Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อันที่จริงประเด็นหลักที่จะเสนอในบทความนี้ ครอบคลุมถึงพรรคการเมืองทุกพรรค แต่ขอยกพรรคกระชาชนเป็น “ตัวอย่าง” ในการอธิบาย เหตุผลเพราะพรรคประชาชนมี ส.ส. ที่เหมือนจะเป็นปากเสียงแทนชาวพุทธและชาวมุสลิม และยังมี ส.ส. ที่ตรวจสอบอภิสิทธิ์ทางศาสนา (religious privileges) บนหลักการรัฐโลกวิสัย (secular state) อีกด้วย 

เช่น กรณ์ มีดี เหมือนรับบทเป็นปากเสียงแทนพระสงฆ์และชาวพุทธ รอมฎอน ปันจอร์ เหมือนรับบทเป็นปากเสียงแทนชาวมุสลิม ขณะที่ เชตวัน เตือประโคน และ ภัณฑิล น่วมเจิม เคยรับบทอภิปรายตรวจสอบงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยใช้หลักการรัฐโลกวิสัยตั้งคำถามและวิจารณ์ตรวจสอบ การเหมือนมีตัวแทนทางศาสนาและโลกวิสัยของพรรคประชาชนในบริบทของรัฐไทยเป็นเรื่องที่น่าจะดี ดังจะอภิปรายต่อไป

มีปัญหาสำคัญที่ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าในรัฐโลกวิสัยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ หรือเสรีนิยมประชาธิปไตย “บทบาทเกี่ยวกับเรื่องสาธารณะ” ของสถาบันการเมืองและสถาบันต่าง ๆ เช่น รัฐบาล ประมุขของรัฐ พรรคการเมือง นักการเมือง ตุลาการ กองทัพ ส่วนราชการต่าง ๆ องค์กรศาสนา ไปจนถึงพลเมืองทุกคน ควรเป็นอย่างไร ถึงจะช่วยรักษาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกทำลายลงโดยรัฐประหารหรือวิธีอื่น ๆ 

นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกันผู้ที่เสนอ “วิธีการรักษาระบอบประชาธิปไตยให้ต่อเนื่อง” ได้น่าสนใจ คือ จอห์น รอลส์ (John Rawls) เขาเสนอว่าในระบอบประชาธิปไตย เราต้องบัญญัติ “คุณค่าแกนกลาง/คุณค่าหลัก” (core values) ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้สถาบันการเมือง, สถาบันทางเศรษฐกิจ, สถาบันทางสังคม และพลเมืองทุกคนยึดถือร่วมกัน เช่น หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค สิทธิเลือกตั้ง เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก การชุมนุมอย่างสงบ หลักนิติรัฐ และอื่น ๆ กล่าวรวม ๆ คือ หลักสิทธิมนุษยชนสากลต้องถูกยึดถือเป็นคุณค่าแกนกลางหรือคุณค่าหลักของระบอบประชาธิปไตย

ถ้าสถาบันทางการเมืองและสถาบันอื่น ๆ ทุกสถาบัน รวมทั้งนักการเมือง และประชาชนทุกคนยึดถือคุณค่าหลักดังกล่าวร่วมกันอย่างจริงจัง ก็จะไม่มี “ม็อบคนดีย์” ออกมาเรียกร้องกองทัพทำรัฐประหาร ไม่มีกองทัพออกมาทำรัฐประหาร ไม่มีกฎหมายอย่าง ม. 112 หรือกฎหมายใด ๆ ปิดปากคนคิดต่าง การล่าแม่มดคนคิดต่างก็เกิดไม่ได้ ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองใด ๆ ก็แก้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย กลไกรัฐสภา ถาผิดกฎหมาย ก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติรัฐ (rule of law) 


ศาสนาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้ไหม?

