ในสายตาชนชั้นกลางในเมือง ช้างป่าคือสัญลักษณ์ของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาปรบมือให้ทุกครั้งที่เห็นข่าวช้างป่าเพิ่มจำนวนประชากร โดยไม่เคยรู้เลยว่าในอีกด้านหนึ่ง มีคนต้องเสียข้าวในท้องนา เสียพืชไร่ที่ลงทุนเพาะปลูก เสียชีวิต ชให้กับนโยบายอนุรักษ์ที่รัฐเชิดชูว่ายิ่งใหญ่เพื่อผืนแผ่นดิน
การอนุรักษ์ในประเทศไทยไม่เคยเป็นกลาง มันคือระบอบอุดมการณ์ที่มีความเขียวเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางศีลธรรมให้รัฐและฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยมีช้างป่าเป็นวัตถุแห่งความภาคภูมิใจ เป็นเครื่องมือเชิดชูความเป็นไทยในเวทีโลก
แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของช้างที่รัฐประกาศ ไม่ได้เกิดจากการเคารพในสิทธิของมัน หากเกิดจากการควบคุมและจัดการในนามช้าง ช้างที่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง แต่ไม่ได้จัดให้ช้างเป็นสัตว์ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ
ภายใต้ระบอบราชการไทย ช้างป่าไม่ใช่เพียงสัตว์ป่า แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชิงอุดมการณ์ที่รัฐใช้เพื่อผลิตความเชื่อมั่นของอำนาจรัฐในนามการอนุรักษ์ (Peluso & Vandergeest, 2001)
กรมอุทยานฯ กลายเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจเหนือชีวิตคนจำนวนมาก ด้วยอาวุธที่ทรงพลังทั้งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมถึงวาทกรรมที่ใช้หล่อหลอมสังคมให้เชื่อว่ารัฐคือผู้พิทักษ์ธรรมชาติ ป่ามีค่า สัตว์มีคุณ ขณะที่ชาวบ้านเป็นเพียงปัญหาของธรรมชาติ และถูกด้อยค่าว่าเป็นผู้ไร้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ
แนวคิดนี้คือมรดกของสิ่งที่เรียกว่า colonial conservation หรือการอนุรักษ์แบบอาณานิคมที่เกิดจากการจำลองโครงสร้างแบบตะวันตกในสมัยที่ธรรมชาติถูกมองว่าเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ต้องปกป้องจากมนุษย์ (Adams & Mulligan, 2003)
ในประเทศไทย มันกลายเป็นรูปแบบของเขียวขวาจัด (eco-authoritarianism) อนุรักษ์นิยมสุดโต่งที่ผูกขาดศีลธรรมและใช้ความเขียวเป็นโล่กำบังอำนาจ
รัฐจึงรักช้าง แต่ไม่เคยรักคนที่อยู่ร่วมกับช้างป่า รัฐปกป้องป่า แต่ไม่เคยปกป้องสิทธิของผู้คนที่อยู่ในป่า
รัฐมักพูดว่าช้างออกจากป่า แต่ความจริงคือป่าถูกตัดออกจากช้าง การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่กระจัดกระจายทั่วประเทศ ทำให้พื้นที่หากินดั้งเดิมของช้างถูกแยกขาดจากกันด้วยเส้นบนแผนที่ (Ekers & Loftus, 2008) เขตอนุรักษ์กลายเป็นเหมือนคุกเชิงนิเวศที่ช้างถูกบีบให้แออัดในพื้นที่จำกัด โดยไม่มีเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างผืนป่า
ผลคือช้างต้องออกมาหากินในพื้นที่เกษตรของชุมชน ซึ่งในสายตารัฐมันกลายเป็นภัยที่ต้องควบคุม ความย้อนแย้งนี้คือ รัฐในฐานะผู้ตัดเส้นทางของมันเอง กลับเป็นผู้กล่าวโทษมันที่เดินออกมา
ช้างจึงกลายเป็นเหยื่อของนโยบายสีเขียวที่ต้องตายจากกับดักไฟฟ้า ต้องถูกผลักกลับป่าที่ไม่เหลือพื้นที่รองรับเพียงพอ ต้องถูกจัดการเสมือนเป็นตัวปัญหาที่มนุษย์ต้องแก้ ทั้งที่ผู้สร้างปัญหาคือรัฐเอง
เมื่อช้างออกมาหากินในพื้นที่ชุมชน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงคนบุกรุกป่า หรือช้างบุกรุกพื้นที่ชุมชน แต่เป็นสิ่งที่ Joan Martínez-Alier (2002) นิยามว่าเป็น Ecological Distribution Conflict (EDC) หรือความขัดแย้งที่เกิดจากการกระจายผลประโยชน์และภาระทางนิเวศอย่างไม่เท่าเทียมและเป็นธรรม
รัฐถือครองอำนาจในการอนุรักษ์ แต่ชาวบ้านต้องแบกรับต้นทุนของการอนุรักษ์นั้นไว้ด้วยน้ำตา ทั้งที่ดินทำกินที่ถูกยึด ผลผลิตที่ถูกช้างทำลาย และชีวิตที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงโดยไม่มีหลักประกัน
พูดอีกอย่างคือคนเมืองได้บุญ คนชนบทได้บาดแผล สังคมเมืองได้เสพภาพช้างอาบน้ำในโลกโซเชียล ได้รับรู้ว่าประเทศมีป่าเพิ่มขึ้น ได้พื้นที่คาร์บอนเครดิตในเวทีโลก แต่คนชายป่ามีราคาที่ต้องจ่ายให้กับความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นทุกวัน
ในเชิงการเมืองของทรัพยากร นี่คือความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างระบอบการจัดสรรเชิงนิเวศของรัฐกับสิทธิในการดำรงชีวิตของผู้คน
