ประกันสังคมชี้แจง 'สูตร CARE' ปรับปรุงสูตรบำนาญให้สะท้อนค่าจ้างตลอดการทำงาน
นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า การปรับสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ ยึดหลักการระบบบำนาญสากลที่คำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดช่วงเวลาการส่งเงินสมทบ หรือสูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) ซึ่งเป็นการเฉลี่ยเงินเดือนทุกเดือนและปรับตามค่าเงินปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ได้รับบำนาญใกล้เคียงเดิม โดยคำนวณตามมูลค่าของค่าจ้างในวันที่เริ่มรับบำนาญ
โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับบำนาญชราภาพรวมทั้งสิ้นจำนวนประมาณ 850,000 คน ซึ่งการคำนวณบำนาญสูตรใหม่จะมีผู้ได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นประมาณ 570,000 คน และผู้ได้รับบำนาญเท่าเดิมประมาณ 280,000 คน ดังนั้น สูตรใหม่จะไม่ไปลดเงินบำนาญในปัจจุบันแม้แต่รายเดียว
สำหรับผู้รับบำนาญใหม่ภายใน 5 ปีนี้ สำนักงานประกันสังคมจะยังคำนวณเปรียบเทียบให้ทั้งสูตรใหม่และสูตรเก่า หากสูตรใหม่คำนวณได้น้อยกว่าสูตรเก่า จะมีการจ่ายชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต (ผู้ที่เกษียณปี 2569 จะได้รับการชดเชยส่วนต่าง 100%: ปี 2570 ชดเชย 80% ; 2571 ชดเชย 60%; 2572 ชดเชย 40% และ 2573 ชดเชย 20% ตามลำดับ) ในกรณีผู้ที่รับบำนาญตั้งแต่ปี 2574 จะได้รับบำนาญตามสูตรใหม่ ซึ่งมีความสมดุลสอดคล้องกับการส่งเงินสมทบ และเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทั้งระบบในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้รับบำนาญในอนาคตบางรายอาจได้รับบำนาญน้อยลงเมื่อเทียบกับสูตรเก่า โดยเฉพาะรายที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการส่งเงินสมทบ
หลักการของสูตร CARE มีความเรียบง่ายและเป็นธรรม กล่าวคือ ปรับปรุงสูตรบำนาญให้มีความสมดุลกับค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ โดยสะท้อนค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาการทำงาน “ส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้น้อย” ซึ่งเป็นการคำนวณตามมาตรฐานสากล นางนิยดา กล่าวในตอนท้าย
ประกันสังคมยืนยันใช้สูตรบำนาญใหม่ ‘CARE’ ไม่มีใครได้เงินน้อยลง ชี้เป็นไปตามหลักการ ‘ส่งมากได้มาก-ส่งน้อยได้น้อย’
นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า การปรับสูตรบำนาญชราภาพให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 นั้น ยึดหลักการระบบบำนาญสากลที่คำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดช่วงเวลาการส่งเงินสมทบ หรือสูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) ซึ่งเป็นการเฉลี่ยเงินเดือนทุกเดือนและปรับตามค่าเงินปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ได้รับบำนาญใกล้เคียงเดิม โดยคำนวณตามมูลค่าของค่าจ้างในวันที่เริ่มรับบำนาญ
นางนิยดา กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ได้รับบำนาญชราภาพรวมทั้งสิ้นจำนวนประมาณ 850,000 คน ซึ่งการคำนวณบำนาญสูตรใหม่จะมีผู้ได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นประมาณ 570,000 คน และผู้ได้รับบำนาญเท่าเดิมประมาณ 280,000 คน ดังนั้น สูตรใหม่จะไม่ไปลดเงินบำนาญในปัจจุบันแม้แต่รายเดียว สำหรับผู้รับบำนาญใหม่ภายใน 5 ปีนี้ สำนักงานประกันสังคมจะยังคำนวณเปรียบเทียบให้ทั้งสูตรใหม่และสูตรเก่า หากสูตรใหม่คำนวณได้น้อยกว่าสูตรเก่า จะมีการจ่ายชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต โดยผู้ที่เกษียณปี 2569 จะได้รับการชดเชยส่วนต่าง 100% เกษียณในปี 2570 ชดเชย 80% ปี 2571 ชดเชย 60% ปี 2572 ชดเชย 40% และ ปี 2573 ชดเชย 20% ตามลำดับ ในกรณีผู้ที่รับบำนาญตั้งแต่ปี 2574 จะได้รับบำนาญตามสูตรใหม่ ซึ่งมีความสมดุลสอดคล้องกับการส่งเงินสมทบ และเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทั้งระบบในอนาคต
“ผู้รับบำนาญในอนาคต บำนาญที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับการส่งเงินสมทบในอนาคตก่อนการขอรับบำนาญในภาพรวม หากสูตรใหม่มีผลใช้บังคับ ผู้ที่จะขอรับบำนาญภายใน 10 ปีข้างหน้าจะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 8% อย่างไรก็ตาม ผู้รับบำนาญในอนาคตบางรายอาจได้รับบำนาญน้อยลงเมื่อเทียบกับสูตรเก่า โดยเฉพาะรายที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการส่งเงินสมทบ หลักการของสูตร CARE มีความเรียบง่ายและเป็นธรรม ปรับปรุงสูตรบำนาญให้มีความสมดุลกับค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ โดยสะท้อนค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาการทำงาน ‘ส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้น้อย’ ซึ่งเป็นการคำนวณตามมาตรฐานสากล” นางนิยดา กล่าว
ที่มา: มติชนออนไลน์, 18/10/2568
อนุ กมธ.ด้านการจัดหางานฯ วุฒิสภา เสนอขยายโอกาสจ้างงานผู้สูงอายุ
นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา เปิดเผยผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง "การขยายโอกาสการมีงานทำและส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์" โดยจากการศึกษาสามารถจำแนกข้อเสนอแนะออกเป็น 3 ประเภทหลัก ประกอบด้วย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อนุ กมธ.เห็นว่าภาครัฐ ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนควรกำหนดประเด็นนี้เป็นประเด็นเร่งด่วนระดับชาติ ที่หน่วยงานภาครัฐต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งในภาพรวมระดับประเทศ และดำเนินการได้ในระดับหน่วยงานทุกระดับทั้งกระทรวง กรม จังหวัด หรือแม้แต่การปฏิบัติในเชิงพื้นที่ของกลไกการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ นโยบาย "หนึ่งหน่วยงาน หนึ่งผู้สูงอายุ" โดยให้หน่วยงานราชการในทุกระดับของประเทศจ้างผู้สูงอายุเข้าทำงาน ซึ่งจะเป็นต้นแบบความสำเร็จที่สามารถถอดบทเรียนและถ่ายทอดการปฏิบัติไปยังหน่วยงานรัฐอื่นตลอดจนภาคเอกชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และข้อเสนอแนะเชิงการปฏิบัติ เป็นข้อเสนอแนะที่มุ่งนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง อาทิ ให้หน่วยงานภาครัฐใช้กลไกภาคเอกชนมาเป็นเครือข่าย และเพิ่มมาตรการจูงใจนอกเหนือจากมาตรการทางภาษี อาทิ การให้เงินอุดหนุน การลดหย่อนค่าสาธารณูปโภค ค่าธรรมเนียมต่างๆ หรือดำเนินการเกี่ยวกับการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุผ่านกองทุนส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ
ส่วนข้อเสนอแนะด้านกฎหมาย ควรมีการพิจารณา เพิ่มคำนิยามความหมายของคำว่า "แรงงานผู้สูงอายุ" หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ลงในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 และควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องการกำหนดเวลาการทำงานของผู้สูงอายุที่เหมาะสมเป็นมาตรฐานกลางในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้ชัดเจน เพื่อให้สถานประกอบการและแรงงานผู้สูงอายุสามารถกำหนดระยะเวลาการทำงานได้ตามความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้ การนำเสนอรายงานพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาของ อนุ กมธ.ในประเด็นส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของรายงาน เพื่อพิจารณาดำเนินการผลักดันแนวนโยบายและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 18/10/2568
กกจ. ปัด ‘เลื่อน’ ขึ้นทะเบียนต่างด้าว ระบบไม่เสถียร แจงฝ่ายมั่นคงห่วงปัญหาชายแดน
นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) เปิดเผยถึงกรณีการเลื่อนการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยมีกำหนดการเปิดขึ้นทะเบียนออนไลน์ในวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า เหตุที่ต้องมีการเลื่อนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวไปก่อนนั้นเนื่องจากว่ามีข้อห่วงใยจากฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวกับเรื่องที่เราต่างก็ทราบกันอยู่ คือเรื่องชายแดน ซึ่งคิดว่าเร็วๆ นี้คงจะเรียบร้อย โดยทางฝ่ายความมั่นคงขอหารือกันก่อนว่าจะมีมาตรการอย่างไร
“เรื่องนี้ผ่านมติ ครม. แล้วแต่ถ้าฝ่ายความมั่นคงมีการหารือ โดยเฉพาะในการหารือโต๊ะเล็ก เห็นว่ามีประเด็นที่ต้องเพิ่มมาตรการหรืออย่างไร ถ้าจำเป็นจะต้องมีมาตรการใหม่ต้องรื้อใหม่ ก็ต้องเข้า คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ใหม่” นายพิเชษฐ์ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีกลุ่มนายจ้างร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามาหรือไม่ เพราะหลายคนก็เตรียมขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอยู่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจดี ตอนนี้ยังไม่มีการร้องเรียน ทั้งนี้เจตนาเดิม ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ กระทรวงแรงงานอยากจะให้ต่างด้าวที่ทำงานผิดกฎหมายได้ขึ้นมาทำงานอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจะมีข้อดีอยู่ 2 ด้านคือ
1.สะดวกในการควบคุมดูแล กับนายจ้างที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับการจ้างแรงงานต่างด้าว เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเราจะได้รู้ว่าแรงงานเหล่านั้นอยู่ที่ไหน
2.ผู้ประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวอยู่ ก็จะได้ใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมายจะได้สบายใจ ถือเป็นการสนับสนุนทั้งสองด้าน
เมื่อถามว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการเปิดขึ้นทะเบียนตามที่ตั้งใจไว้จะมีการดำเนินการอย่างไรกับแรงงานต่างด้าวที่ทำงานผิดกฎหมายและนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า จริงๆ ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าชุดนี้ทำงานอยู่กับนายจ้างทางเราก็พยายามกวดขันอยู่ แต่ก็เห็นใจทั้งสองด้าน เมื่อเข้ามาอยู่แล้วเราก็พยายามทำให้เขาถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อที่จะได้รับการคุ้มครองทั้งตัวแรงงานต่างด้าวเอง ขอให้รออีกสักนิดหนึ่ง เดี๋ยวเราจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ส่วนฝ่ายความมั่นคง ก็ยังมีข้อกังวลเล็กๆ อยู่
เมื่อถามย้ำว่า การทบทวนตรงนี้จะใช้เวลานานหรือไม่เพราะนายจ้างก็รอนำแรงงานที่ผิดกฎหมายอยู่มาขึ้นทะเบียน นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า นายจ้างที่กำลังรอใช้แรงงานต่างด้าว อยู่นั้นก็อย่ารอเสียงดังมาก เพราะอย่าลืมว่าคุณก็ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอยู่ เพราะทางเราก็พยายามเต็มที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งก็เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วยในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะได้ชุดนี้ขึ้นมาเติมเต็มแรงงานที่ทะลักออกไป แต่ก็ต้องรอนิดหน่อยเพราะมีหลายหน่วยงาน ด้วยความห่วงใยก็ต้องเคารพความคิดเห็นต่อความห่วงใยตรงนี้ด้วย