รอลส์เสนอว่าหากจะนำความเชื่อทางศาสนา หรือความเชื่อที่ไม่ใช่ศาสนา เช่น แนวคิดปรัชญาต่างๆ หรือคุณค่าเชิงวัฒนธรรมใด ๆ เข้ามาเป็นเข้อเสนอ หรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “เรื่องสาธารณะทางการเมือง” ที่จะนำไปสู่การออกระเบียบทางสังคม หรือกฎหมาย และนโยบายต่างๆ ของรัฐ เราจะต้องตีความหลักศาสนา หลักความเชื่อ หลักปรัชญา หรือคุณค่าเชิงวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้สามารถใช้เป็น “เหตุผลสาธารณะ” (public reason) ได้ เหตุผลสาธารณะ คือเหตุผลที่สอดคล้องกับคุณค่าแกนกลางหรือคุณค่าหลักของระบอบประชาธิปไตย และเป็นเหตุผลที่พลเมืองทุกคนไม่ว่าจะถือศาสนาใด หรือไม่มีศาสนาสามารถเห็นร่วมกันได้ หรือมีฉันทามติร่วมกันได้ 

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีม็อบออกมาเรียกร้องว่ารัฐบาลจากเลือกตั้ง มีแต่นักการเมืองเลว ๆ ทุจริตคอร์รัปชัน เลือกตั้งทีไรก็แก้ปัญหาโกงบ้านกินเมืองไม่ได้เสียที ขอเรียกร้องให้กองทัพออกมายึดอำนาจ แล้วให้ “คนดีมีคุณธรรม” มาปกครองบ้านเมือง ใช้ “หลักธรรมาธิปไตย” ปกครองดีกว่าประชาธิปไตย ข้อเรียกร้องเช่นนี้หรือ “ทำนองนี้” ย่อม “ใช้เป็นเหตุผลสาธารณะไม่ได้” เพราะขัดกับคุณค่าหลักของระบอบประชาธิปไตย คนที่ไม่ได้ถือพุทธ คนไม่มีศาสนา โดยเฉพาะคนที่มีสำนึกความเป็นพลเมืองเสรีและเสมอภาคที่ยึดถือคุณค่าหลักของระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่สามารถยอมรับร่วมกัน “อย่างสมเหตุสมผล” ได้ 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาที่ว่ากันว่าเป็นรัฐโลกวิสัย ก็มีทั้งกลุ่มคนที่นำศาสนามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ในแบบที่สอดคล้องกับเหตุผลสธารณะ ตัวอย่างคลาสสิกที่รู้กันทั่วโลก คือบทบาทหมอสอนศาสนาอย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่เชื่อมโยงศรัทธาในพระเจ้าเข้ากับการรณรงต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของคนผิวดำ ก่อนหน้านั้นก็มีชาวคริสต์นิกายเควกเกอร์เคลื่อนไหวสนับสนุนการเลิกระบบทาส โธมัส เพน เจ้าของจุลสารการเมือง “สามัญสำนึก” (Common Sense) ที่ทรงพลังในการปลุกใจชาวอมเริกันต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังฤษจนเกิดการปฏิวัติอเมริกาก็เป็นเควกเกอร์ และเรียกร้องการตีความคริสต์ศาสนาสนับสนุสิทธิพลเมือง 

ที่อินเดีย มหาตมะ คานธี ก็ใช้พลังศรัทธาทางศาสนาหลอมรวมประชาชนต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ ด้วยหลักอหิงสา แต่เขายังไม่หลุดพ้นจากอิทธิพลของคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของฮินดู ที่สถาปนา “ระบบวรรณะ” จนกลายเป็นวัฒนธรรมอินเดียมาช้านาน เขาจึงปฏิเสธการยกเลิกระบบวรรณะ ขณะที่ ดร.ภิมราว รามยี อัมเบดการ์ เรีกยร้องให้ยกเลิกระบบรรณะ และตีความพุทธศาสนาสนับสนุนเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และสิทธิสตรี อย่างไรก็ตาม ชนชั้นนำใน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นคานธี, อัมเบดการ์, เนห์รู ต่างเห็นว่าอินเดียวควรเป็นรัฐโลกวิสัย แยกศาสนาจากรัฐ ถ้ามองแบบรอลส์ กรณีที่คานธีตีความศาสนาสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราช ด้วยหลักอหิงสาสันติวิธี คือการตีความศาสนาที่ใช้เป็น “เหตุผลสาธารณะ” ได้ แต่การปฏิเสธยกเลิกระบบวรรณะ ย่อมขัดแย้งกับเหตุผลสาธารณะ ขณะที่การตีความพุทธศาสนาแบบอัมเบดการ์ใช้เป็นเหตุผลสาธารณะได้

ในอเมริกายุคโดนัล ทรัมป์ กระแสการเมืองฝ่ายขวาละเมิด core values ของระบอบประชาธิปไตยค่อนข้างชัด ขณะเดียวกันพลังชาวคริสต์ฝ่ายขวาที่สนับสนุนทรัมป์ ก็นำศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างขัดกับ public reason และ core values ของระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน 


ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อว่า “ทรัมป์คือผู้นำที่ถูกเลือกโดยพระเจ้า” ก่อนหน้านั้นพลังชาวคริสต์ฝ่ายขวาผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมาย ที่มีผลให้ “สิทธิทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ” ถูกตัดทิ้งไป ล่าสุดที่ตลกร้ายมากคือ ในสถานการสงครามระหว่างอเมริกา-อิหร่าน เกิดวิวาทะระหว่างสมเด็จพระสันตะปาปากับทรัมป์ ทำนองว่า “พระเจ้าทรงอยู่ข้างใคร” ระหว่างผู้นำมหาอำนาจโลกกับผู้นำศาสนจักรคริสต์แห่งวาติกัน แต่ถ้ามองแบบรอลส์ การเรียกร้องสันติภาพเพื่อมนุษยชาติหรือชาวโลกของสมเด็จพระสันตะปาปา ย่อมจะใช้เป็นเหตุผลสาธารณะได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในอเมริกาชาวคริสต์มีทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ ฝ่ายหลังน่าจะมากกว่า จึงมีกลุ่มศาสนาทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม ที่ปรากฎเป็นข่าวไปทั่วโลก คือกรณี มารีแอนน์ บัดเดอ (Mariann Budde) บิชอปแห่งคริสตจักรเอพิสโคปัล (Episcopal) ซึ่งเป็นนิกายศาสนาฝ่ายเสรีนิยมได้เทศนาหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีที่มหาวิหารแห่งชาติวอชิงตันว่า

“...ในนามของพระเจ้าของเราทั้งปวง ข้าพเจ้าขอให้คุณได้มีเมตตาต่อคนในชาติผู้หวาดกลัวอยู่ในเวลานี้ด้วย พวกเขาเป็นเกย์ เลสเบี้ยนและเป็นคนข้ามเพศวัยเยาว์ที่ทั้งสนับสนุนพรรคเดโมแครต พรรครีพับลิกัน และพรรคอื่น ๆ บางคนหวาดกลัวว่าสิ่งต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของพวกเขา ... คุณประธานาธิบดี เมื่อในเวลานี้เด็ก ๆ ต่างหวาดกลัวว่าพ่อแม่จะถูกพรากไปจากพวกเขา ขอให้คุณได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่หลบหนีจากเขตสงครามและการประหัตประหารจากดินแดนของพวกเขาให้ได้พบการต้อนรับ และความกรุณาของที่นี่ พระเจ้าของเราสอนให้เรามีเมตตาต่อคนแปลกหน้า เพราะเราล้วนเคยเป็นคนแปลกหน้าในดินแดนแห่งนี้มาก่อน ขอพระเจ้าทรงประทานความเข้มแข็งและความกล้าหาญแก่พวกเราในการให้เกียรติแก่ศักดิ์ศรีของมนุษย์ ในการพูดความจริงแก่กันและกันด้วยความรัก ให้ได้ดำเนินชีวิตอย่างนอบน้อมต่อกัน ต่อพระเจ้าของพวกเรา เพื่อยังผลประโยชน์แก่ทุกคน ขอความสวัสดีจงบังเกิดแก่ผู้คนในประเทศนี้ รวมทั้งในโลกนี้ด้วย, เอเมน” (ดูMariann Budde บิชอปหญิงคนแรกผู้เทศนาโดนัลด์ ทรัมป์)

แน่นอนว่าคำเทศนาของบิชอปหญิงบัดเดอ ย่อมใช้เป็นเหตุผลสาธารณะได้ เพราะสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็น core values ของประชาธิปไตย แต่ทำให้ทรัมป์โกรธ เพราะเขามีความคิดต่อต้านเกย์และผู้อพยพซึ่งขัดกับเหตุผลสาธารณะ 

ถ้ามองแบบรอลส์ ปัญหาประชาธิปไตยยุคทรัมป์ ก็คือการที่บทบาทของผู้นำอำนาจทางการเมืองอย่างทรัมป์ และกลุ่มศาสนาฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนทรัมป์ ไม่ได้ยึดถือปฏิบัติตาม core values ของประชาธิปไตย โดยเหตุผลในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของทรัมป์ และเหตุผลในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มศาสนาฝ่ายอนุรักษ์นิยมขัดกับ “เหตุผลสาธารณะ” อย่างเห็นได้ชัด


