ความเป็นจริงของโลกและชีวิตที่อัลแบร์ กามูส์เรียกว่า “ไร้สาระ” หรือ “absurd” นั้น พุทธปรัชญาเรียกว่า “ทุกข์” แปลตรงตัวอักษรว่า “สภาวะที่ทนได้ยาก” เรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาวะที่ทนได้ยากอย่างไร ให้นึกถึงภาพตัวอย่างของการมีชีวิตในสภาวะที่ไร้สาระตามตัวอย่างของกามูส์ นั่นคือสภาวะชีวิตจำเจที่ต้องทนแบกรับแบบซิซีฟัสที่ถูกเทพเจ้าสาบให้เข็นก้อนหินขึ้นไปบนยอดเขา แล้วก้อนหินก็กลิ้งลงมาที่พื้นราบ และซิซีฟัสก็กลับลงมากลิ้งขึ้นไปใหม่ ทำเช่นนี้ซ้ำๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นแหละชีวิตที่ไร้สาระ ชีวิตที่เผชิญทุกข์ หรือชีวิที่ต้องอยู่กับสภาวะที่ทนได้ยาก
สำหรับกามูส์โลกและชีวิตที่ไร้สาระหรือไร้ความหมาย คือความเป็นจริงที่เราหลุดพ้นจากมันไม่ได้หรอก เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ โดยไม่ต้องฆ่าตัวตาย คำถามว่าทำไมเราจึงไม่ควรฆ่าตัวตายหนีจากโลกและชีวิตที่ไร้สาระ คือคำถามสำคัญในปรัชญาของกามูส์ จากตัวอย่างซิซีฟัสที่ทำงานหนักหเนื่อยเข็นก้อนหินขึ้นยอดเขาทุกเมื่อเชื่อวัน เหมือนจะให้คำตอบเชิงปรัชญาว่าถึงที่สุดแล้วความไร้สาระของชีวิตก็ทำร้ายเราได้แค่ให้เกิดทุกข์ทางกายเท่านั้นแหละ ส่วนจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์นั้นคือ “ความไม่ยอมแพ้” เหมือนที่ซิซีฟัสไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจเผด็จการของเทพเจ้าที่ลงโทษให้เขาเข็นก้อนหินขึ้นยอดเขา ด้วยประสงค์จะให้เขาได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัส แต่ซิซีฟัสกลับ “เลือก” ที่จะไม่ยอมให้จิตใจของตนเองต้องทุกข์ทรมานตามความประสงค์ของเทพเจ้า
ทำไมคนเราจึงฆ่าตัวตาย ก็เพราะจิตใจเราทนแบกรับความทุกข์ทรมานไม่ได้ หรือทนอยู่กับความไร้สาระของชีวิตและโลกไม่ได้ แต่กามูส์มองว่าถึงชีวิตและโลกจะไร้สาระ แต่เราเลือกได้ว่าจะอยู่กับความไร้สาระอย่างไร เช่น จะอยู่อย่างทุกข์ทรมานใจเพราะหดหู่ในโชคชะตา หรือจะยิ้มเย้ยเยาะ หยอกล้อกับโชคชะตา จะมองอุปสรรคเป็นสิ่งที่ทำให้เราทดท้อหรือเป็นสิ่งท้าทายให้เอาชนะ กระทั่งจะยอมแพ้ต่ออำนาจเผด็จการแบบใดๆ หรือจะต่อสู้เย้ยหยันไม่สยบยอมต่อมันเป็นต้น ทั้งนี้เพราะ “มนุษย์อาจถูกฆ่าได้ แต่ถูกทำให้แพ้ไม่ได้” หากเขาไม่เลือกที่จะยอมแพ้เสียเอง
สำหรับพุทธปรัชญา “ทุกข์” คือปัญหาพื้นฐานทางปรัชญาที่จำเป็นต้องหาคำตอบว่าทุกข์คืออะไร เราพ้นทุกข์ได้หรือไม่ คำตอบคือ “ทุกข์ทางกายภาพ” เช่นทุกข์จากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นความทุกข์ตามธรรมชาติทางชีววิทยาที่เราไม่อาจจะหลุดพ้นไปได้ สิ่งที่เราทำได้คือการดูแลรักษาชีวิตทางกายภาพของเราให้ลดความทุกข์ และมีความสุขตามที่สามารถจะทำได้ เช่นการแสวงหาปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต การดูแลสุขภาพตามความรู้ด้านการแพทย์เป็นต้น
