Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรากฏว่ามีนิสิตจุฬาฯ ชูป้ายประท้วงด้วยข้อความว่า “สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่ที่นี่” อภิสิทธิ์ และ “ไชยันต์ ชัยพร” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ได้ขอนั่งพูดคุยกับนิสิตราว 20 นาที ประเด็นสำคัญในการตอบคำถามของนิสิต คือ 

หลักความรับผิดชอบของอภิสิทธิ์ คือให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยปกติ เขาทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ในส่วนของความรับผิดชอบ นี่เป็นเหตุผลที่เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ “นิรโทษกรรมสุดซอย” ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “มันเป็นเรื่องแปลกไหมครับ คนที่กล่าวหาว่าผมเป็นฆาตกร พร้อมที่จะยกมือนิรโทษกรรมให้ผม แต่ผมไม่ยอม ถ้าผมไม่บริสุทธิ์ใจ ทำไมผมไม่โดยสารไปเลยล่ะ ก็บอกแล้วจะได้จบกันไป" เขาให้เหตุผลยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ของตนเอง (ดูรายละเอียดที่นี่ https://prachatai.com/journal/2025/11/115361)

อภิสิทธิ์ยืนยันว่าเขาแสดงความรับผิดชอบถึงที่สุดแล้ว ด้วยการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติผ่านสามศาลคือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ซึ่งก็ยกฟ้องไปแล้ว อีกทั้ง ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ชี้มูลความผิด

เมื่อเราฟังคำอธิบายนี้แล้ว อาจเข้าใจผิดๆ ว่าสามศาลได้ยกฟ้องเพราะวินิจฉัยว่า “อภิสิทธิ์เป็นผู้บริสุทธิ์” แต่ข้อเท็จจริงตามรายงานของ “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” สาระสำคัญโดยสรุปเป็นแบบนี้

โฆษณา - Advertising

1. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นฟ้องอภิสิทธิ์, สุเทพ เทือกสุบรรณ (ผอ.ศอฉ.) และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ผบ.ทบ.)ต่อศาลอาญาในความผิดฐานพยายามฆ่าและร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วยการสั่งให้ใช้อาวุธและกระสุนปืนจริงเข้าสลายการชุมนุม เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 แต่แทนที่กระบวนยุติธรรมที่ควรดำเนินไปให้ถึงที่สุดด้วยการสอบสวนข้อเท็จจริง เผยแพร่ข้อมูลลักษณะการกระทำความผิด และลงโทษผู้กระทำความผิด ทว่าศาลอาญากลับพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามคน โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ใช่การกระทำผิดทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ และหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ผู้เสียหายจะต้องยื่นคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีนี้แม้ว่าฝ่ายผู้เสียหายจะได้ยื่นอุทธรณ์ฎีกาไปแล้วก็ตาม ศาลอุทธรณ์และฎีกายังคงพิพากษายืนให้ยกฟ้องด้วยเหตุผลเดียวกัน

2. ป.ป.ช.ในฐานะผู้มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริง กลับ “ไม่ได้ชี้มูลความผิด” โดยวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ป.ป.ช. มีมติให้ข้อกล่าวหากรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก ใช้กำลังปราบปรามเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นอันตกไป ด้วยเหตุผลว่าการสลายชุมนุมของรัฐบาล และ ศอฉ. เป็นไปตามหลักสากล และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง... 

ผลลัพธ์ทางกฎหมายของมติ ป.ป.ช. คือ ผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินคดีใดๆ กับผู้สั่งการให้ใช้มาตรการรุนแรงต่อประชาชนได้เลยจวบจนถึงปัจจุบัน และเท่ากับว่าประตูสู่ความยุติธรรมของเหยื่อได้ถูกปิดตายลงเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าการเสียชีวิตหลายกรณีในเหตุการณ์สลายการชุมนุมจะมีข้อมูลและการไต่สวนของศาลที่ชัดเจนว่าเป็นการเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม (ดู https://tlhr2014.com/archives/29820)