หันมามองบ้านเรา เห็น “นายกฯ สายมู” อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ายองค์นรสิงห์บ้าง ทำบุญทำเนียบฯ บ้าง ทำบุญหลายศาสนาบ้าง รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ จะเริ่มทำงานก็ต้องทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ หน้ากระทรวงนั้น ๆ ก่อน เราอาจจะบอกว่า “เอาน่าขนาดรัฐโลกวิสัยอย่างอเมริกา ประธานาธิบดีก็ยังเกี่ยวข้องกับศาสนาได้ขนาดนั้น” อะไรทำนองนี้

แต่ประเด็นคือ ในอเมริกา “ตัวระบบรัฐโลกวิสัยไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง” ปัญหาอยู่ที่เกิดมีผู้ลุแก่อำนาจแบบทรัมป์ขึ้นมา โดยที่ระบบ “ยัง” เบรกเขาไม่ได้ แต่วันหนึ่งข้างหน้าระบบอาจจัดการเขาได้ เช่น คดีต่าง ๆ ที่เขาโดยฟ้องอาจจัดการเขาได้ในอนาคต ซึ่งการที่ประธานาธิบดี “ถูกฟ้องได้” ก็แปลว่าเขาไม่ได้อยู่เหนือ “ความรับผิดชอบ” ในการใช้อำนาจ หรือเขาก็ยังอยู่ใน “ระบบอำนาจที่จำกัดและพร้อมรับผิดชอบ”(limited and accountable power) เพียงแต่การทำงานของระบบในยุคนี้ ไม่มีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น

ทว่าปัญหาของไทยอยู่ที่ “ตัวระบบ” กล่าวคือ ตัวระบบไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่เป็นรัฐโลกวิสัย พูดอย่างเปรียบเทียบคือ ในรัฐโลกวิสัย ถึงแม้จะมี “กลุ่มศาสนาเอกชน” ฝ่ายอนุรักษ์นิยมโปรโมททรัมป์ว่า “เป็นผู้นำที่พระเจ้าทรงเลือก” แต่ไม่มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นบัญญัติไว้แบบนั้น และไม่ได้มีกฎหมายใด ๆ ปกป้องผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกโดยเฉพาะ ขณะที่ไทยมีรัฐธรรมนูญบัญัติว่า “พระมหากษัตริย์ต้องทรงเป็นพุทธมามกะ, ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดมิดได้ จะฟ้องร้องไม่ได้, ทรงปกครองโดยธรรม และการปกครองโดยธรรมก็วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้, มีมาตรา อื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สถาบันทางการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ รวมทั้งประชาชนทุกคนต้องจงรักภักดีและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์, มีมาตรา 112 ปกป้องสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ตามรัฐธรรมนูญเป็นต้น

การปราศรัยของคนแบบอานนท์ นำภาที่โดน 112 และไม่ได้สิทธิประกันตัว ถูกตัดสินจำคุกกว่า 30 ปีแล้ว และอีกคน 49 ปี ก็เพราะ “ถูกศาลตีความ” ว่าละเมิดสถานะ “อันล่วงละเมิดมิได้” ของกษัตริย์ ซึ่งเป็น “สถานะที่อิงความเชื่อทางศาสนาพุทธ-พราหมณ์” การเสนอนโยบายแก้ 112 ของพรรคส้ม ก็ถูกตีความว่าไปลดทอนสถานะที่อิงหลักความเชื่อทางศาสนาเช่นนั้น 

การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเช่นนั้น ก็ถูกตีความรองรับ “พระรราชอำนาจตามโบราณราชประเพณี” ในการปกครองศาสนจักจรของรัฐ หรือมหาเถรสมาคม และทรงอุปถัภม์องค์กรศาสนาอื่น ๆ ที่รัฐรับรอง ในบ้านเราจึงไม่มีทางที่จะมีพระสงฆ์ หรือผู้นำศาสนาแบบบิชอปหญิงบัดเดอกล้าเทศนาวิจารณ์ประมุขของรัฐ มีแต่ “การเทศนาสรรเสริญ” อย่างเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกันกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อ้างศาสนาสนับสนุนเจ้า และสนับสนุนรัฐประหาร ก็ทำกันได้อย่างปลอดภัย ต่างจากฝ่ายที่อ้างศาสนาสนับสนุนเสรีภาพและประชาธิปไตยที่ถูกกดปราบตลอดมา