แต่ยังมีทุกข์อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ทุกข์ทางจิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นทุกข์ที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าทุกข์ทางกายภาพมาก แม้เราจะมีสุขทางกายภาพ แต่เราก็อาจจะมีทุกข์ทางจิตวิญญาณ หรือในทางกลับกัน แม้เราจะมีทุกข์ทางกายภาพ แต่เราก็อาจไม่มีทุกข์ทางจิตวิญญาณได้ และการไม่มีทุกข์ทางจิตวิญญาณ คือความหมายสำคัญของการมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าในยามที่เรามีทุกข์หรือสุขทางกายภาพก็ตาม
สรุปเบื้องต้นคือ พุทธปรัชญาเชื่อว่าเราพ้นทุกข์ทางจิตวิญญาณได้ และการไม่มีทุกข์ทางจิตวิญญาณ หรือการมีอิสรภาพจากทุกข์ทางจิตวิญญาณคือความหมายของชีวิต เท่ากับว่าทุกข์ทางกายภาพ คือความไร้สาระของชีวิตที่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ขณะที่ทุกข์ทางจิตวิญญาณ คือความไร้สาระของชีวิตที่เราเรียนรู้ที่จะหลุดพ้นจากมันได้
เราอาจเข้าใจความหมายของชีวิตที่มีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ จากตัวอย่างเรื่องเล่าในคัมภีร์อรรถกถาที่ว่านายช่างทองคนหนึ่งนิมนต์พระอรหันต์มาฉันภัตตาหารที่บ้าน ขณะที่เขากำลังทำอาหารในครัว เขาถอนแหวนทองที่เปื้อนชิ้นเนื้อวางไว้ที่โต๊ะด้านหลังของตนเอง แล้วไปทำอาหารต่อ นกกระเรียนที่เขาเลี้ยงไว้ได้จิกกินชิ้นเนื้อและกลืนแหวนทองลงไปด้วย พระอรหันต์ที่นั่งในห้องรับแขกมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ครั้นช่างทองหันกลับมาไม่พบแหวนของตนเอง จึงคิดไปว่าพระขโมยไป เพราะในบ้านนี้ไม่มีใครเลย นอกจากเขากับพระรูปนั้น
เขาถามพระว่าขโมยแหวนไปใช่ไหม แต่พระปฏิเสธ ด้วยอารมณ์โมโห เขาจึงลงมือซ้อมทรมานพระเพื่อให้รับสารภาพ ขณะนั้นเองนกกระเรียนเดินเข้ามาใกล้ๆ เขาเตะนกกระเรียนกระเด็นไปโดนเสาบ้านจนแน่นิ่งไป พระจึงบอกเขาว่าให้โยมไปดูนกกระเรียนทีว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว เขาตอบพระด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “แม้ท่านเองก็จะตายเหมือนนกนี่แหละ” แต่ก็เดินไปดูและพบว่านกตายแล้ว พระจึงบอกความจริงว่า “นกตัวนี้กลืนแหวนของโยมไป ที่อาตมาไม่บอกโยมแต่แรก เพราะอาตมาต้องปกป้องชีวิตนกตัวนี้”
เรื่องเล่านี้บอกเราว่าตามความเชื่อทางพุทธปรัชญา พระอรหันต์คือผู้มีอิสรภาพจากทุกข์ทางจิตวิญญาณ และผู้มีอิสรภาพจากทุกข์ทางจิตวิญญาณ คือผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในกรณีนี้ผู้มีอิสรภาพทางจิตวิญญาณพร้อมเผชิญทุกข์ทางกายภาพจากการถูกซ้อมทรมานเพื่อปกป้องชีวิตนกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นการเผชิญกับความเป็นจริงที่ไร้สาระของชีวิต เพราะอยู่ๆ ก็มีนายช่างทองคนหนึ่งนิมนต์มาฉันอาหารที่บ้าน แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจผิด และเกิดโทสะซ้อมทรมานพระที่ตนนับถือ แล้วพระก็ยอมเจ็บปวดจากการถูกซ้อมทรมาน เพียงเพื่อปกป้องชีวิตนกตัวหนึ่ง ความเป็นจริงเช่นนี้ไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับความเป็นจริงมากมายที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราและโลกนี้ที่มักใม่ได้เป็นไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น