เมื่อรัฐผูกขาดอำนาจในการกำหนดว่าตรงไหนคือธรรมชาติและใครสมควรอยู่ตรงนั้น ความขัดแย้งย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การจัดการช้างของรัฐไทยตั้งอยู่บนฐานของความรู้เชิงเทคนิคมากกว่าความรู้เชิงสิทธิ รัฐพูดถึงการควบคุมช้าง การสร้างแนวป้องกัน การเยียวยาผลกระทบ แต่ไม่เคยพูดถึงสิทธิของคนในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย
จากกรอบแนวคิด Human Rights-Based Approach เราจะเห็นว่าการอนุรักษ์ควรมีองค์ประกอบหลักสำคัญคือ (1) สิทธิในการมีส่วนร่วมของชุมชน (2) สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล และ(3) สิทธิในการได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม
แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้รับการช่วยเหลือ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ เสียงของพวกเขาไม่ได้อยู่ในเวทีวางแผนและการตัดสินใจ แต่ในรายงานท้ายบทของรัฐมักจะเขียนกำกับว่าได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นแล้ว
ความเขียวจึงกลายเป็นเครื่องมือกลบเสียงของสิทธิ และช้างป่ากลายเป็นข้ออ้างของการใช้อำนาจมากกว่าการปกป้องชีวิต
Schlosberg (2007) สอน Environmental Justice ว่า ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมไม่ใช่การแบ่งพื้นที่ระหว่างคนกับธรรมชาติ แต่เป็นการจัดการผลประโยชน์และภาระอย่างเป็นธรรม
สำหรับช้างป่าและชุมชนชายป่า ความยุติธรรมเชิงนิเวศ (Ecological Justice) หมายถึงการยอมรับว่ามนุษย์มีสิทธิในระบบนิเวศพอ ๆ กับช้าง และช้างก็มีสิทธิในการดำรงชีวิตพอ ๆ กับกับมนุษย์ การอยู่ร่วมจึงต้องออกแบบใหม่บนฐานของสิทธิร่วม ไม่ใช่การแยกออกจากกัน
หากรัฐยังมองว่าช้างต้องอยู่ในป่า และคนต้องอยู่นอกป่า เป็นสมการของความสมดุล มันจะไม่มีวันเกิดความยุติธรรมเชิงนิเวศ เพราะในความเป็นจริง ป่าที่ช้างต้องการคือป่าที่คนดูแล และช้างที่คนยอมรับคือช้างที่รัฐไม่ผลักมาเป็นภัยแก่คน
หากวิเคราะห์ช่องว่างในระบบจัดการช้างป่าของรัฐไทยจะเผยให้เห็นความล้มเหลวในทุกระดับ #ช่องว่างเชิงนโยบาย รัฐวัดความสำเร็จด้วยจำนวนช้างที่เพิ่มขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของพื้นที่และความปลอดภัยของคน #ช่องว่างเชิงสถาบัน กรมอุทยานฯ ถืออำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีการจัดการร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง #ช่องว่างเชิงปฏิบัติ มาตรการเยียวยาไม่ทั่วถึง ชาวบ้านหลายพื้นที่ต้องรอเงินนานนับปี #ช่องว่างเชิงสิทธิ ไม่มีการรับรองสิทธิในที่ดินของชุมชนที่อยู่ร่วมกับช้างมานานก่อนเขตอุทยาน
สิ่งเหล่านี้คือหลุมดำทางนโยบาย ที่ดูดกลืนความเป็นธรรมทางสังคมให้หายไปในความหมายของการอนุรักษ์
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการจัดการช้างป่าต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานใหม่ว่า ความยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนรากฐานของสิทธิ ไม่ใช่บนฐานอำนาจ ต้องยอมรับสิทธิของชุมชนในฐานะผู้จัดการระบบนิเวศ ไม่ใช่ผู้บุกรุก ใช้กลไกมีส่วนร่วมที่ให้สิทธิตัดสินใจอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการจัดการช้างแบบมีส่วนร่วม (co-management) ที่ใช้ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับวิทยาศาสตร์ อันจะสามารถลดความขัดแย้งเชิงนิเวศ เพิ่มความปลอดภัยของคนและช้าง และสร้างระบบนิเวศที่สมดุลอย่างแท้จริง
จำนวนประชากรช้างป่าเพิ่มขึ้น ฟังดูเป็นความสำเร็จของการอนุรักษ์ แต่หากการเพิ่มขึ้นนั้นมันหมายถึงความเสี่ยงของผู้คนและการแบบกรับภาระที่มากขึ้นของคนที่อยู่ร่วมกับช้าง มันไม่ใช่การอนุรักษ์ แต่มันคือความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่แปลงร่างเป็นนโยบายสีเขียว
แน่นอนว่าช้างป่าจะอยู่รอดไม่ได้ หากรัฐยังมองมันเป็นเพียงตัวเลขความสำเร็จเชิงนโยบาย มากกว่าสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ และชาวบ้านจะอยู่รอดไม่ได้ หากรัฐยังมองพวกเขาเป็นแค่ผู้รับนโยบาย มากกว่าผู้มีสิทธิร่วมสร้างนโยบายนั้น
ความยุติธรรมเชิงนิเวศไม่ใช่เรื่องโรแมนติก แต่มันคือการเมืองของการกระจายอำนาจ การเมืองของสิทธิ และการเมืองของการอยู่ร่วมอย่างเท่าเทียม
ช้างไม่ต้องการรัฐที่รักมันแบบอาณานิคม มันต้องการรัฐที่ยอมรับว่าความเขียวจะไม่ยั่งยืน ถ้าความเป็นธรรมยังไม่เกิด