“ย้ำว่าการเลื่อนไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาระบบการขึ้นทะเบียนไม่เสถียรแต่อย่างใด ไม่ต้องกังวล เพราะระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เป็นเรื่องเงื่อนไขในสัญญาว่าหากเราใช้กระบวนการไอที ในสัญญาบอกว่าจะให้บริษัททำ หากบริษัททำแล้วไม่เสถียรตามที่เป็นข่าว ระบบของกระทรวงเราก็พร้อมที่จะเป็นคู่ขนานอยู่แล้ว” นายพิเชษฐ์ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่าเรื่องนี้จะต้องไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมดเลยหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ขอให้รอผลการหารือของฝ่ายความมั่นคงโต๊ะเล็กก่อน ถ้าในประเด็นข้อห่วงใยเกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงานก็อาจต้องมีการเริ่มกระบวนการใหม่
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เฟซบุ๊กเพจ กรมการจัดหางาน โพสต์ระบุว่า ตามที่ ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งมีเรื่องการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะต้องออกกฎหมายรองรับเพื่อให้คนต่างด้าวเป้าหมายอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานเป็นกรณีพิเศษ เบื้องต้นได้คาดการณ์ว่าจะสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 นั้น
เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนมีความอ่อนไหว ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการจดทะเบียนคนต่างด้าวเพื่อแก้ไขปัญหาด้านแรงงานครอบคลุมทุกมิติ จึงขอเลื่อนการจดทะเบียนคนต่างด้าวตามมติครม.เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ออกไปก่อน และจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป
ที่มา: มติชนออนไลน์, 17/10/2025
รมว.แรงงาน สั่ง สปส.เร่งตรวจสอบกรณีรับฟังความคิดเห็นบำนาญสูตร CARE ถูกบอตโจมตี
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง จากกรณีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการเข้าถึงเว็บไซต์การรับฟังความคิดเห็นบำนาญชราภาพสูตร CARE (แคร์) ของ สปส.โดยตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) หรือ การยิงบอตเข้ามาโจมตีระบบ หลังพบความผิดปกติว่ามีผู้มาทำประชาพิจารณ์จำนวนมากกว่า 900 คน ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง
น.ส.บุปผา เรืองสุด เลขาธิการ สปส.กล่าวว่า ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมอบหมายให้ นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการ สปส.เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ในการรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ทั้งนี้ สปส.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายประสานไปยังสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ในฐานะผู้พัฒนาเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) เพื่อดำเนินการตรวจสอบความผิดปกติของข้อมูลการตอบแบบสอบถามในลักษณะที่เป็นการใช้ IO หรือไม่ อย่างไร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมได้ทราบในประเด็นดังกล่าว
นางนิยดา กล่าวว่า สปส.จะครบกำหนดการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นจะนำผลการรับฟังความคิดเห็นเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมของคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) เพื่อหารือรายละเอียดต่อไป สปส.ขอยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใส หากในระหว่างนี้ ผู้ประกันตนหรือประชาชนติดขัด หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณบำนาญสูตร CARE สปส.ยินดีที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ที่มา: มติชนออนไลน์, 17/10/2568
สั่งมหาวิทยาลัยทั่วไทยจัดเรียน-สอน AI ทุกหลักสูตร หวังยกระดับการศึกษา สร้างบัณฑิต สู่ตลาดแรงงานยุคใหม่
นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวง อว. เรื่อง “แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568”
เพื่อยกระดับการศึกษา รองรับตลาดแรงงาน และสังคมเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เป้าหมายคือสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้ AI เป็น ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประกาศดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเรียนการสอนและการวิจัยของประเทศ พร้อมผลิตบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวปฏิบัติที่ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการ ประกอบด้วย
1. จัดทำการประเมินความพร้อมการใช้ AI ของตนเอง ตามวิธีการและรูปแบบที่กระทรวง อว.กำหนด เพื่อประกอบการพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์ให้คำปรึกษาด้าน AI 2. จัดการเรียนการสอน โดยมีกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนในการฝึกใช้เครื่องมือด้าน Al
3. บรรจุรายวิชา หรือเนื้อหาที่ประยุกต์ใช้ AI ในหลักสูตรไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต หรือไม่น้อยกว่า 2 รายวิชา ยกเว้นสาขาที่มีอยู่แล้ว
4. ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะด้าน AI ให้กับคณาจารย์ บุคลากรสายงานบริหาร และสายงานวิชาการ และ 5. ตั้งหน่วยให้คำปรึกษาด้านการใช้ AI ในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน การบริหารการศึกษา และการบำรุงรักษาระบบฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้อง
“นี่ไม่ใช่แค่การปรับหลักสูตร แต่คือการปฏิวัติการศึกษาไทยครั้งประวัติศาสตร์ เราลงทุนกับทรัพยากรที่ทรงค่าที่สุดนั้น คือ คน การเรียน AI จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักคิด นักปฏิบัติ และนักนวัตกรรม ที่จะก้าวทันโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยี
และในไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะเห็นบัณฑิตไทยไม่เพียงใช้ AI เป็น แต่สามารถออกแบบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมไทย ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การแพทย์อัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ ไปจนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี
นี่คือเส้นทางสู่อนาคตที่เราจะร่วมสร้างไปด้วยกัน เพราะการจัดการศึกษาที่แท้จริงต้องไม่เพียงต้องตามโลกให้ทัน แต่ต้องกล้าที่จะนำการเปลี่ยนแปลงด้วย“ นายสุรศักดิ์ กล่าว
ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักปลัดกระทรวง อว. จะร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดเตรียมเครื่องมือเสริมสมรรถนะ และเตรียมความพร้อมเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษา นำไปประยุกต์ใช้งานได้ตามความเหมาะสมกับบริบทและความเชี่ยวชาญของแต่ละสถาบันอุดมศึกษา
เริ่มตั้งแต่จัดทำแบบประเมินความพร้อมด้านการใช้งาน AI ของสถาบันอุดมศึกษา (University AI Readiness Assessment) เพื่อทำความเข้าใจระดับความสามารถขององค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการเรียนการสอนด้าน AI ของสถาบันอุดมศึกษา สำหรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการวางแผนของหน่วยงาน
ภายใต้แนวคิดรูปแบบความสมบูรณ์ของความสามารถในการสอนด้าน AI (AI Teaching Capability Maturity Model) ซึ่งมี 6 มิติ ได้แก่ 1. มิติด้านกลยุทธ์ 2. มิติด้านบูรณาการหลักสูตร 3. มิติด้านความซื่อสัตย์เชิงวิชาการ 4. มิติด้านประสบการณ์ของผู้เรียน 5. มิติด้านการสนับสนุนคณาจารย์ และ 6. มิติด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี
ปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน จะมีการฝึกอบรม “สร้างความตระหนักรู้การใช้ AI ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” เพื่อเปิดกว้างให้คณาจารย์และบุคลากรสถาบันอุดมศึกษา ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ทำงานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยตรง ได้เข้าร่วมเรียนรู้และทดลองปฏิบัติการใช้งานแพลตฟอร์มด้านการศึกษาที่มี AI เป็นตัวช่วยในห้องเรียนดิจิทัล จัดทำตัวละครบทบาทสมมุติให้ผู้เรียนได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และแก้โจทย์ปัญหา
รวมทั้งยังจัดทำระบบบริการและบริหารจัดการเครื่องมือ AI เพื่อใช้ในการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1. ระบบบริการ AI token ที่จัดสรรให้กับสถาบันอุดมศึกษา 2. โมเดล AI ที่พัฒนามาจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของไทย และ 3. โมเดล LLM ที่พัฒนาจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีบริการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการฝึกอบรม
“ในปี 2569 จะมีการขยายผลกิจกรรมออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือการส่งเสริมการใช้งาน AI ในสถาบันอุดมศึกษาตามภูมิภาค และสร้างกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้งาน AI ในสาขาวิชาที่หลากหลายต่อไป” ศ.ดร.ศุภชัย
กมธ.การแรงงาน หนุนยกเว้นภาษีเงินได้ผู้สูงวัย รายได้ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อปี สร้างแรงจูงใจทำงานต่อเนื่อง
นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกมธ. แถลงข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาศึกษาการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงวัยด้วยมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 13 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ภาครัฐจะให้ความช่วยเหลือผ่าน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รายเดือนระหว่าง 600–1,000 บาทตามช่วงอายุ แต่ถือเป็นเพียงมาตรการขั้นต้นในการดูแลผู้สูงวัยเท่านั้น
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ผู้สูงวัยจำนวนมากยังคงมีศักยภาพในการทำงาน มีสุขภาพแข็งแรง และมีความรู้ความสามารถ จึงควรได้รับโอกาสในการทำงานต่อ ทั้งในรูปแบบงานประจำ งานอิสระ หรือการจ้างงานรายชั่วโมง ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงวัยมีรายได้และความภาคภูมิใจในตนเอง แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการลดภาระของภาครัฐและส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คณะกมธ. เห็นควรกำหนดมาตรการยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปี 1 วันขึ้นไป และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้สูงวัยมีความมั่นใจในการทำงานต่อเนื่อง พร้อมช่วยลดภาระของหน่วยงานภาครัฐในระยะยาว และผลักดันให้สังคมยอมรับการทำงานของผู้สูงวัยมากยิ่งขึ้น