แต่สาระสำคัญของเรื่องเล่านี้คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างการมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณกับความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น” ซึ่งผมมองว่านี่คือ “หัวใจ” ของพุทธปรัชญา หมายถึง ปัญหาปรัชญาที่พุทธะชวนเราตั้งคำถาม คือปัญหาที่ว่าเราจะมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณและมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันและกันได้อย่างไร การจะตอบคำถามเช่นนี้ได้ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคมควบคู่ไปด้วยกัน
ทำไมเราจึงควรเข้าใจทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคมควบคู่กันไป เพราะพุทธปรัชญามองว่า “สรรพสิ่งล้วนเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน” ทุกข์ทางสังคมย่อมส่งผลต่อทุกข์ในชีวิตปัจเจกบุคคล ขณะที่ทุกข์ทางจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคลก็ส่งผลกระทบต่อทุกข์ทางสังคมได้เช่นกัน เราปรารถนาจะสร้าง “ระบบที่ดี” ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และอื่นๆ เพื่ออะไร ก็เพื่อให้ระบบที่ดีเป็นเหตุปัจจัยให้เราแต่ละคนมีชีวิตที่ดีได้ง่ายขึ้น และอยู่ร่วมกันอย่างมีความเป็นธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ปรารถนาจะสร้างพลเมืองดีหรือสมาชิกของสังคมที่มีคุณภาพ เพื่อให้ทุกคนร่วมกันรักษาและพัฒนาระบบที่ดีให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะการมีพลเมืองดีหรือสมาชิกของสังคมที่มีคุณภาพ คือเหตุปัจจัยของการรักษาและพัฒนาระบบที่ดีให้ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ที่ว่าเราควรเข้าใจทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคมเป็น “มุมมองอย่างกว้าง” จากการตีความพุทธปรัชญา ในทางปฏิบัติเราไม่อาจเข้าใจ “ทุกข์ทางสังคม” ได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านจากมุมมองพุทธปรัชญาเท่านั้น เราจำเป็นต้องอาศัยความรู้สมัยใหม่อื่นๆ อีกมาก แต่ปัญหาของพุทธศาสนาแบบบ้านเราคือ เรามักสนใจแต่ทุกข์ในชีวิตส่วนตัว ขาดการทำความเข้าใจทุกข์ทางสังคม หรือถึงสนใจทุกข์ทางสังคม ก็อธิบายทุกข์ทางสังคมจากมุมมองแบบพุทธเท่านั้น
การที่ชาวพุทธบ้านเราไม่ทำความเข้าใจทุกข์ทางสังคมจากมุมมองอื่นๆ เช่น มุมมองแบบเสรีนิยม หรือมารกซิสต์เป็นต้น ทำให้เราอธิบายทุกข์ทางสังคมจากมุมมองแบบพุทธไทยๆ อย่างตื้นเขินว่าทุกข์ทางสังคมเกิดจากกิเลส ความโลภ โกรธ หลงของแต่ละบุคคล หรือเกิดจากสังคมขาดแคลนคนดีมีศีลธรรม และความคิดเช่นนี้ก็ไปกันได้ดีกับอุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” ที่ถือว่าพระราชาทรงเป็นผู้ปกครองที่นำความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติและพุทธศาสนา ซึ่งพระราชาเช่นนั้นก็คือ “พระราชาผู้ทรงปกครองโดยธรรม” ตามปรัชญาการเมืองแบบพุทธไทยที่สืบทอดมาจากยุคสังคมจารีต แต่ปัญหาของความคิดเช่นนี้คือมันเป็นรากฐานการเมืองเชิงศีลธรรม ที่เน้นการยกอำนาจให้คนดีมีคุณธรรมเป็นผู้ปกครอง มากกว่าที่จะเน้นระบบที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อให้ได้ “ตัวแทน” จากเจตจำนงของประชาชน จึงแทนที่จะแก้ทุกข์ทางสังคมได้ กลับเป็นการเพิ่มทุกข์ทางสังคมมากกว่า
ตัวอย่างทุกข์ทางสังคมภายใต้การปกครองโดยธรรมตามคติพุทธไทยคือ ความขัดแย้งเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย, ความขัดแย้งเรื่องการแก้ 112, การนิรโทษกรรม 112, การใช้ 112 ปิดปากคนคิดต่างทางการเมือง, การไม่สามารถตั้งรัฐบาลตามเจตจำนงของประชาชนได้เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ
แต่ถ้าเราใช้มุมมองแบบพุทธปรัชญาที่ว่า “สรรพสิ่งเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน” จะทำให้เรามองทุกข์ของชีวิตและทุกข์ทางสังคมจากมุมมองพุทธปรัชญาผสมผสานกับมุมมองอื่นๆ ได้ชัดเจนขึ้น เช่นมุมมองแบบเสรีนิยมและมาร์กซิสต์ แล้วจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย การแก้ 112 และการนิรโทษกรรม 112 ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคนออกจากคุก คือวิธีการแก้ทุกข์ทางสังคมที่ถูกต้อง
เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมมีเสรีภาพภาพและเป็นประชาธิปไตย อันเป็นรากฐานที่จะสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป ซึ่งการมีเสรีภาพ ความเป็นประชาธิปไตย และการมีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ก็ไม่ได้ขัดกับหลักการปกครองโดยธรรมตาม “คำสอนพุทธะ” แต่อย่างใด การใช้อำนาจที่ใม่เป็นประชาธิปไตยปิดปากคนคิดต่างด้วย 112 เป็นต้นต่างหากที่ขัดกับคำสอนของพุทธะที่เน้นให้เราใช้ปัญญาและกรุณา หรือใช้ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจในการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในความเป็นคนเท่ากัน
เมื่อ “ผู้ปฏิบัติธรรม” ทั้งพระและฆราวาสในพุทธศาสนาไทยออกมาอ้างอุดมการณ์ราชาชาตินิยม เพื่อต่อต้านประชาธิปไตยบ้าง เพื่อสนับสนุนรัฐประหารบ้าง เพื่อสนับสนุนการรบกับเพื่อนบ้านบ้าง ต่อต้านการแก้ 112 และการนิรโทษกรรม 112 เป็นต้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าพุทธศาสนาไทยก่อทุกข์ทางจิตวิญญาณและทุกข์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง
ซึ่งสวนทางกับพุทธปรัชญาที่เป็นทางพ้นทุกข์ทางจิตวิญญาณและทุกข์ทางสังคมที่สามารถตีความได้อย่างยืดหยุ่นให้สนับสนุนเสรีภาพ ความเป็นประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยปัญญาและกรุณา หรือด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันและกันในฐานะที่เราทุกคนมีความเป็นคนเท่ากัน
