ในสายตาของรัฐและชนชั้นกลางในเมือง ป่าไม้ที่เพิ่มขึ้นคือสัญญาณแห่งความสำเร็จของชาติ เป็นเครื่องยืนยันว่าเรากำลังกลับสู่ความสมดุลทางธรรมชาติ หลังทศวรรษแห่งการทำลายป่าเพื่อการพัฒนา แต่ในสายตาของคนที่อยู่กับผืนป่า ตัวเลขเหล่านี้กลับหมายถึงความสูญเสีย ความหวาดกลัว และความรุนแรงที่แฝงอยู่ภายใต้สีเขียวของนโยบายอนุรักษ์
รายงานโครงการจัดทำข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ ปี พ.ศ. 2567 (กรมป่าไม้, 2567) ระบุว่าหลายจังหวัดทั่วประเทศมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคเหนือที่ครองสัดส่วนกว่า 63% ของพื้นที่ภูมิภาค ขณะที่รัฐประกาศเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าถึง 40% ของประเทศภายในทศวรรษหน้า เสียงปรบมือจากคนเมืองดังขึ้นพร้อมโพสต์ #SaveForest และ #ClimateAction แต่ในอีกโลกหนึ่ง หมู่บ้านที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติกลับถูกแย่งยึดที่ดิน ไล่จับ และเผาบ้านในนามของการทวงคืนผืนป่า
นี่คือสิ่งที่ James Ferguson (1990) เรียกว่า anti-politics machine หรือเครื่องจักรของรัฐที่แปลงปัญหาความยากจนและความอยุติธรรมทางโครงสร้างให้กลายเป็นปัญหาทางเทคนิค เช่น การปลูกป่า การรังวัด หรือการจัดระเบียบพื้นที่ โดยไม่ต้องพูดถึงอำนาจและสิทธิชุมชนเลยแม้แต่น้อย
รากของแนวคิดป่าเป็นของรัฐ ในสังคมไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักธรรมชาติ แต่เกิดจากการเมืองของการครอบครองตั้งแต่ยุคกำเนิดกรมป่าไม้สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ถอดแบบจากระบบอาณานิคมอังกฤษในพม่าและอินเดีย (เกษียร เตชะพีระ, 2550) รัฐสยามสร้างวาทกรรมว่าป่าเป็นสมบัติของแผ่นดิน เพื่อดึงทรัพยากรจากชายขอบเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ นี่คือสิ่งที่ Guha & Gadgil (1992) เรียกมันว่า colonial conservation หรือการอนุรักษ์ที่เกิดขึ้นจากตรรกะแห่งการควบคุมมากกว่าการอยู่ร่วม
การประกาศพื้นที่อนุรักษ์กว่า 100 ล้านไร่ทั่วประเทศในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นการปกป้องระบบนิเวศ แต่ยังเป็นการสร้างอาณาเขตแห่งรัฐ ทำให้คนที่อยู่ในป่ากลายเป็นผู้บุกรุก ทั้งที่อยู่มาก่อนรัฐจะวาดเส้นแผนที่เสียอีก
“รัฐประกาศให้ที่อยู่ของชุมชนเป็นป่า แต่ไม่เคยประกาศให้ป่าเป็นของชุมชน”
แนวคิดนี้ยังฝังอยู่ลึกในระบบราชการป่าไม้ไทย ข้าราชการคือผู้พิทักษ์ธรรมชาติ ส่วนคนพื้นถิ่นเป็นผู้ทำลาย จึงไม่น่าแปลกที่การทวงคืนผืนป่าหลังปี 2557 ถูกใช้เป็นเครื่องมือขยายอำนาจของรัฐมากกว่าจะเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างแท้จริง
ในทางวัฒนธรรมการเมือง “เขียวขวาจัด” คือรูปแบบใหม่ของอำนาจนิยมทางศีลธรรม พวกเขาเชื่อว่าการปกป้องธรรมชาติอยู่เหนือสิทธิของมนุษย์ เชื่อว่าความรุนแรงที่ทำเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ชอบธรรม Dobson (1998) นิยามแนวคิดนี้ว่า eco-authoritarianism หรือการอนุรักษ์ที่อ้างความจำเป็นทางสิ่งแวดล้อมเพื่อทำลายประชาธิปไตย
ในบริบทไทย มันปรากฏในรูปแบบของขบวนการ #SaveForest ที่มองว่าการไล่ชาวบ้านออกจากป่าคือการเสียสละเพื่อโลก หรือข้าราชการบางกลุ่มที่พูดอย่างภาคภูมิว่า ป่าเพิ่มขึ้น คนหายไป ก็เพราะคนคือภัยต่อป่า แต่สิ่งที่อุดมการณ์เขียวขวาจัดไม่ยอมรับคือ ความจริงที่ว่าคนจนไม่ใช่ผู้ทำลายป่า แต่คือผู้ที่ถูกทำลายไปพร้อมกับป่า
การอนุรักษ์ในแบบรัฐไทยจึงเป็นการฟอกเขียวทางศีลธรรม ปิดบังความรุนแรงเชิงโครงสร้างไว้ใต้คำว่าธรรมชาติ ในขณะที่ทุนใหญ่กลับใช้โครงการปลูกป่า คาร์บอนเครดิต และพื้นที่อนุรักษ์เป็นใบอนุญาตในการขยายอุตสาหกรรมพลังงานและเหมืองแร่ภายใต้ภาพลักษณ์ของเศรษฐกิจสีเขียว (green economy)
หากวิเคราะห์ด้วย Gap Analysis จะเห็นช่องว่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่รัฐทำ กับสิ่งที่สิทธิมนุษยชนเรียกร้อง
เชิงกฎหมาย พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (2562) และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ (2507) ยังคงโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ ไม่มีการยอมรับสิทธิการจัดการร่วมของชุมชน (co-management)
เชิงสถาบัน ระบบราชการป่าไม้ยังวัดความสำเร็จจากตัวเลขป่าเพิ่ม มากกว่าความอยู่รอดของคนในป่า
เชิงความรู้ การใช้ข้อมูลดาวเทียมแทนประวัติศาสตร์การอยู่อาศัยของคนพื้นถิ่น ทำให้สิทธิชุมชนถูกลบออกจากภูมิทัศน์
เชิงเศรษฐกิจ โครงการ REDD+ และตลาดคาร์บอนกำลังแปรผืนป่าเป็นทุนในระบบโลก โดยผลประโยชน์ไหลสู่บริษัทเอกชน ขณะที่ชาวบ้านถูกกันออกจากทรัพยากรที่ตนดูแล Martinez-Alier (2002) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ecological distribution conflict หรือความขัดแย้งเชิงการกระจายอำนาจและประโยชน์ทางนิเวศ ที่รัฐและตลาดมองข้ามความยุติธรรมทางสังคม
รายงานของกรมป่าไม้ที่ระบุว่าพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นคือการเมืองของภาพลักษณ์ มันทำให้ความซับซ้อนของชีวิตมนุษย์กลายเป็นเพียงตัวเลขและทำให้ความรุนแรงเชิงนโยบายกลายเป็นความสำเร็จของรัฐ นี่คือสิ่งที่ Rob Nixon (2011) เรียกว่า slow violence ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่มองไม่เห็นในภาพข่าวหรือรายงานประจำปี แต่กัดกร่อนศักดิ์ศรีของคนทีละน้อยผ่านการขับไล่ การฟ้องร้อง และการลบชื่อออกจากแผนที่
ในขณะที่นักนโยบายอ้างว่าป่าเพิ่มขึ้น แต่คนในพื้นที่กลับเห็นว่าความยุติธรรมกำลังหายไป ธรรมชาติกำลังฟื้น แต่สังคมกำลังป่วย
หากจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง (theory of change) เป้าหมายของการอนุรักษ์ไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น แต่ต้องเป็นคนอยู่ได้ และป่าอยู่รอดไปพร้อมกัน
ดังนั้นจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของนโยบายป่าไม้ไทยควรเริ่มจาก
1. เปลี่ยนฐานคิด จากป่าไร้คนคือป่าดี สู่ป่ามีคนคือป่าที่มีชีวิต
2. เปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จ จากจำนวนไร่เป็นคุณภาพชีวิต
3. เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ จากรัฐรวมศูนย์สู่การจัดการร่วมระหว่างรัฐกับชุมชน
4. เปลี่ยนทัศนคติทางศีลธรรม จากคนคือภัยของธรรมชาติ สู่สิทธิเป็นเงื่อนไขของการอนุรักษ์
เพราะถ้าพิจารณาตามกรอบ Human Rights-Based Approach ของ UNDP (2018) ที่ระบุว่าการพัฒนาใด ๆ ที่ไม่เคารพสิทธิในที่ดิน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของผู้คนย่อมไม่ใช่การพัฒนา แต่คือการละเมิด
รัฐไทยภูมิใจกับตัวเลขป่าเพิ่มขึ้น แต่ไม่เคยถามว่ามีใครถูกผลักดันออกจากป่าบ้าง สังคมเมืองปรบมือให้ความเขียว แต่ไม่เคยเห็นความดำมืดของความยุติธรรมที่ตายไปพร้อมกับมัน
นี่คือโลกคู่ขนานระหว่างธรรมชาติเป็นของรัฐ กับธรรมชาติเป็นของผู้คน กล่าวคือโลกหนึ่งวัดความสำเร็จด้วยดาวเทียม อีกโลกหนึ่งวัดด้วยชีวิตจริง โลกหนึ่งเห็นป่าเป็นทรัพย์สิน อีกโลกหนึ่งเห็นป่าเป็นบ้าน
ป่าที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่ชัยชนะของธรรมชาติ แต่มันหมายถึงชัยชนะของอำนาจที่กลับมาครอบครองธรรมชาติอีกครั้งในนามของความดี
เมื่อความเขียวถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจ หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่แค่ปกป้องป่า แต่เป็นการปลดปล่อยธรรมชาติจากรัฐ เพราะตราบใดที่ธรรมชาติยังถูกผูกไว้กับอุดมการณ์ของคนกลุ่มหนึ่ง “ความเขียว” ก็จะยังเป็นเพียงสีของการกดทับ ไม่ใช่สีแห่งความยุติธรรม