นายเอกพร รักความสุข รองประธานคณะกมธ.การแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกมธ. มีมติเห็นชอบให้มีการสนับสนุนการทำงานของผู้สูงวัย โดยเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการพิเศษยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผู้สูงวัยที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 500,000 บาท เนื่องจากโดยปกติผู้สูงวัยไม่ได้มีรายได้สูงอยู่แล้ว รายได้ระดับดังกล่าวเฉลี่ยเพียงราว 45,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่มากนัก การยกเว้นภาษีจึงถือเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด และหากภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัยอย่างจริงจัง จะช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทและห้างร้าน มีแรงจูงใจในการจ้างงานเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องเสียภาษีในส่วนที่จ่ายให้ผู้สูงวัยเหมือนพนักงานทั่วไป อีกทั้งผู้สูงวัยจำนวนมากเคยเป็นผู้เสียภาษีมาตลอดช่วงวัยทำงาน การยกเว้นภาษีหลังอายุ 60 ปี จึงถือเป็นการตอบแทนและเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยได้ทำงานต่อในอาชีพหรือรูปแบบอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐจัดระบบภาษีให้เหมาะสม จะช่วยลดปัญหาการแย่งงานระหว่างวัย หรือการพึ่งพาแรงงานต่างชาติได้ อีกทั้งยังสร้างประโยชน์ในภาพรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ผู้สูงวัยกลายเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าของสังคมอย่างแท้จริง
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 16/10/2568
สมาคมโรงแรมไทยห่วงกฎหมายลาคลอด-ขึ้นค่าแรง กระทบแรงงานหญิง-ต้นทุนโรงแรม
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ…. เพิ่มสวัสดิการให้ลูกจ้างหญิงในระบบประกันสังคม โดยเฉพาะในส่วนของการลาคลอดและการเลี้ยงดูบุตร เพิ่มวันลาคลอดจากเดิม 98 วัน เป็นไม่เกิน 120 วัน
พร้อมกำหนดให้ผู้ประกันตนที่ลาคลอดได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน และหากครบกำหนด 120 วันแล้ว บุตรมีอาการเจ็บป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน ความผิดปกติ หรือภาวะพิการ สามารถลาต่อเนื่องได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 50% ตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 15 วันนั้น
เบื้องต้นเอกชนในภาคบริการถือว่าได้รับผลกระทบสูงมาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และมีจำนวนคนทำงานแต่ละหน้าที่จำกัด ทำให้หากมีพนักงานลาคลอดถึง 120 วัน ก็ต้องหาคนมาทำงานแทน ซึ่งบางหน้าที่หาพนักงานทำแทนได้ลำบากมากอยู่แล้ว
“ยอมรับว่าเรื่องนี้พูดลำบากมาก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ประเมินในแง่ของผู้ประกอบการและการทำธุรกิจ ก็ต้องบอกว่าจำนวนวันลาที่เพิ่มเข้ามาถือว่าเยอะไป เพราะคนทำธุรกิจก็บริหารงานยากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิลาคลอดถือเป็นสิทธิของผู้หญิง ซึ่งพนักงานโรงแรมส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงเป็นหลัก ง่าย ๆ เลยก็แผนกแม่บ้านก็คือผู้หญิง ไม่ใช่แผนกพ่อบ้าน ถือเป็นอุปสรรคในการบริหารงาน จึงอยากให้ทบทวนว่าจำนวนวันที่เพิ่มขึ้นมาถือว่ามากไปหรือไม่ เพราะของเดิมก็อยู่เกือบ 100 วันอยู่แล้ว”
นายเทียนประสิทธิ์กล่าวต่อว่า ในท้ายที่สุดหากมีช่องว่างของขอบเขตและข้อจำกัดในการทำงานเกิดขึ้นแบบนี้ หากผู้ประกอบการจำเป็นต้องเลือกจ้างพนักงาน ในอนาคตจะเลือกจ้างผู้ชายมากขี้นแทน จึงมองว่าควรประเมินข้อดีและข้อเสีย
รวมถึงผลที่จะกระทบกับสมดุลในในภาวะปกติด้วย แต่หากออกมากฎหมายบังคับใช้จริง ๆ ก็ต้องยอมรับและทำตามอยู่แล้ว เพียงแต่อยากให้มีความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการด้วย เพราะมีผลกระทบทั้งเรื่องต้นทุนของค่าจ้างแรงงานที่สูงอยู่แล้ว รวมถึงการบริหารงานในภาพรวมด้วย
สำหรับเรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ที่สมาคมให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวไปยังศาลปกครอง เพื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ และภาคโรงแรมถูกกระทบเป็นหลักแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงรอฟังอย่างเดียว ว่าศาลจะพิจารณาอย่างไร เพราะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
และต้องยอมรับว่า คาดหวังอยากให้ศาลทุเลาคำสั่งให้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในจังหวัดรอบนอก ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจ และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงอยากให้ศาลทุเลาเบื้องต้นให้กลับไปจ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามอัตราเดิมก่อนในระหว่างที่พิจารณาคดี เพราะไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานมากเท่าใด ซึ่งหากนานก็จะยิ่งส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการมากขึ้น
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 16/10/2568
EIC เผยแรงงานอายุน้อย ว่างงานสูงสุดรอบ 2 ปี ผลพวงโควิด-19 ยังไม่จาง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ระบุข้อมูลว่า แม้อัตราการว่างงานไทยจะปรับลดลงเร็วหลังวิกฤตโควิด-19 จากสูงสุด 2.25% ในช่วง Q3/2021 มาอยู่ที่ราว 1% ตั้งแต่ปี 2023 ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยก่อนโควิดได้แล้ว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่องนาน เริ่มส่งผลให้ตลาดแรงงานไทยอ่อนแอภายในชัดเจนขึ้น สะท้อนจากข้อมูลอัตราการว่างงานบางกลุ่มที่เริ่มปรับสูงขึ้น
ขณะที่ข้อมูลการจ้างงานบางกลุ่มเริ่มปรับแย่ลง โดยมีข้อมูล 4 ส่วนที่น่าสนใจดังนี้
(1) อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมสูงขึ้นอยู่ที่ 2.3% ในเดือน ก.ค. 2025 จาก 2.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 และเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปี
(2) อัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อย (15-24 ปี) สูงขึ้นอยู่ที่ 5.9% ณ Q2/2025 สูงสุดตั้งแต่ปี 2023 โดยเฉพาะอัตราการว่างงานแรงงานกลุ่มนี้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปสูงถึง 18.9% ใน Q2/2025 เร่งตัวจาก 16.1% ใน Q1/2025
(3) ผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่องสะสมกว่า 5 แสนคนเมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งเป็นปีที่มีผู้มีงานทำสูงสุดเกือบ 40 ล้านคนหลังตลาดแรงงานฟื้นกลับมาจากโควิด
(4) ชั่วโมงทำงาน Full-time และล่วงเวลา (OT) ปรับลดลง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ขณะที่ผู้ทำงานไม่เต็มเวลามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 จากปี 2024 อยู่ที่ 5.8% เมื่อเทียบกับผู้มีงานทำทั้งหมด
ขณะเดียวกัน วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในตลาดแรงงานอยู่ เห็นได้จาก 2 เรื่องหลัก คือ
(1) รายได้ที่แท้จริง (รวม OT โบนัส) ฟื้นช้า ข้อมูล ณ Q2/2025 ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ปี 2019 อีกราว 1.2% สะท้อนว่ารายได้แรงงานที่แท้จริงยังไม่ฟื้นเต็มที่
(2) คุณภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานแย่ลง สัดส่วนแรงงานทำงานนอกระบบมีทิศทางสูงขึ้น โดยในปี 2024 สัดส่วนนี้เพิ่มเป็น 52.8% ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัวและรายได้ไม่แน่นอน เข้าถึงสิทธิสวัสดิการหรือหลักประกันทางสังคมไม่มากเท่า การฟื้นตัวของรายได้แรงงานกลุ่มนี้จึงช้ากว่า และมีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของภาพรวมรายได้แรงงานไทยในช่วงที่ผ่านมาและในระยะข้างหน้า
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 15/10/2568
แม่ฮ่องสอนจัดระบบแรงงานต่างด้าวในศูนย์อพยพ ผู้ประกอบการขอใช้แล้ว 5 ราย ส่วนใหญ่งานก่อสร้าง
นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชุมแนวทางดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568โดยมีจัดหางานจังหวัด แรงงานจังหวัด ตัวแทนโรงพยาบาลศรีสังวาล รพ.ขุนยวม รพ.แม่สะเรียง ผู้แทนนายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม อำเภอแม่สะเรียง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พิจารณาแนวทางการขออนุญาตทำงาน การขออนุญาตออกนอกพื้นที่และรายงานตัว และการตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ และประกันสังคม ณ ห้องประชุมผดุงม่วยต่อ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ในที่ประชุมได้พิจารณาขั้นตอนของการดำเนินการ โดยให้ผู้ประกอบการ ยื่นแบบฟอร์มเสนอความต้องการแรงงานจากศูนย์อพยพมายังจัดหางานจังหวัด ประสานอำเภอในพื้นที่ แจ้งไปยังศูนย์อพยพ นัดจุดพบกันระหว่างนายจ้าง เจ้าหน้าที่จัดหางาน ฝ่ายปกครอง นอกพื้นที่ศูนย์ อย่างเช่นที่ศูนย์ในสอย ให้นัดพบกันที่วัดในสอย โดยไม่อนุญาตให้นายจ้างเข้าไปในพื้นที่ศูนย์ ฯ หลังจากนั้นให้นำแรงงานมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ไปขออนุญาตจัดหางาน นายอำเภอ เพื่อออกใบอนุญาตทำงาน หากอยู่ต่างอำเภอเมื่อรับใบอนุญาตออกจากศูนย์อพยพและฝ่ายปกครองในพื้นที่แล้ว ให้นายจ้างพาแรงงานไปรายงานตัวต่อนายอำเภอพื้นที่ที่จะทำงาน โดยการขออนุญาตทำงานได้ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ซึ่งนายจ้างจะต้องเสียค่าตรวจสุขภาพประกันสังคมให้กับแรงงานดังกล่าว ค่าตรวจสุขภาพ ระยะ 3 เดือน 500 บาท 1 ปี 1,600 บาท
ปัจจุบันมีนายจ้างเพียง 5 ราย เท่านั้นที่มาขอใช้แรงงานต่างด้าวพื้นที่ศูนย์พักพิงบ้านในสอย ต.ปางหมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน โดยมีนายจ้างมายืนขอแรงงานจากศูนย์พักพิงแล้ว 5 ราย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 จำนวน 1 ราย วันที่ 8 ต.ค.68 จำนวน 4 ราย สวนใหญ่ไปทำงานเป็นแรงงานก่อสร้างในพื้นที่ ต.ปางหมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จำนวน 3 ราย ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง 1 ราย และ ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี อีก 1 ราย
เนื่องจากพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเมืองขนาดเล็ก ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก มีแรงงานในพื้นที่เพียงพอต่อความต้องการ ความต้องการแรงงานจำนวนมาก็จะเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เช่น การเก็บเกี่ยวข้าวโพด การทำการเกษตรในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน และร้านค้าย่อย
แต่อย่างไรก็ตามจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังสถานประกอบการในพื้นที่และต่างจังหวัด หากต้องการแรงงานในศูนย์พักพิง ซึ่งมีความถนัดหลากหลาย สามารถแจ้งความประสงค์มายังจัดหางานจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ และจะต้องปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนของการนำแรงงานออกนอกพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ และความปลอดภัยของแรงงานอีกด้วย
'รักชนก' วอนประชาชนร่วมทำประชาพิจารณ์ประกันสังคมก้าวหน้า
นายสหัสวัต คุ้มคง และนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้า แถลงข่าวกรณีสูตรประชาพิจารณ์ประกันสังคม หรือสูตร Care (Career Average Revalued Earnings) ถูกบอทหรือไอโอโจมตีเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลาประมาณ 01.00 น. ถึง 04.00 น. โดยส่งความคิดเห็นทั้งหมดที่ถูกส่งมาล้วนไม่เห็นด้วยทั้งสิ้น
นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คณะกรรมการประกันสังคมสัดส่วนผู้ประกันตน เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่ตนขอแถลงให้ประชาชนและผู้ประกันตนอีก 15 ล้านคน ในมาตรา 33 และ 39 ได้ทราบความคืบหน้าของกระบวนการทำประชาพิจารณ์สูตรบำนาญสูตรใหม่ หรือที่เราเรียกว่า สูตรแคร์ สูตรค่าเฉลี่ยพร้อมกับการปรับอัตราค่าเงิน สิ่งเหล่านี้ได้ผ่านการศึกษาโดยกรรมการประกันสังคมตั้งแต่ปี 2563 ได้มีการผ่านมติบอร์ดในหลักการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ระยะเวลาที่ถูกยื้อยาวนานจนกระทั่งเดือนตุลาคมที่ผ่านมาได้มีกระบวนการการทำประชาพิจารณ์ โดยสูตรบำนาญสูตรนี้จะทำให้ผู้ประกันตน 570,000 คน จาก 800,000 คน ได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นทันที ประชาชนที่ทำงานอยู่ในโรงงาน ประชาชนที่ถูกเลิกจ้าง ประชาชนที่ได้รับเงินบำนาญ หรือประชาชนที่เคยส่งเงินในมาตรา 39 จะสามารถมีชีวิตที่ลืมตาอ้าปากได้ จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% และนับไปประชาชนที่จะเกษียณอีก 10 ปีข้างหน้าอีกกว่า 3,000,000 คน จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 7%
สิ่งเหล่านี้คือการปรับสูตรคำนวณเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้คน เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เราได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2542 แต่ความพยายามที่แสนจะเรียบง่ายเพื่อความเป็นธรรมของผู้ประกันตนตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงและมีความอันตรายอย่างยิ่งของความพยายามในการโค่นล้มการทำประชาพิจารณ์สูตรบำนาญสูตรใหม่ จากสถิติที่เราได้รับมาโดยปกติแล้วผู้ที่เห็นชอบกับสูตรบำนาญนี้มีอัตราส่วนสูงกว่า 62% ต่อ 38% เป็นระยะเวลายาวนาน สถิติของคนที่เข้าไปทำประชาพิจารณ์เฉลี่ยชั่วโมงละ 10 คน แต่ช่วงวันที่ 11 รอยต่อถึงวันที่ 12 ในระยะเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง มีคนเข้าไปทำประชาพิจารณ์ตกแล้วชั่วโมงหนึ่งมากกว่า 900 คน สิ่งเหล่านี้จึงทำให้กระบวนการทำประชาพิจารณ์ถูกตั้งคำถามอย่างมากต่อกระบวนการที่มีไอโอ มีการยิงบอร์ทเข้าไป ซึ่งเป็นสถิติที่มีอัตราคนเข้าไปทำประชาพิจารณ์สูงกว่าปกติกว่า 900 เท่าในวันเดียวกัน หลายคนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้า จึงต้องการพยายามกีดขวางไม่ให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จ
ตนอยากบอกว่าไม่ว่าเป็นกลุ่มการเมืองใด ไอโอสังกัดของกลุ่มใดหรือความพยายามในการล้มประชาพิจารณ์อย่างไม่สุจริตใจของกลุ่มใด คือความอำมหิตอย่างถึงที่สุดในการที่จะกีดขวางบำนาญของคนชาวกินค่ำกว่า 500,000 คนที่ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดี อยากให้สื่อมวลชนสะท้อนสัญญาณตัวนี้ถึงกระบวนการการทำประชามติที่ผิดปกติของระบบไอโอ การยิงบอร์ทและระบบที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่ใช้เป็นระบบกลางในการทำประชาพิจารณ์ของกฎหมายทางประเทศ
ด้านนางสาวรักชนก ระบุว่า ตนขอรับประกันได้เลยว่าประชาชนที่กำลังสงสัยอยู่ว่าจะได้หรือเสียประโยชน์จากบำนาญสูตรนี้ ตนกล้าการันตีด้วยเกียรติเลยว่าผู้ประกันตนที่กำลังได้รับบำนาญอยู่ปัจจุบันนี้จะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในมาตรา 39 หลายคนอาจมองว่าเป็นการหารเฉลี่ยผลประโยชน์จากมาตรา 33 ที่เคยได้รับหรือไม่ ซึ่งขอบอกเลยว่าไม่ใช่ มีความพยายามที่จะบิดเบือนคำพูดหรือบิดเบือนความเข้าใจผิดเพื่อพยายามล้มสูตรนี้ ตนเข้าใจว่าสูตรนี้ถ้าผ่านหลายคนอาจมองว่าเป็นผลงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้า แต่อยากจะถามว่าในเมื่อที่ผ่านมาไม่มีใครทำ และรอบนี้ประกันสังคมก้าวหน้าหยิบเรื่องนี้มาทำในเมื่อมีคนได้ประโยชน์ทำไมถึงจะต้องขวาง
นางสาวรักชนก ยังกล่าวว่า ตนเห็นความพยายามมาตลอด ตั้งแต่คนที่เลยลงรับสมัครบอร์ดประกันสังคมและไม่ได้รับการเลือกตั้ง มาจนถึงกระบวนการไอโอที่โจมตีพรรคประชาชนมาตลอด จนตอนนี้เริ่มมาโจมตีงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้าแล้ว
จากสถิติการทำประชาพิจารณ์ที่ความเห็นว่าเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยสูสีกันมาโดยตลอด แต่อยู่ดีๆ ไม่รู้มาจากไหน 5,000 กว่าคอมเมนทต์ ภายในระยะเวลา 5 ชั่วโมง มีกระบวนการไอโอ พยายามที่จะนำเสนอความเห็นที่ไม่ได้มาจากคนจริงๆ เข้ามาเพื่อล้มบำนาญสูตรแคร์
"อยากบอกว่าหลายคนที่อาจจะไม่ได้ชอบหน้าพวกเรา เกลียดพวกเรากลัวพวกเรา แต่ท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำร้ายชีวิตผู้ประกันตนแบบนี้ ตนไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำไปทำไม ในเมื่อมันมีจริงๆ คนที่ส่งมาตรา 33 ส่งมาตรา 39 ควรจะได้รับบำนาญ 4,000, 5,000 แต่ทุกวันนี้ได้ไม่ถึง 2,000 บาท มันอาจจะไม่ได้ดีขึ้นอย่างวิริสมาหลา แต่สามารถทำให้เขาหายใจหายคอเพิ่มเติมขึ้นมาได้ " นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก กล่าวว่า ตนอยากจะเรียกร้องผู้ประกันตนทั่วประเทศ สื่อมวลชนที่กำลังทำข่าวอยู่ หรือผู้ชมที่กำลังดูอยู่ทางบ้าน เชื่อว่าหลายคนส่งประกันสังคมอยู่ และรู้ว่ามีการทำประชาพิจารณ์สูตรบำนาญนี้อยู่ อาจจะรู้สึกว่ายังไม่ต้องเข้าไปทำและไม่เกี่ยวกับตัวเอง ยังไม่ถึงเวลาที่จะได้รับบำนาญ จึงขอเรียกร้องให้เข้าไปทำประชาพิจารณ์กัน สนับสนุนสูตรนี้ให้ผ่านออกมา เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของผู้ประกันตนหรือตัวเองในอนาคต เราไม่ต้องการไอโอให้เข้ามาปั่นข้อมูล เราต้องการผู้ประกันตนที่มีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีตัวตนจริงๆ ในการเข้าไปช่วยกันทำให้สิ่งนี้ผ่านไปได้ ประชาพิจารณ์อันนี้กำลังจะหมดในวันที่ 17 ต.ค.นี้ แล้วตอนเชื่อว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการขัดขวางบำนาญสูตรนี้ จึงขอให้ทุกคนไปช่วยกันทำประชาพิจารณ์เพื่อเห็นแก่หลังพิงสุดท้ายของตัวเองในอนาคต
“ใครที่สงสัยว่าผู้ที่ได้รับบำนาญอยู่ปัจจุบันกำลังจะได้บำนาญน้อยลงจากสูตรนี้ ให้มาเหยียบหน้าพวกตน 3 คนเลย ถ้าสูตรนี้ผ่านไม่มีใครได้บำนาญน้อยลงแน่นอน ส่วนคนที่ส่งอยู่เพื่ออนาคตจะเป็นการการันตีถึงความแฟร์ที่สุด เท่าที่ประกันสังคมจะมอบให้ท่านได้” นางสาวรักชนก ระบุ
ด้านนายสหัสวัต กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับบำนาญอยู่แล้วไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ได้รับบำนาญน้อยลงจากสูตรนี้ และสำหรับคนที่ยังเป็นผู้ประกันตนอยู่ ไม่ว่าจะมาตราอะไรก็ตาม สูตรแคร์เป็นหลักประกันในชีวิตว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจะยังคงมีบำนาญที่สมเหตุสมผล เช่น 10 ปีที่แล้วไม่มีใครคิดว่าบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่จะปิดตัวลง ไม่มีใครคิดว่าจะมีการเลือกตั้งลูกจ้างในบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ และเมื่อเกิดการเลิกจ้างคนกลุ่มนี้ศักยภาพในการส่งประกันสังคมลดลง ซึ่งหากใช้สูตรเดิมคนที่ถูกเลิกเลิกจ้างในปลายชีวิตอาจเหลือ 1000 กว่าบาท ซึ่งสูตรนี้จะเป็นหลักประกันว่าไม่ว่าจะถูกเลิกจ้างในช่วงบั้นปลายชีวิตหรืออย่างไรก็ตาม จะยังคงได้รับบำนาญอย่างสมเหตุสมผล ส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้น้อย โดยสูตรแคร์ถือเป็นสูตรที่ยุติธรรมและแฟร์ที่สุดสำหรับทุกคนแล้ว ถือเป็นสูตรที่ผ่านการคิดมาอย่างยาวนานทั้งจากนักวิชาการและนักคณิตศาสตร์ประกันภัย รวมถึงคิดบนหลักฐานความเป็นจริง
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 14/10/2568
กรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ยื่นหนังสือให้ทบทวน ร่างกม.คุ้มครองแรงงาน หวั่นทำเอสเอ็มอีเจ๊ง
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐและนายจรัส คุ้มไข่น้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ณ อาคารรัฐสภา
ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้พิจารณาและมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 2 ฉบับ ที่เสนอโดยนายจรัส คุ้มไข่น้า และเสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน พรรคประชาชน และให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียดเป็นรายมาตรา ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง โดยมีกำหนดการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการภายใน 15 วันนั้น กกร. เห็นว่าควรมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความพร้อมของประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
กกร. ยืนยันว่าภาคเอกชนสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานตามหลักสากล ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม สิทธิการลา และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อส่งเสริม Work-Life Balance อย่างไรก็ตาม การปรับลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงการเพิ่มวันหยุดและสิทธิการลาอื่น ๆ ตามร่างกฎหมายใหม่ อาจส่งผลให้ ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงและสภาพคล่องจำกัด อาจนำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างแรงงาน
กกร. ระบุว่า การปรับลดชั่วโมงการทำงานยังอาจกระทบต่อรายได้รวมของแรงงาน และควรมีการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าว หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาแรงงานคน ขณะที่การใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและทักษะแรงงาน
นอกจากนี้ กกร. ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายควรเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอและอาจส่งผลต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง
จากข้อกังวลดังกล่าว กกร. จึงเสนอแนวทางเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนี้
1. คงไว้ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีความเหมาะสม สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แล้ว
2. กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) 5–10 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและแรงงานปรับตัว ลงทุนเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะก่อนบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจและรักษาความต่อเนื่องของการจ้างงาน
3. เชื่อมโยงการปรับกฎหมายกับนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน โดยรัฐควรสนับสนุนการใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมาตรการ Reskill & Upskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
4. เพิ่มความยืดหยุ่นของกฎหมาย ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและอุตสาหกรรม ไม่ควรใช้มาตรการเดียวกับทุกประเภทธุรกิจ แต่ควรเปิดโอกาสให้นายจ้าง–ลูกจ้างตกลงร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ
5. จัดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีหรือกองทุนสนับสนุนสำหรับธุรกิจที่ยกระดับแรงงานและนำระบบ Automation มาใช้จริง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ภาคเอกชนปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
6. เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเป็นทางการ โดยเสนอให้มีผู้แทนจากทั้ง 3 สถาบันภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อสะท้อนข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
กกร. เน้นย้ำให้พิจารณาทบทวนการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานควรดำเนินไปพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และประเทศโดยรวม