สรุปสั้นๆ คือ อภิสิทธิ์ยืนยัน “ความบริสุทธิ์” ของตนเองว่า “ได้ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมปกติ” ซึ่งหมายถึง ต่อสู้ในสามศาลและองค์กรอิสระ (ป.ป.ช.) แล้ว ผลก็คือ เขาไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดและถูกลงโทษใดๆ เลย

โฆษณา - Advertising

แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว สามศาลยกฟ้องเพราะ “ไม่ใช่อำนาจของศาลยุติธรรม” แต่เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่ต้องไต่สวนชี้มูลความผิด เพื่อให้ผู้เสียหายส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย ไม่ใช่ยกฟ้องจากการที่สามศาลได้ไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยอย่างครบถ้วนรอบด้านแล้ววินิจฉัยว่า “จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์” แต่อย่างใด ส่วน ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจโดยตรง ก็กลับไม่ชี้มูลความผิด ดังนั้น การลอยนวลพ้นผิดของอภิสิทธิ์-สุเทพ-อนุพงษ์เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมเกือบ 100 ศพ จึงยังคงเป็นคำถามคาใจของประชาชนที่เรียกร้องความยุติธรรมตลอดมา

คำถามคือ ถ้าการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ (ซึ่งหมายถึงศาลและองค์กรอิสระ) ก็น่าคิดว่ากระบวนการยุติธรรมตามปกติที่ว่านี้มีผลงานเชิงประจักษ์อย่างไรบ้าง ที่เห็นได้ชัดคือ ศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” นายกฯ สมัคร สุนทรเวช เหตุรับจ้างเป็นพิธีกรทำกับข้าวออกทีวี, สอยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหตุโยกย้ายตำแหน่งเลขาธิการ สมช., สอยเศรษฐา ทวีสิน เหตุตั้ง รมว.ที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติ, สอยแพทองธาร ชินวัตร เหตุคลิปสนทนากับฮุนเซนโดยใช้คำพูดไม่เหมาะสม แต่อภิสิทธิ์ซึ่งเป็นนายกฯ ใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเกือบ 100 ศพ กลับไม่มีความผิดทางกฎหมายใดๆ เลย

พูดให้เห็นภาพรวมชัดขึ้นอีก ภายใต้กระบวนการยุติธรรมโดยศาลยุติธรรมและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ นายกฯ ของพรรคเพื่อไทยที่ถูกทำรัฐประหารคือ ทักษิณ ชินวัตร ติดคุก นายกฯ จากเพื่อไทยอีกหลายคนถูกสอยจากตำแหน่ง และนักกิจกรรมทางการเมืองอย่าง “อานนท์ นำภา” และคนอื่นๆ ถูกศาลติดสินจำคุกคดี 112 กว่า 30 ปี ถึงกว่า 50 ปี ทั้งๆ เป็นเพียงความผิดในระดับการใช้ “คำพูดบางคำพูด” หรือ “ข้อความบางข้อความ” เท่านั้น ที่ไม่ได้ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายใดๆ เลย ขณะที่นายกฯ ที่มาจากการทำรัฐประหาร ศาลกลับไม่รับพิจารณาเอาผิด พ้นตำแหน่งนายกฯ แล้วยังได้เป็นองคมนตรี และนายกฯ ที่สั่งสลายการชุมนุมร่วม 100 ศพ ศาลและองค์กรอิสระก็ไม่เอาผิดใดๆ และยังกลับคืนสู่เวทีการเมืองได้อย่าง “คนดีย์” ผู้ที่ไร้มลทินมัวหมอง

ภาพรวมภายใต้ “กระบวนการยุติธรรมปกติ” ตามนิยามของอภิสิทธิ์ จึงเห็นได้ชัดว่ากระบวนการยุติธรรมปกติที่ว่านี้ได้ให้ “น้ำหนัก” แก่การทำความผิดด้วยวาจากับการทำให้ประชาชนตายร่วมร้อยต่างกันราวฟ้ากับเหว และให้ความสำคัญกับการเอาผิดนายกฯ ที่ถูกทำรัฐประหาร และนายกฯ ที่ทำผิดจริยธรรมหรือกฎระเบียบบางข้อกับการเอาผิดทหารที่ทำรัฐประหารและนายกฯ ที่สั่งสลายการชุมนุมที่มีคนตายร่วมร้อยต่างกันอย่างยิ่ง

