ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 แห่งวาติกัน ออกมาเรียกร้องให้ไทย-กัมพูชายุติการรบและกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ อย่างน้อย 2 ครั้งแล้ว แต่น่าเศร้าที่ยังไร้เสียงเรียกร้องสันติภาพในนามพุทธศาสนา ที่เปล่งออกมาจากเรียวปากของสมเด็จพระสังฆราช, คณะสงฆ์, องค์กรชาวพุทธ, หรือปัญญาชนพุทธทั้งพระและฆราวาสในบ้านเรา
ทั้งที่เราต่างก็รู้ๆ กันอยู่ว่าการรบระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่เรื่องของการยกทัพบุกยืดอีกฝ่ายเป็นเมืองขึ้นเหมือนยุคโบราณ อีกอย่าง ที่ผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกชี้ว่าการรบระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องปัญหาของชนชั้นนำทั้งสองประเทศอย่างชัดเจน เพราะชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย ต่างแสวงหาประโยชน์จากการทำสงคราม ชนชั้นนำไทยต้องการให้เกิดการเลือกตั้งท่ามกลางสงครามและกระแสรักชาติ ขณะที่ชนชั้นนำกัมพูชาต้องการให้สงครามกลบข่าวสแกมเมอร์ นี่ก็เป็น “ความจริง” ที่พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งประชาชนอย่างเราๆ รู้กันอยู่แล้ว
โดยเฉพาะกับความจริงที่นักคิดตะวันตกบางคนชี้ให้เห็นว่า “สงครามก็คือการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของคนที่ไม่รู้จักกัน เพื่อผลประโยชน์ของคนที่รู้จักกัน แต่ไม่ยอมเข่นฆ่ากันเอง” ยิ่งทำให้เราเห็น “ภาพชัด” ว่ากรณีไทย-กัมพูชา คนรู้จักกัน แต่ไม่ยอมเข่นฆ่ากันเอง ก็คือชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย ไม่แปลกหรอกที่ชนชั้นนำไทยหลายๆ คน (ซึ่งไม่ใช่แค่ตระกูลชินวัตร) มี “ภาพร่วมเฟรม” กับชนชั้นนำฝ่ายกัมพูชา เพราะเป็นเรื่องปกติที่ชนชั้นนำของประเทศเพื่อนบ้านต้องรู้จักกันและกันอยู่แล้ว ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวก็ตาม แต่ที่ “แปลก” หรือ “ตลกร้าย” คือ พวกเขาไม่ได้คิดจะเข่นฆ่ากันเองเลย แต่พวกเขาก็ปลุกเร้าให้เกิดการรบ เพื่อประกาศชัยชนะเหนืออีกฝ่าย โดย “ส่งคนที่ไม่รู้จักกันไปฆ่ากัน” แทนพวกเขาเองที่รู้จักกันดี
ดังนั้น เนื้อแท้ของ “สงครามงี่เง่า” เช่นนี้ ก็คือการส่งคนที่ไม่รู้จักกันไปฆ่ากัน เพื่อใช้ชีวิตคนเหล่านั้นเป็น “เครื่องมือต่อรอง” ให้ชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายที่รู้จักกันดีอยู่แล้วได้นั่งโต๊ะเจรจากัน และสุดท้ายก็ “จูบปาก” กันอีกที เมื่อผลประโยชน์ลงตัว
น่าเศร้าที่สงครามงี่เง่าเช่นนี้ได้ถูกทำให้กลายเป็น “สงครามระหว่างฝ่ายธรรม-อธรรม” ไปแล้ว เพราะมันขยับจากการอ้าง “สงครามของผู้รักชาติ” ที่ไม่ยอมเสียดินแดนแม้ 1 ตารางนิ้ว ต่อยอดเป็นสงครามที่ถือว่าฝ่ายเราคือ “ฝ่ายธรรมะ” ที่ต้องทำการรบเพื่อประกาศ “จุดจบระบอบฮุน เซน” ที่เป็นระบอบอธรรมชั่วร้ายเบื้องหลังสแกมเมอร์ ทั้งๆ ที่การปราบสแกมเมอร์เป็นเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือของประเทศกลุ่มอาเซียน หรือนานาชาติ ไม่จำเป็นต้องเอามา “มัดรวม” กับสงครามให้กลายเป็นสงครามงี่เง่ามากขึ้นไปอีกก็ได้