จากที่ว่ามาทั้งหมด ก็มาถึงประเด็นว่าบทบาทของ ส.ส. พรรคประชาชนที่เหมือนสะท้อน “ภาพตัวแทน” ของพระสงฆ์และชาวพุทธ, ชาวมุสลิม และชาวโลกวิสัย ควรจะเป็นอย่างไร 


ก็ต้องย้อนไปที่หลักการของรอลส์ ที่เราอภิปรายมาแล้วว่าบทบาทของ ส.ส. ในฐานะตัวแทนทั้งสามฝ่ายดังกล่าว จะต้องเป็นบทบาทเป็นปากเสียงที่สามารถแสดง “เหตุผลสาธารณะ” คือ เหตุผลที่สอดคล้องกับ core values ของประชาธิปไตยได้ พูดสั้นๆ เหตุผลสาธารณะ คือเหตุผลที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั่นเอง

ถ้าคุณแสดงบทบาทเป็นปากเสียงแทนชาวพุทธ หรือชาวมุสลิม (หรือศาสนาใดๆ) ด้วยการเรียกร้อง “อภิสิทธิ์ทางศาสนา” แก่กลุ่มหรือองค์กรศาสนาของตน ก็ย่อมใช้เป็นเหตุผลสาธารณะไม่ได้ แต่ถ้าคุณเป็นปากเสียงให้กับชาวพุทธและชาวมุสลิมในสามจังหวังภาคใต้ (หรือภาคอื่นๆ) ในเรื่องความปลอดภัยจากการก่อการร้าย และการใช้ความรุนแรงหรือการกดขี่โดยรัฐ เรื่องปากท้อง การศึกษา คุณภาพชีวิต สวัสดิการ หรือสิทธิเสรีภาพด้านต่างๆ การเป็นปากเป็นเสียงทำนองนี้ ก็ย่อมใช้เป็นเหตุผลสาธารณะได้ และเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ ส.ส.ที่ต้องทำ 

ขณะเดียวกัน ถ้าคุณเป็นปากเสียงให้กับชาวโลกวิสัย หรือเป็นปากเสียงในฐานะผู้ยืนยันหลักการรัฐโลกวิสัย คุณก็ต้องตั้งคำถาม วิจาร์ตรวจสอบการที่ผู้มีอำนาจรัฐใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือการใช้ศาสนามาเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบใดๆ ที่ขัดหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และรัฐโลกวิสัย ตั้งคำถามและวิจารณ์ตรวจสอบการที่องค์กรศาสนาใดๆ เข้าหารัฐเพื่อต้องการให้รัฐออกกฎหมาย และให้งบประมาณเพื่ออภิสิทธิ์ทางศาสนาของกลุ่มตน ตรวจทุกศาสนาเท่าเทียมกัน และตรวจสอบการที่รัฐออกกฎหมายและจ่ายงบประมาณแก่องค์กรศาสนาต่างๆ ที่ขัดหลักการัฐโลกวิสัย รวมทั้งสนับสนุน “สิทธิเลือกตั้ง” ของนักบวชทุกศาสนา ทุกนิกายเท่าเทียมกัน ในฐานะที่คนเหล่านั้นเป็น “พลเมือง” ของรัฐ 

ที่ว่ามา (เป็นต้น) ที่จริงแล้วก็ควรเป็นบทบาทของ ส.ส.ทุกพรรคในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา เพียงแต่ยก ส.ส. พรรคประชาชนมาเป็นตัวอย่างในการอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น 

ผมคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย เรามองข้ามศาสนาไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงศาสนาก็ยังมีบทบาททางการเมือง ทั้งในทางเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและในทางสนับสนุน แม้แต่ในอเมริกาดังที่ยกตัวอย่าง ส่วนบ้านเราศาสนาถูกระบบของรัฐที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นรัฐโลกวิสัยใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างฝังรากลึกมายาวนาน ซึ่งเป็นปัญหาท้าทายว่านักการเมือง พรรคการเมือง โดยเฉพาะ “ฝ่ายก้าวหน้า” อย่างพรรคประชาชนจะแก้ปัญหาพวกนี้ได้อย่างไร 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง