ในสายตาของรัฐไทย “ธรรมชาติ” ไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างอิสระ หากแต่เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่ในกำกับ บริหาร และควบคุม เพื่อปกป้องจากคนอื่น โดยเฉพาะคนชายขอบที่ถูกทำให้กลายเป็นตัวร้ายของป่า ทั้งที่พวกเขาอยู่กับป่ามานานก่อนที่รัฐจะมีเขตอุทยานเสียอีก
นี่คือมายาคติที่สืบทอดมาจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผ่านสำนักราชการแบบอาณานิคม ที่สร้างภาพว่าความเจริญต้องมากับการทำให้ธรรมชาติอยู่ภายใต้แผนที่ กฎหมาย และนโยบายจากส่วนกลาง (Scott, 1998; Vandergeest & Peluso, 1995)
รัฐจึงสร้างสิ่งที่เจมส์ สก็อต (1998) เรียกว่า legibility of nature การทำให้ธรรมชาติอ่านออกและควบคุมได้ ผ่านแผนที่ ขอบเขต และตัวเลข เช่น พื้นที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 30 ของประเทศ หรือจำนวนต้นไม้ที่ปลูกในโครงการฟื้นฟูป่า แต่สิ่งที่มองไม่เห็นคือชีวิตที่อยู่ในนั้น ทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า ที่ถูกจัดลำดับคุณค่าภายใต้สายตารัฐ
ความเขียวในแบบรัฐไม่ใช่ธรรมชาติที่งอกงามจากความสัมพันธ์ของมนุษย์กับผืนดิน แต่เป็นความเขียวทางราชการ (bureaucratic greenness) ที่ถูกวัดด้วยแผนงาน งบประมาณ และหลักเขตอุทยาน
นั่นคือสิ่งที่มิเชล ฟูโกต์ (Foucault, 2007) เรียกว่าอำนาจชีวปกครอง การควบคุมชีวิตผ่านนโยบายและเทคโนโลยีแห่งการบริหารจัดการชีวิต (governmentality) รัฐไทยใช้แนวคิดนี้กับทั้งคนและธรรมชาติ โดยอ้างว่าเป็นการจัดการเพื่อความยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้ชีวิตป่ากลายเป็นวัตถุแห่งการบริหาร มากกว่าการอยู่ร่วม
ตัวอย่างชัดคือการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เป็นเกราะกำบังทางศีลธรรม ทั้งที่วิทยาศาสตร์ดังกล่าวคือศาสตร์ของอำนาจ ที่ถูกผูกโยงกับงบประมาณ โครงการปลูกป่า คาร์บอนเครดิต และระบบราชการที่สร้างอาชีพให้ข้าราชการมากกว่าชีวิตที่อยู่ในพื้นที่จริง
ดังนั้นการอนุรักษ์แบบรัฐจึงเป็นทั้งอุดมการณ์ และอุตสาหกรรม มันมีงบ มีตำแหน่ง และมีผลตอบแทนทางการเมือง
หากใช้กรอบ Environmental Justice (Schlosberg, 2007) เราจะเห็นว่า ความไม่ยุติธรรมไม่ได้เกิดจากคนทำลายป่า แต่เกิดจากระบบที่กระจายภาระและผลประโยชน์ไม่เท่ากัน ชาวบ้านในเขตป่าอนุรักษ์ต้องรับภาระของการถูกจำกัดสิทธิ ถูกฟ้องคดี และถูกตราหน้าว่าเป็นผู้บุกรุก ขณะที่บริษัทใหญ่สามารถเข้ามาเช่าพื้นที่ปลูกป่าคาร์บอนเครดิต หรือใช้โครงการ CSR ฟอกเขียวภาพลักษณ์ได้อย่างเสรี ในอีกด้านหนึ่ง สัตว์ป่าก็ถูกทำให้เป็นเพียงผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง แต่ไม่เคยมีใครถามว่าพวกมันต้องการอยู่ร่วมกับมนุษย์ในแบบไหน
นี่คือ ecological injustice ที่เกิดจากความเข้าใจธรรมชาติแบบแยกส่วน ราวกับมนุษย์กับป่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน
สิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกตัดออกจากการอนุรักษ์ แต่รัฐไทยยังคงมองสิทธิเป็นสิ่งรบกวนธรรมชาติ ทั้งที่ในสากลโลก การคุ้มครองสิทธิในทรัพยากรเป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (UNDP, 2021) การจัดการป่าโดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน คือการทำให้ธรรมชาติกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจมากกว่าพื้นที่แห่งชีวิต ซึ่งสิทธิเหล่านี้ครอบคลุมทั้งสิทธิในการดำรงชีพ (right to livelihood) สิทธิในการมีส่วนร่วม (right to participation) และสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรและความยุติธรรม (access rights and justice)
แต่รัฐไทยกลับตีความว่าสิทธิของคนเป็นภัยต่อสิทธิของป่า ทั้งที่สองสิทธินี้ไม่เคยขัดกัน หากรัฐยอมรับว่าป่าไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นของชีวิตทุกชีวิต
“ป่า” พูดไม่ได้ เพราะรัฐพูดแทน
“ชาวบ้าน” ถูกทำให้เงียบ เพราะนักวิทยาศาสตร์และข้าราชการพูดแทน
นี่คือสิ่งที่อาร์ตูโร เอสโกบาร์ (Escobar, 1996) เรียกว่า politics of knowledge หรือการเมืองของความรู้ ที่ผู้มีอำนาจกำหนดว่าอะไรคือความรู้ที่นับว่าเป็นจริง
รัฐไทยใช้วาทกรรมวิทยาศาสตร์ป่าไม้ และหลักการอนุรักษ์สากลเป็นเครื่องมือทำให้เสียงอื่นกลายเป็นสิ่งงมงาย ล้าหลัง หรือไร้เหตุผล ทั้งที่ความรู้ของชาวบ้านคือความรู้จากการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมานับร้อยปี
ดังนั้นการปลดปล่อยความรู้จึงเป็นเงื่อนไขของความยุติธรรมเชิงนิเวศ เพราะตราบใดที่ความรู้ยังอยู่ในมือรัฐ การอนุรักษ์ก็ยังเป็นเพียงพิธีกรรมของอำนาจ
เมื่อส่องผ่านแว่นวิเคราะห์ช่องว่างเชิงนโยบาย (Gap Analysis) จะเห็นว่า
1. เกิดช่องว่างเชิงสิทธิ รัฐยังไม่บูรณาการสิทธิมนุษยชนในนโยบายป่าไม้และสัตว์ป่า
2. เกิดช่องว่างเชิงโครงสร้าง อำนาจบริหารทรัพยากรถูกผูกขาดโดยหน่วยงานกลาง ขาดกลไกถ่วงดุลจากท้องถิ่น
3. เกิดช่องว่างเชิงความรู้ การขาดการยอมรับองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้การจัดการขัดกับวิถีชุมชน
4. เกิดช่องว่างเชิงธรรมาภิบาล ไม่มีระบบตรวจสอบการใช้ทรัพยากรในโครงการเขียว เช่น คาร์บอนเครดิต
ถ้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจากการกระจายอำนาจการอนุรักษ์ให้กลับสู่มือของผู้คน ไม่ใช่เพียงปรับโครงสร้างกฎหมาย แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐและสังคม เปลี่ยนจากป่าของรัฐ เป็นป่าของทุกชีวิต เปลี่ยนจากความเขียวเชิงอำนาจ เป็นความเขียวเชิงสิทธิ และเปลี่ยนจากการอนุรักษ์แบบราชการ เป็นการอยู่ร่วมอย่างเป็นธรรม
นั่นจึงจะเป็นการเปลี่ยนจาก eco-authoritarianism ไปสู่ ecological democracy ประชาธิปไตยทางนิเวศ ที่ทุกชีวิตมีสิทธิในธรรมชาติร่วมกัน
ป่าจะมีค่า ก็เพราะมีชีวิต ไม่ใช่เพราะมีรัฐ แต่รัฐไทยยังคงผูกขาดการตีความว่าธรรมชาติคืออะไร และใครควรได้อยู่ในนั้น การอนุรักษ์จึงกลายเป็นกลไกทางการเมืองที่กีดกัน มากกว่าปกป้อง
ถ้าหากเรายังไม่รื้ออำนาจสีเขียวนี้ ความยุติธรรมเชิงนิเวศก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะป่ายังคงเป็นสมบัติของรัฐ มากกว่าพื้นที่ของชีวิต