เมื่อเอาทั้งการปลุกปั่นอุดมการณ์ชาตินิยมล้าหลัง และการปลุกปั่นสงครามระหว่างฝ่ายธรรม-อธรรม เพื่อปราบสแกมเมอร์ หรือเพื่อล้ม “ระบอบฮุน เซน” ที่ชั่วร้ายมามัดรวมเป็น “ธง” ในการรบกับเพื่อนบ้าน ก็ย่อมจะ “กลบ” ปัญหาสำคัญอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมระหว่างเพื่อนบ้านที่ไม่มีวันจะ “ยกเลิก” ได้ เพราะย้ายประเทศหนีจากกันไม่ได้ และความจำเป็นในการเจรจาสันติภาพ ก็ถูกทำให้ “ไม่มีความหมายในตัวมันเอง” แต่ทำให้มันจำเป็นต้อง “มีความหมายภายใต้เงื่อนไขอื่น” คือ เงื่อนไขการใช้ชีวิตและความตายของทหารชั้นผู้น้อยและประชาชนตามแนวชายแดนมา “เป็นเครื่องมือ” ต่อรองเพื่อกลับสู่โต๊ะเจรจาของชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย
ถามว่าทำไมในสถานการณ์สงครามงี่เง่าเช่นนี้ จึงไร้ “เสียงสันติภาพ” ในนามพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่ไทยและกัมพูชาประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 นับถือพุทธศาสนา แต่เสียงเชียร์ให้รบกันกลับเห็นได้ดาษดื่นทั้งในโลกโซเชียลและในโลกจริง
ผมคิดว่าหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่คนส่วนใหญ่ถือพุทธเถรวาทเหมือนกันอย่างพม่า เราจะพบปัญหาเดียวกัน คือ เสียงสันติภาพในนามพุทธศาสนาของพม่า ก็เงียบหายไปนานแล้วเช่นกัน ในยุคก่อน พระสงฆ์และปัญญาชนพุทธในพม่าเคยมีบทบาทนำทางความคิดและการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง เช่น พระสงฆ์และปัญญาชนพุทธฆราวาสเป็นแกนนำต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม หลังจากพม่าได้รับอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ก็มีการตีความคำสอนพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตยและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ต่อมาพุทธศาสนาก็ยังมีพลังในการต่อสู้กับเผด็จการทหารด้วยแนวทางสันติวิธี ที่นำโดย “ออง ซาน ซูจี” กระทั่งเคยเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ “ปฏิวัติชายจีวร” ที่มีพระสงฆ์จำนวนมากสละชีวิตต่อต้านเผด็จการทหารพม่า เป็นต้น
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์พระสงฆ์และชาวพุทธออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการปราบปราม “ชาวมุสลิมโรฮิงญา” ด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อน จนชาวโรงฮิงญาตายและอพยพลี้ภัยในต่างแดนเป็นแสนๆ โดยที่ออง ซาน ซูจีผู้นำจิตวิญญาณฝ่ายประชาธิปไตย (ที่พระสงฆ์และชาวพุทธหัวก้าวหน้าสนับสนุนมาตลอด) ก็ไม่ได้แสดง “จุดยืน” อย่างชัดเจนในการต่อต้านความโหดร้ายป่าเถื่อนดังกล่าว จากนั้นมาเสียงแห่งสันติภาพในนามพุทธศาสนา ก็ไม่ปรากฎขึ้นอีก จนกระทั่งวันนี้ แม้รัฐบาลเผด็จการทหารจะยังคงใช้ความรุนแรงปราบปรามฝ่ายคิดต่างอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่สียงแห่งสันติภาพก็เหมือน “ไร้พลัง” ที่จะเปล่งออกมาผ่านริมฝีปากของพระสงฆ์และปัญญาชนพุทธแถวหน้าโดยสิ้นเชิงแล้ว
หันมามองบ้านเรา ในช่วงสองทศวรรษมานี้ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ปลุกกระแส “การทำสงครามภายในและภายนอก” มาตลอด ด้วยการปลุกเร้า “กระแสชาตินิยม” ที่เน้นความจงรักภักดีต่อ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ดังที่เราเห็นได้ในการต่อสู้ของม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พวกเขาประกาศ “สงครามกู้ชาติ” กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยการอ้างว่าพวกเขาคือ “ทหารของพระราชา” ที่รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้พันธสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” โดยมีการใช้สัญลักษณ์ “สีเหลือง” อันเป็นสีประจำรัชกาลที่ 9 และ “สีฟ้า” อันเป็นสัญลักษณ์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เป็น “สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์” ในการทำสงครามแบบ “แพ้ไม่ได้” กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
แต่การประกาศสงครามภายในเพื่อล้มรัฐบาลจากเลือกตั้ง โดยม็อบ พธม. (และต่อมาคือม็อบ กปปส.) หาได้ประสบชัยชนะโดยพลังของมวลชนเพียงลำพังแต่อย่างใดไม่ การชี้ขาดชัยชนะอยู่ที่กองทัพที่ใช้สัญลักษณ์สีเหลืองและสีฟ้าทำรัฐประหารต่างหาก
ถามว่าในช่วงเวลาสองทศวรรษที่เกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง เพื่อขจัด “รัฐบาลจากเลือกตั้ง” โดยเฉพาะ พุทธศาสนามีบทบาทอย่างไร ก็ชัดเจนโดยหลักฐานเชิงประจักษ์แล้วว่า บทบาทการชี้นำทางความคิดของพระชื่อดังอย่าง ว. วชิรเมธี, สมณะโพธิรักษ์และกลุ่มสันติอโศก เรื่อยมาถึงพระพุทธะอิสระ ล้วนแต่ตีความพุทธศาสนาสนับสนุนการต่อสู้ของ พธม.และ กกปส. หรือร่วมชุมนุมกับ พธม. และ กปปส. รวมทั้งแกนนำม็อบอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล, จำลอง ศรีเมือง กระทั่งสุเทพ เทือกสุบรรณก็อ้าง “ธรรมนำหน้า” บ้าง “ธรรมาธิปไตย” บ้าง อ้างความต้องการได้ “คนดีมีคุณธรรมเป็นผู้ปกครอง” บ้าง ซึ่งล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงการใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อสนับนนุนความเป็น “ฝ่ายธรรมะ” ของพวกตัวเอง ที่มีภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์มาปราบ “ฝ่ายอธรรม” ให้ออกไปจากเวทีการเมืองที่จำเป็นต้องมีแต่คนดีมีคุณธรรม และสะอาดหมดจดปราศจากการทุจริตคดโกงใดๆ โดยสิ้นเชิง
แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์สงครามการเมืองภายในระหว่างฝ่ายธรรม-อธรรมเช่นนั้น ยังมี “พระเสื้อแดง” ที่ออกมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่เป็นฝ่ายอธรรม จะว่าไปแล้วพระเสื้อแดงมี “จำนวนมากกว่า” พระที่ออกมาชุมนุมหรือชี้นำทางความคิดสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลือง แต่พระเสื้อแดง คือ “พระบ้านๆ” ที่มาจากต่างจังหวัด หรือมาจากวัดในหมู่บ้านชนบทเหมือนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ จึงทำให้ “เสียงธรรมะ” ของพระเสื้อแดงจำนวนมากกว่า ที่เรียกร้องให้ “ทุกฝ่ายใช้สันติวิธี” หรือเรียกร้องให้ “ทหารหยุดใช้ความรุนแรง” ในการปราบปรามประชาชนกลายเป็นเสียงธรรมะที่ “ไม่ดัง” หรือ “ไม่ถูกได้ยิน” เมื่อเทียบกับเสียงธรรมะของพระดังไม่กี่รูปอย่าง ว. วชิรเมธีเจ้าของวาทะ “ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยกว่าฆ่าคน, กระชับพื้นที่คนเลว ขยายพื้นที่คนดี” หรืออย่างสมณะโพธิรักษ์ และพุทธะอิสระ อีกทั้งพระเสื้อแดงก็ถูกคณะสงฆ์ปรามว่าผิด “กฎมหาเถรสมาคม” ขณะที่อีกฝ่ายไม่เคยถูกปรามด้วยกฎเดียวกัน กระทั่งพระเสื้อแดงก็ถูกกล่าวหาจากการอภิปรายในสภาของสุเทพว่าเป็น “พระยุ่งการเมือง, ไม่สำรวม, เป็นพระปลอม” เป็นต้น
หลังรัฐประหาร 2557 ธรรมะก็ยังถูกใช้สนับสนุน คสช. เช่น สมณะโพธิรักษ์อ้างว่าการปกครองของ คสช. โดยเนื้อแท้แล้วก็คือ “อาริยประชาธิปไตย” ขณะที่ ว. วชิรเมธีสนับสนุนว่า “ค่านิยม 12 ประการคล้ายธรรมะในพระพุทธศาสนา ควรปลูกฝังควบคู่ไปด้วยกัน” แต่จากจุดเริ่มสงครามการเมืองที่ใช้ “ธรรมนำหน้า” เพื่อสร้างให้เป็น “สงครามระหว่างฝ่ายธรรม-อธรรม” มาจนถึงวันนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นล้วนแต่ “ตรงกันข้าม” กับที่อ้างแต่แรกว่าอยากได้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ประชาธิปไตยที่มีระบบตรวจสอบที่โปร่งใส ไร้การทุจริต ประชาธิปไตยที่ได้นักการเมืองเป็นคนดีมีคุณธรรมที่เป็น “การเมืองใหม่” ที่ไม่ดำและไม่เทา
ดังนั้น เสียงธรรมะที่เคยอ้างสนับสนุนการเมืองของฝ่ายธรรมะแบบ พธม., กปปส., ประชาธิปัตย์ และรัฐพันลึกที่ใช้กองทัพทำรัฐประหาร จึงค่อยๆ แผ่วลงใน “ทางสังคม” แต่ไม่ได้แปลว่าเสียงธรรมะ “หายไป” จากการเมืองแบบไทย เพราะเสียงธรรมะยังปรากฎชัดเจนบนสัญลักษณ์สัปปายะสภาสถานที่ยกการปกครองโดยธรรมไว้เหนืออำนาจรัฐสภา และปรากฏชัดเจนในหลักจริยธรรมทางการเมือง ที่เน้นความจงรักภักดีต่ออำนาจปกครองโดยธรรม คำพิพากษาของศาลในคดี 112 และคดีการเมืองอื่นๆ ก็ล้วนมี “นัยสำคัญ” ที่สะท้อนเสียงธรรมะดังกล่าวให้บรรดาผู้คิดต่างพึงตระหนักรู้ถึง “โทษทัณฑ์” ที่พวกเขาต้องได้รับจากการลบหลู่อำนาจแห่งธรรม
จากสภาวะปัญหาที่ว่ามาจึงทำให้ไร้เสียงสันติภาพในนามพุทธศาสนาเปล่งออกมาจากเรียวปากของสมเด็จพระสังฆราช, คณะสงฆ์, ปัญญาชนพุทธทั้งพระและฆราวาส หรือกลุ่มองค์กรชาวพุทธต่างๆ ที่เรียกร้องให้ยุติการรบระหว่างไทย-กัมพูชาแล้วหันหน้าเจรจาเพื่อสันติภาพอย่างถาวร ยิ่งมีกระบวนการสร้างให้การรบระว่างไทย-กัมพูชากลายเป็นสงครามระหว่าง “ฝ่ายธรรม-อธรรม” ไปแล้ว บทบาทพุทธศาสนาไทยก็ยิ่งต้องคล้อยตามบทบาทกองทัพของรัฐพันลึกที่เป็นฝ่ายธรรมะอยู่แล้ว
ดังนั้น ที่ว่าพุทธศาสนาคือ “ศาสนาแห่งสันติภาพ” เพราะเป็นศาสนาที่ปฏิเสธการฆ่า มองมนุษยชาติและสรรพสัตว์เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ และมุ่งปลดปล่อยมวลมนุษย์และสรรพสัตว์จากพันธนาการทั้งปวง เพื่อให้มีอิสรภาพและสันติภาพอย่างแท้จริง ก็เป็นเพียงการ “โฆษณาชวนเชื่อ” เท่านั้นเอง เพราะในทางปฏิบัติกลับไร้เสียงสันติภาพจากเรียวปากของพระสงฆ์และชาวพุทธเพื่อ “ยุติสงครามงี่เง่า” ที่มุ่งตอบสนองอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์อื่นๆ ของชนชั้นนำบ้านเราและชนชั้นนำเพื่อนบ้าน!