โฆษณา - Advertising

อภิสิทธิ์หวนคืนสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง และหวนคืนสู่เวทีการเมืองภายใต้ “สถานการณ์ความอยุติธรรม” เช่นนี้เอง ที่น่าประหลาดใจคือ ไชยันต์ผู้เชิญอภิสิทธิ์มาบรรยายเรื่อง “นโยบายสาธารณะ” ยืนยันว่า นับแต่หลังนายกฯ ทักษิณเป็นต้นมา นายกฯ จากเพื่อไทยไม่มีใคร “ตัดสินใจได้อย่างอิสระ” เพราะต้องอยู่ใต้ทักษิณ เขาจึงเชิญอภิสิทธิ์มาบรรยาย เพราะเชื่อว่าอภิสิทธิ์ตัดสินใจได้อย่างอิสระ ไม่ได้อยู่ใต้ใคร

แต่ข้อเท็จจริงคือ อภิสิทธิ์ไปฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหาร จนได้ฉายาว่า “รัฐบาลอำมาตย์อุ้ม” เอาเถอะใครอาจจะมองว่าเป็นข้อกล่าวหาทางการเมือง หรือเป็นวาทกรรมอะไรก็แล้วแต่ แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ตั้งแต่หลังทักษิณถูกทำรัฐประหารมา นายกฯ พลเรือนที่มาตามกระบวนการเลือกตั้งที่ทหารให้ “ความร่วมมือ” ในการปราบม็อบมากที่สุด ก็คือนายกฯ อภิสิทธิ์เท่านั้น

คำถามคือ อภิสิทธิ์คือนายกฯ คนเดียวที่ตัดสินใจอย่างอิสระจริงไหม? แต่ถ้าไชยันต์ยิ่งเชื่อว่า “จริง” จึงสมควรเชิญมาบรรยายในจุฬาฯ แล้วไชยันต์ไม่ถามต่อหรือว่า “การตัดสินใจอย่างอิสระ” ของอภิสิทธิ์ในการออกคำสั่งสลายการชุมนุมที่มีคนตายร่วม 100 ศพเช่นนั้น ทำไมจึงมีความเหมาะสมกว่าคนอื่นๆ ที่ถึงไม่เป็นอิสระจริง แต่ก็ไม่ได้ออกคำสั่งอะไรที่เป็นเหตุให้ใครตาย

เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อเข้าแข่งขันในสนามเลือกตั้งต้นปีหน้า อภิสิทธิ์จะเผชิญกระแสต่อต้านเบาหรือหนักแค่ไหน แต่ข้อเท็จจริงที่เรารู้แล้วคือ สิ่งที่อภิสิทธิ์เรียกว่า “กระบวนการยุติธรรมปกติ” ได้ “ฟอกขาว” ให้เขากลายเป็น “ผู้ไม่มีความผิดทางกฎหมาย” ไปแล้ว

โฆษณา - Advertising

อีกทั้งสถาบันทางสังคม เช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างจุฬาฯ ก็ให้พื้นที่ในการแสดงภาวะผู้นำทางความคิดแก่เขาแล้ว ก่อนหน้านั้นก็มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ได้เชิญเขาไปบรรยายเรื่อง “"สติสำคัญต่อภาวะผู้นำอย่างไรในโลกยุคดิจิทัล" ในปี 2562 ต่อมาปี 2563 มจร. ก็มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา แก่อภิสิทธิ์ แปลว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำทางโลกและทางพุทธศาสนาไทย ก็ร่วม “ฟอกขาว” ด้วยการให้พื้นที่แสดงภาวะผู้นำทางความคิด และเชิดชูเกียรติด้านความเชี่ยวชาญพุทธศาสนาและจริยธรรมแก่อภิสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว

ก็คงเหลือแต่เวทีการเมืองผ่านสนามเลือกตั้งในปีหน้าว่าการหวนคืนสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง อภิสิทธิ์จะใช้เวทีการเมืองฟอกขาวให้ตนเองได้อีกหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการ “ท้าทาย” ต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างแหลมคมด้วย เพราะ

หนึ่ง อภิสิทธิ์กลับมาในสถานการณ์ทางการเมืองที่ “ยังไม่มีความยุติธรรม” เพราะอดีตนายกฯ จากเพื่อไทยที่ถูกทำรัฐประหารติดคุก นายกฯ ของเพื่อไทยอีกหลายคนถูกสอยจากตำแหน่ง ยิ่งลักษณ์ที่ถูกทำรัฐประหารยังกลับบ้านไม่ได้ นักกิจกรรมทางการเมืองยังติดคุกคดี 112 แต่พวกทำรัฐประหารและพวกสั่งสลายการชุมนุมที่มีคนตายร่วม 100 ศพ ยังลอยนวลพ้นผิด

สอง พรรคฝ่ายขวาอย่างภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะเป็นพรรคใหญ่ขึ้น เพราะการเป็นรัฐบาลทำให้มีพลังดูด ส.ส.จากพรรคอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น และมีเงื่อนไขหลายประการที่อาจจะทำให้ได้เปรียบพรรคอื่นๆ ในการเลือกตั้งสมัยใหน้า ขณะที่พรรคประชาชนยังมีความเสี่ยงว่า 44 ส.ส.ที่ถูก ป.ป.ช.ดำเนินคดีจริยธรรมจะรอดหรือไม่ จะได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมจริงหรือไม่ และพรรคเพื่อไทยจะฟื้นความเชื่อถือคืนมาได้แค่ไหน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยอภิสิทธิ์ อย่างไรเสียก็คงไปกันได้ในทางอุดมการณ์กับพรรคน้ำเงินอยู่แล้ว ดังนั้น ความคาดหวังว่าการเลือกตั้งสมัยหน้าจะสร้าง “ความเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” จึงยังไม่แน่นอน

โฆษณา - Advertising

สาม สิ่งที่เรียกว่า “การประนีประนอมใหญ่” ที่ผู้นำอุดมการณ์พรรคประชาชนคาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น ก็มีคำถามท้าทายว่าในการประนีประนอมใหญ่นั้นจะเกิดการนิรโทษกรรมคดี 112 ปล่อย “ทุกคน” ออกจากคุกได้จริงไหม และจะ “คืนความยุติธรรม” แก่คนเสื้อแดงที่ถูกสลายการชุมนุมด้วยกระสุนจริงได้หรือไม่ หรือการประนีประนอมใหญ่สุดท้ายแล้วก็คือ อดีตผู้นำที่ถูกทำรัฐประหารก็ติดคุกไป นักกิจกรรมทางการเมืองก็ติดคุกกันไป ส่วนพวกทำรัฐประหารและพวกสั่งสลายการชุมนุมร่วม 100 ศพ ก็ยังลอยนวลพ้นผิด และลอยหน้าลอยตามีอำนาจมีเกียรติในสังคมต่อไปเช่นเดิม

สรุปคือ การกลับมาของอภิสิทธิ์เป็นการ “การตอกย้ำ” ให้เห็นสภาวะการคงอยู่ของ “ความอยุติธรรม” ชัดเจนขึ้น นั่นคือ การตอกย้ำให้เห็นภาพ “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” ในระบบการเมืองไทยๆ ที่เครือข่ายอำนาจรัฐพันลึกทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่ว่าจะก่อรัฐประหาร หรือสั่งสลายการชุมนุมร่วม 100 ศพก็ตาม ส่วนฝ่ายถูกทำรัฐประหาร และนักกิจกรรมทางการเมืองแม้ทำสิ่งที่ถูกตัดสินว่าผิด ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่โทษทางกฎหมายกลับรุนแรง ไม่ได้สัดส่วนกับความผิดอย่างยิ่ง

ความอยุติธรรมเช่นนี้จะยิ่งชัดขึ้นๆ และดู “อุจาด” มากขึ้นๆ เมื่อเราได้เห็นการลอยหน้าลอยตาในเวทีการเมือง และในตำแหน่งอำนาจทางการเมืองของผู้สั่งสลายการชุมนุมร่วม 100 ศพ เช่นเดียวกับที่เราได้เห็นการลอยหน้าลอยตาในตำแหน่งองคมนตรีอันทรงเกียรติของพวกที่ทำรัฐประหารนั่นเอง! 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising