู่บ้านแรกที่จะต้องอพยพขนของขึ้นที่สูง และเสี่ยงที่จะขนของไม่ทันหากไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า เฉลี่ยแล้วเมื่อเกิดอุทกภัยกินระยะเวลาโดยประมาณ 2-3 เดือนกว่าน้ำจะลดและกว่าจะกลับเข้าไปอยู่บ้านได้ก็ใช้เวลาอีก 1-2 เดือน ในบางกรณีเจ้าของบ้านต้องฟื้นฟูเอาแค่ ‘พออยู่ได้’ ไม่เน้นความสวยงาม หรือให้คืนกลับสู่สภาพเหมือนเดิมตั้งแต่ต้น เพราะสุดท้ายก็ถูกท่วมอีกครั้งในปีถัดไป

อีกกลุ่มที่โดนผลกระทบหนักคือ โรงเรียนในพื้นที่ พอน้ำท่วมทีไรก็พลันต้องหยุดเรียนไป 2-3 เดือนทำให้เด็กนักเรียนเริ่มหลุดออกจากการศึกษาทีละเล็กละน้อย อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงปัญหาน้ำท่วมเพียงอย่างเดียวที่ทำให้นักเรียนหลุดออกจากการศึกษา ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาความยากจนของคนในพื้นที่

จากครู 20 กว่าคน เหลือเพียง 1 คนใน รร.บ้านหาดสวนสุข

อนงค์ ชนสารกุล หรือครูอนงค์ อายุ 65 ปี บรรจุเข้ามารับตำแหน่งครูในปี 2536 สอนหนังสือกว่า 30 ปี จวบจนเกษียณอายุเมื่อปี 2562 เล่าให้ฟังว่า ชุมชนบ้านหาดสวนยา หรือแม้กระทั่งชุมชนบ้านหาดสวนสุขเองก็ตาม เป็นชุมชนที่ประชากรไม่ได้มีอาชีพแน่นอน ส่วนใหญ่รับจ้างทั่วไป เช่น การปั้นอิฐขาย ในบางปีช่วงที่น้ำท่วมอาจจะเป็นช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม แต่ว่าผู้ปกครองของเด็กไม่มีช่วงหยุดทำงาน ถ้าหยุดจะขาดรายได้ กว่า 2-3 เดือนที่ไม่สามารถออกไปทำงานหารายได้ได้จึงกระทบมาถึงการศึกษาของลูก

โฆษณา - Advertising

ครูอนงค์ ชนสารกุล อายุ 65 ปี

ครูอนงค์เล่าอีกว่า ปี 2536 เข้ามาเป็นครูที่โรงเรียนบ้านหาดสวนยา นักเรียนประมาณ 200 กว่าคน เป็นโรงเรียนที่เรียกได้ว่า ‘ขนาดกลาง’ มีครูกว่า 20 คน เทียบกับปัจจุบันเหลือครูเพียง 1 คนและนักเรียน 10 คน

คนอาจจะมองว่าเป็นโรงเรียนชุมชนเล็กๆ ครูไม่เก่ง สอนไม่ดี แต่ครูอนงค์ยืนยันว่า ครูที่นี่มีความรู้ จบครุศาสตรบัณฑิต คุณสมบัติไม่ได้น้อยไปกว่าครูโรงเรียนอื่น แต่สาเหตุที่บุคลากรหรือแม้แต่ตัวนักเรียนลดลง เกิดจากน้ำท่วมบ่อยครั้ง เอาที่หนักๆ อย่างปี 2545, 2554, 2562 และ 2565 ทำให้นักเรียนที่นี่ไม่สามารถเรียนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หลายบ้านผู้ปกครองก็ตัดสินใจให้นักเรียนย้ายเข้าไปเรียนในตัวเมือง โรงเรียนบ้านหาดสวนยาจึงพบกับปัญหานักเรียนลดลงเรื่อยๆ

ชุมชนไม่อยากให้ยุบ เด็กยากจนยังต้องการ รร.ใกล้บ้าน

ครูอนงค์กล่าวว่า ในตอนที่ได้ยินว่าโรงเรียนจะถูกยุบ คือตอนที่เกษียณออกมาแล้ว แต่ชาวบ้านไม่อนุญาตให้ยุบโรงเรียน อาคารก็ยังดี ใช้งานได้ ตอนที่ถูกน้ำท่วมก็มีหลายหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ หากยุบก็เท่ากับปล่อยทิ้งร้าง ครูเองก็ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านส่งลูกหลานเข้ามาเรียน เด็กที่เหลืออยู่ในโรงเรียนทุกวันนี้คือเด็กที่มาจากครอบครัวไม่มีกิน โรงเรียนในเมืองก็อยากได้เด็กไปเรียนเช่นกัน จึงได้มีนโยบายให้รถรับส่งมารับเด็กจากชุมชนที่นี่ไป

โฆษณา - Advertising

“ครูก็ไปประชาสัมพันธ์ในชุมชน เอาเด็กเข้าไปโรงเรียนเยอะๆ บอกผู้ปกครองว่า เมื่อมีเด็กนักเรียน เขาก็จะส่งครูมาให้ แต่ก็เหมือนเดิม พอตกเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ถึงช่วงน้ำมา น้ำท่วม ไม่ท่วมน้อยก็ท่วมมากแค่นั้น เลยทําให้มีปัญหาเรื่องการเรียนการสอน ผู้ปกครองก็เลยเอาลูกหลานไปโรงเรียนในเมือง” ครูอนงค์กล่าว

ย้ายไปเรียนในวัด วิธีรับมือน้ำท่วมของครู

ภาพจากเฟซบุ๊กครูโรงเรียนบ้านหาดสวนยา วารินชำราบ เมื่อ 10 ตุลาคม 2563

ครูอนงค์เล่าว่า ช่วงน้ำท่วมโรงเรียนไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ ต้องปิดนานกว่า 3 เดือนกว่าจะกลับมาสอนได้ จึงตัดสินใจย้ายไปจัดการเรียนการสอนที่วัดท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม วัดกลายเป็นทั้งโรงเรียนและศูนย์พักพิงชั่วคราว แต่ถึงกระนั้น การเรียนการสอนก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะน้ำยังท่วมอยู่ ทำให้เด็กหลายคนขาดโอกาสทางการศึกษา และส่งผลไปถึงปากท้องของคนในชุมชนด้วยเช่นกัน

“ครูจัดการเรียนการสอนที่วัด ทางวัดก็ให้บริการอย่างดี ตั้งศูนย์การเรียนที่วัดหาดสวนสุข ได้สอนแต่มันไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เด็กบางคนเขาก็ไม่ชอบเรียน ถึงแม้เราเปิด เขาก็ไม่มา เขาก็หาเรื่องว่าน้ําท่วม”

โฆษณา - Advertising

นอกจากนี้ครูอนงค์เล่าว่า โรงเรียนต้องการอยากให้รัฐเข้าช่วยเหลือ โดยมองว่าเมื่อเพิ่มครูก่อน เด็กนักเรียนจึงจะตามมา

สิ่งที่เรียนไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร จึงออกกลางคัน

ต้นกล้า หนึ่งในนักเรียนที่ตัดสินใจเดินออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่อายุ 12 ปี ปัจจุบันอายุ 16 ปี มีอาชีพปั้นอิฐขายซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน กิจวัตรประจำวันที่ทำมาตลอด คือตื่นเช้าเช็กสภาพรถให้พร้อมใช้งาน และขนดิน ในระยะทางที่ไม่ไกลมากก็จะขับเอง หากเป็นระยะทางที่ไกลจำเป็นต้องจ้างคนขับอีกที เนื่องจากอายุยังไม่ถึง 20 ปี ไม่สามารถมีใบขับขี่ได้

ต้นกล้า (นามสมมติ)

ต้นกล้ายังมองว่าการเรียนสำคัญอยู่ สนับสนุนให้เยาวชนเล่าเรียนในระบบการศึกษา แต่สำหรับตัวเขา การออกมาทำงานเป็นความชอบส่วนบุคคล เขาสนุกกับการทำงาน จึงเลือกเส้นทางที่ตัวเองชอบ เขาไม่ได้ชอบเรียนสักเท่าไร รู้สึกผิดหวังกับหลายๆ โรงเรียนที่ได้ไปสัมผัสมา เนื่องจากครูยังให้ความสำคัญกับเด็กที่เก่ง มองข้ามเด็กที่ไม่เก่ง เมื่อใครตามไม่ทันก็มักถูกปล่อยปละละเลย ทำให้รู้สึกไม่ดีในการไปโรงเรียน

โฆษณา - Advertising

เช่นเดียวกันกับ ศราวุทร เผ่าภูรี ผู้เป็นบิดามองว่า การศึกษาควรเน้นที่ตัวบุคคลเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ส่งเสริมความถนัดของตัวนักเรียนแต่ละคน และส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้รอบด้าน เรียนรู้ที่จะประกอบอาชีพ ไม่เน้นวิชาการที่มากเกินไป เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ

“พ่อก็ยังไม่ได้ศรัทธาในระบบการศึกษาของไทย และมองว่าเด็กที่จบก็มีปัญหาเรื่องการหางานเยอะ ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นปัญหาสังคม มีงานมีอาชีพติดตัวยังไงก็ดีกว่า ไม่ติดยา ไม่เป็นปัญหาสังคม ทำงานหาเลี้ยงชีพได้ก็โอเคแล้ว ในระบบการศึกษายังให้ความสำคัญกับการเรียนแบบต้องเป็นที่หนึ่งในด้านๆ เดียว ไม่มองไปถึงเด็กที่ถนัดด้านอื่นๆ และก็ให้ความสำคัญกับด้านที่เด็กถนัด พ่อไม่ศรัทธาและเด็กก็ไม่ชอบด้วย เรียนด้อย เรียนไม่ทันก็โดนครูตำหนิต่อหน้าเพื่อนฝูง ว่าโง่อย่างนั้น โง่อย่างนี้ ไม่ได้ดูภาพรวมว่าเด็กมันเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร” ศราวุทร กล่าว

ศราวุทรยังเล่าต่อว่า รัฐไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง พอน้ำท่วมเด็กลดลง ครูก็ลดลง จะยุบโรงเรียน แต่ถ้าเพิ่มครูได้ 5-6 คน เชื่อว่าก็จะมีนักเรียนเพิ่มขึ้น เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน หันกลับมาพัฒนาโรงเรียนใกล้บ้านเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการศึกษา ท้ายที่สุด เขาอยากให้รัฐออกนโยบายพัฒนาโรงเรียนใกล้บ้านสำหรับชุมชนต่างๆ 

ศราวุทร  เผ่าภูรี อายุ 54 ปี บิดาของต้นกล้า 

กานต์ นามสมมติ อายุ 14 ปี เล่าว่าที่ตัดสินใจออกจากการศึกษาเพราะอยากออกมาทำงานหาเงิน งานอะไรก็ได้ ตอนนี้ยยังสองจิตสองใจไม่รู้ว่าจะเรียนหรือไม่เรียน

“ผมหยุดเรียนตอนช่วงม. 1 เทอมที่ 2 เพราะว่าอยากทำงานครับ อยากหางานทำอยู่บ้าน แต่ตอนนี้ยังไม่มีงานทำ ทำงานได้ทุกอย่างเลย แต่ถ้ากลับไปเรียนได้ผมขอให้จบระดับม. 6 ก็ได้ครับ เพื่อที่จะให้ได้วุฒิการศึกษามาสมัครงาน หรือเรียนที่ กศน. ก็ได้ครับ” กานต์กล่าว

กานต์ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี

น้ำท่วมกระทบอาชีพ โรงเรียนปิดนานนักเรียนหายไป

จงรัก โพธิ์ยิ้ม ชาวบ้านหาดสวนยาเล่าว่า เด็กส่วนใหญ่ ผู้ปกครองจะมีอาชีพรับจ้างทั่วไป และไม่มีรายได้ที่แน่นอน เมื่อน้ำท่วมทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถส่งลูกหลานเรียนได้ และน้ำท่วมยังส่งผลกระทบให้โรงเรียนต้องปิดเด็กหลายคนหลุดออกจากการศึกษาไป ผู้ปกครองเองก็มองว่าการให้ออกจากการศึกษามาทำงานช่วยครอบครัวเป็นเรื่องที่ดีจะได้มีรายได้หลายทาง ส่วนมากเด็กที่ออกไปก็ไปทำงานกับผู้ปกครอง หรือไม่ก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ

“ช่วงน้ำลด เคยมีนโยบายให้เด็กนักเรียนเรียนเพิ่มเสาร์-อาทิตย์ เอาเด็กมาเรียนที่วัด แต่ทุกวันนี้ไม่เห็น อาจเป็นเพราะจำนวนของเด็กนักเรียนมันน้อยลงหรือเปล่า เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านมันก็เริ่มสูงขึ้นทุกครัวเรียน ตัวเองโชคดีที่ลูกเรียนจบหมดแล้วก่อนที่โควิดจะระบาด ไม่งั้นแย่ เด็กบางคนแถวบ้านตอนโควิดก็ต้องวิ่งหาอุปกรณ์เทคโนโลยีให้ได้เรียนออนไลน์ บางคนเจอโควิดแล้วก็มาเจอน้ำท่วมต่อ เงินในกระเป๋าก็หมดแล้ว จนแล้ว จนอยู่ จนต่อ ชีวิตคนเราไม่ได้ฟื้นตัวเร็วขนาดนั้น เพราะคนที่นี่ไม่มีเงินเก็บ หาเช้ากินค่ำ” จงรักกล่าว 

วันเพ็ญ สมเดช อายุ 68 ปี อาชีพค้าขาย

น้ำท่วมถึงหลังคา บ้านเละรายได้หาย

วันเพ็น สมเดช อายุ 68 ปี อาชีพค้าขายเล่าว่า น้ำท่วมปี 2562 ท่วมสูงถึงหลังคาบ้าน เก็บของไม่ทันเพราะน้ำขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้ของภายในบ้านเสียหาย เพราะน้ำขึ้นสูงชั่วโมงละเกือบ 4 เมตร

“ตอนน้ำท่วมปี 2562 เอาอะไรไปไม่ได้เลย เพราะน้ำขึ้นในแนวดิ่ง ไม่ได้ขึ้นในแนวนอน ปี 2562 มันมาในแนวตั้งเลย ถ้ามันขึ้นมาในแนวนอนก็จะสามารถเก็บของได้ พอมันขึ้นในแนวตั้งเราไม่สามารถเก็บของได้เลย น้ำขึ้น 1 ชั่วโมงเกือบ 4 เมตร นู่นท่วมถึงหลังคาบ้านนู่น”

“บ้านเละหมด ทำได้แบบไหนก็อยู่ไปแบบนั้น เราทำแบบสวยงามไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเราซ่อมบ้านดี การชดเชยก็จะไม่มี”

วันเพ็ญยังเล่าต่อว่า ช่วงน้ำท่วมทำให้เธอขาดรายได้ ไม่สามารถออกไปขายของอย่างที่เคยทำได้ จากปกติมีรายได้วันละ 1,000 บาทรวมต้นทุน แต่พอน้ำท่วมทำให้เธอขาดรายได้ในส่วนนี้ไป

“ช่วงน้ำท่วมรายได้ไม่มีเลย รายได้จะได้ช่วงตอนที่น้ำกำลังขึ้น เพราะชาวบ้านกำลังเก็บของและแม่ก็ทำกับข้าวขาย แต่พอชาวบ้านเก็บของเสร็จ ทุกอย่างเข้าที่แล้วมันก็ขายไม่ได้ เพราะว่าเขามีถุงยังชีพมาแจก ชาวบ้านก็กินตามมีตามเกิด แล้วก็มีครัวกลางของเครือข่าย ชุมชน ปกติขายได้พันกว่าบาท (รวมเงินทุน) มันเป็นเงินหมุนเวียน นอกจากว่าเราจะเก็บเอาเอง”

จำนวนประชากรในหมู่บ้านหาดสวนสุข 1 มีประมาณ 580 คน แบ่งเป็น 210 ครัวเรือน โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป, ค้าขาย, รับราชการ และแม่บ้าน ตามข้อมูลจากสุดใจ เงาทอง ประธานชุมชนหาดสวนสุข 1

สุดใจ เงาทอง ประธานชุมชนหาดสวนสุข 1

22 กันยายน 2568 สถานการณ์ล่าสุดที่หมู่บ้านหาดสวนสุข 1 ได้เริ่มตั้งศูนย์อพยพ นำชาวบ้านกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบก่อนเมื่อน้ำมูลขึ้นจำนวน 7 ครัวเรือน มาอยู่ ณ วัดหาดสวนสุข ปัจจุบันสุดใจยังมองว่ายังเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมได้ และชาวบ้านเริ่มตื่นตัว

“45 ครัวเรือนตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ จะได้รับผลกระทบก่อนทุกครั้งเมื่อมีมวลน้ำเพิ่มขึ้น แต่ในปี 2562, 2565 ทั้งหมู่บ้านได้รับผลกระทบทั้งหมด ท่วมทั้งอำเภอวารินชำราบฝั่งเข้าเมือง อย่างปี 2565 ถือว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ช่วงนั้นใช้เวลา 3 - 4 เดือนกว่าน้ำจะลดลง เทียบกันจากหมู่บ้านอื่นหรือจากถนนหน้าเซ็นทรัล ถือว่านานกว่าที่อื่นเป็นเดือน” สุดใจกล่าว

“ในศูนย์อพยพมีนักเรียนที่ยังเรียนอยู่แค่ 2 คนเท่านั้น เป็นเด็กที่เรียนโรงเรียนในเมือง โรงเรียนมีรถรับส่งฟรี ตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบจากน้ำท่วมที่จะทำให้เด็กหยุดเรียน หากเป็นช่วงที่น้ำท่วมใหญ่ เด็กบางคนก็มีที่พักที่อยู่ในเมืองอยู่แล้ว หรือตรงกับช่วงที่โรงเรียนปิดพอดี อย่างตัวของเราเองก็ไม่ได้ย้ายออกไปจากที่นี่ถาวร ยังรู้สึกว่าอยากอยู่ที่นี่ แม้ว่าจะถูกน้ำท่วมซ้ำซาก แต่ก็เลือกที่จะซื้อบ้านไว้ที่อื่นให้พ่อแม่ที่แก่แล้ว เคลื่อนย้ายลำบากหากน้ำมากระทันหันอยู่แทน” สุดใจกล่าว

ในมุมมองของประธานชุมชน สุดใจกล่าวถึงปัญหาที่เด็กออกจากการศึกษาก่อนเกณฑ์ที่กำหนดในชุมชนหาดสวนสุข 1 หรือชุมชนใกล้เคียงว่า โรงเรียนในเมืองปัจจุบันมีหลายแห่งที่มีรถรับส่งมารับฟรีถึงหน้าบ้าน ทำให้เด็กรวมถึงผู้ปกครองเองเลือกโรงเรียนในเมืองมากกว่าโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะโรงเรียนประจำชุมชนมีครูเพียงคนเดียว นอกจากนี้หากเด็กคนหนึ่งจะตัดสินใจเรียนต่อหรือไม่ มีปัจจัยส่วนใหญ่มาจากเด็กเอง หรือผู้ปกครองที่ไม่ได้ให้ความสำคัญด้านการศึกษา ระดับประถมยังถือว่าได้เรียนทุกคน แต่หลังจากนั้นแล้วแต่เด็กจะเลือกทางของตัวเอง

สุดใจมองว่า สำหรับปัญหาน้ำท่วมไม่ถือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กออกจากการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ แต่มองว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า บางครอบครัวมีสมาชิกหาเงินเข้าบ้านเพียง 1 หรือ 2 คน แน่นอนว่า เมื่อน้ำท่วมก็ต้องหยุดทำงาน รายได้ขาด น้ำท่วมไม่ใช่เพียงขนของหนีน้ำให้ทัน แต่ในระหว่างนั้น 2-3 เดือน ต้องพายเรือสำรวจบ้านที่จมอยู่ในน้ำเรื่อยๆ ชาวบ้านต้องเฝ้าระวังทั้งของในบ้านจะถูกขโมยหรือระดับน้ำที่ต้องประเมินความสูงต่ำอยู่ตลอดเวลา 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising