พอมีข่าวเพื่อไทยจะยื่น "ซักฟอก" รัฐบาลอนุทิน พรรคส้ม "ตีกัน" ไว้ก่อนเลยว่า "อย่าซักฟอกเพื่อแก้แค้น" หรือเหตุผลพิศดารกว่านั้นคือ "เพื่อไทยคิดแต่จะทำลายคะแนนนิยมพรรคประชาชน ยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอยากให้ยุบสภาเพื่อไปร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย” แต่จริงๆ แล้วเราเห็น “พลังงานความแค้น” ของพรรคส้มที่มีต่อเพื่อไทยมาตลอดกว่า 2 ปี “ชัดเจน” มากกว่าหรือไม่ ไม่ว่าเรื่องค้านนโยบายแจกเงินหมื่น คาสิโนถูกกฎหมาย การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พุ่งเป้าหมายไปที่ “คดีชั้น 14” อย่างเป็นพิเศษ และอื่นๆ
จริงๆ แล้วส้ม “แค้นเรื่องอะไรแน่” ไม่มีคำตอบแน่ชัด เพราะโหวตพิธา ลิ้มเจริญัตน์เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อไทยก็โหวตให้แล้ว แต่ติดที่ สว.ของรัฐพันลึกไม่เอาด้วย ก็เหลือแต่ความน่าจะเป็นคือ "แค้นที่เพื่อไทยไม่รอ 10 เดือน เพื่อหนุนพรรคส้มให้ตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ" เท่านั้น
ดังนั้น กระแสโจมตีเรื่องตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ตระบัดสัตย์ ทรยศหักหลัง ฯลฯ จึงเกิดขึ้นอย่างร้อนแรง และต่อเนื่องตลอดมา จนเป็นกระแสสูงสุดอีกครั้งตอนที่พรรคส้มประกาศ "ข้อเสนอ MOA" ทางสาธารณะ และกระแสดังกล่าวได้ถูกใช้ให้ "ความชอบธรรม" กับการโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ตัวเลือกที่ควบคุมได้มากกว่า” (เพราะอย่างน้อยก็ไม่เคยตระบัดสัตย์ ทรยศหักหลังพรรคส้มมาก่อน)
แต่ “นัยแฝง” ที่ไม่พูดออกมาตรงๆ นี่คือ “การแก้แค้นเพื่อไทย” หรือสั่งสอนที่เคยเล่นบท "เพื่อไทยการละคร" มาก่อนตอนโหวตพิธา โดยใช้วิธี "หนามยอกเอาหนามบ่ง" คือใช้วิธี "ส้มการละคร" ย้อนกลับบ้าง นั่นคือ ประกาศข้อเสนอ MOA ให้เพื่อไทยออกมาดิ้นพล่านไปงั้นเอง แต่ที่จริงดีลตกลงกับอนุทินไว้ก่อนแล้ว เพราะต้องการ "มือ" สว.สีน้ำเงินของอนุทินสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ หลักฐานสนับสนุนสมมติฐานนี้คือ หลังโหวตอนุทินแล้วบุคคลสำคัญใน “คณะก้าวหน้า” เช่น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, ช่อ พรรณิการ์ วินิช ต่างออกมาพูดตรงกันในเรื่อง "ความหวัง" ว่าโอกาสนี้คือโอกาสเดียวที่เชื่อว่าจะได้เสียง สว.ข้างมาก (สว.สีน้ำเงิน) สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญมากที่สุด
ดังนั้น เพราะแค้นเพื่อไทยหรือไม่ จึงทำให้ “เสียหลักการ” ที่เคยต่อต้าน "ใบอนุญาตที่ 2" ด้วยการยอมละเมิดหลักการที่ฝ่ายตนเคยยืนยันโดยการโหวต “คนของรัฐพันลึก” เป็นนายกฯ ซึ่งเป็นการเลือกเล่นในเกมของรัฐพันลึกที่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาลจากเพื่อไทยเป็นภูมิใจไทย ด้วยการใช้กลไกอำนาจนอกและในระบบควบคู่กัน
ส่วนการ “ตั้งธงผิด” คืออะไร ก็คือตั้งธงแก้รัฐธรรมนูญ หวังเป็นผลงานเรียกคะแนนนิยม เพื่อเป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” สมัยหน้าแล้วเข้าสู่การสร้าง “การประนีประนอมครั้งใหญ่” หรือ “Grand Compromise” โดยอาศัย สว.สีน้ำเงินของอนุทินแลกกับการโหวตให้เขาเป็นนายกฯ
ที่ว่า "ผิด" ไม่ใช่ความต้องการแก้รัฐธรรมนูญผิด หรือความต้องการสร้างการประนีประนอมครั้งใหญ่ผิด แต่คือ “ธงที่ขึ้นกับการพึ่งพรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงิน” ต่างหากที่ "ผิด" ถามว่าผิดอย่างไร
ให้เราลองสมมติว่าพรรคส้มตั้งธงใหม่ คือตั้ง “ธงทำลายอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงิน” ซึ่งพวกเขาโดนคดีทุจริตเลือก สว.อยู่แล้ว ด้วยการเปลี่ยนไปโหวตชัยเกษม นิติสิริ แล้วยุบสภาทันทีตามข้อเสนอของเพื่อไทย ด้วยกระแสนิยมขณะนั้น พรรคส้มมีโอกาสสูงมากที่จะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวหลังเลือกตั้งใหม่ และด้วยพลังอำนาจของรัฐบาลพรรคเดียวบวกกับพลังศรัทธาของประชาชน และการเคลื่อนไหวเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญของภาคประชาชน การแก้รัฐธรรมนูญภายใต้รัฐบาลพรรคเดียวจะ “ง่ายกว่า” แก้ภายใต้อิทธิพลพรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงินในตอนนี้มาก เพราะถึงตอนนั้น พรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงินที่โดนคดี ก็ย่อมตกอยู่ในฐานะ “ตัวประกัน” ทางการเมืองแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องยอมโหวตสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะไม่อาจต้าน “แรงกดดัน” ของรัฐบาลพรรคเดียวและภาคประชาชนได้อยู่แล้ว
แต่พอโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ก็เท่ากับไป “เพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมือง” ของพรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงินให้พุ่งขึ้นถึง "จุดสูงสุด" ขนาดต้องคดีทุจริตเลือก สว.แล้วแท้ๆ ยังต่อรองจนเป็นรัฐบาลได้ และยังสามารถสร้างอำนาจต่อรองสูงในการแก้รัฐธรรมนูญได้อีกด้วย จนเสี่ยงว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อาจเป็น "รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน" และอำนาจต่อรองของ "สีน้ำเงิน" จะยิ่งสูงขึ้นในสมัยรัฐบาลหน้า ถ้าพรรคน้ำเงินได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้น
ส่วนพรรคส้มที่กระแสนิยมพุ่งสูงสุดใน "ช่วงก่อนโหวตอนุทิน" ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว หากโหวตชัยเกษมแล้วยุบสภาทันทีแล้วเลือกตั้งใหม่ แต่หลังจากโหวตอนุทินจนถึงตอนนี้คะแนนนิยมน่าจะตกลงแล้ว โอกาสเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็น่าจะ “ห่างออกไป” อีกมาก
การยอมเสียหลักการและความผิดพลาดในการตั้งธงผิดๆ ทั้งหมดนี้ น่าจะเกิดจาก “ความแค้นที่มีต่อเพื่อไทย” เป็นด้านหลักใช่หรือไม่ เพราะเรามองไม่เห็น “เหตุผลที่สมเหตุสมผลอย่างแท้จริง” ในการยอมเสียหลักการ และยอมเสี่ยงร่วมหัวจมท้ายในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ “ภายใต้เงื่อนไข” ที่เพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงินที่โดนคดีทุจริตเลือก สว.ให้สูงขึ้นถึงจุดสูงสุดทั้งในสภาชุดนี้ และยังจะสูงอีกในสภาชุดหน้า
น่าเสียดายที่พรรคส้มมองเห็นปัญหาของเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ ที่เป็นพวก “ปฏฎิบัตินิยม” ซึ่ง “มุ่งผลลัพธ์โดยไม่เลือกวิธีการ” มาตลอด แต่แล้วพรรคส้มก็กลายเป็นพวกปฏิบัตินิยมเสียเอง!
ความเป็นปฏิบัตินิยมของพรรคส้ม ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “การเมืองแบบใหม่” ของพรรคส้ม ทำไมยังเดินตามปฏิบัตินิยมแบบฝ่ายตรงข้ามที่พวกตนโจมตีว่าเป็น “การเมืองแบบเก่า มาตรฐานต่ำ” ซึ่งความเป็นปฏิบัตินิยมแบบพรรคส้มเห็นได้ชัดมากในเรื่อง “สองมาตรฐาน” ในการตรวจสอบ “การใช้อภิสิทธิ์” กรณีคดี ชั้น 14 ของทักษิณ ชินวัตร ที่พรรคส้มตรวจสอบแบบ “กัดไม่ปล่อย” ทั้งโดยการอภิปรายในสภาและการตรวจสอบนอกสภา จนเป็นกระแสต่อเนื่องส่งพลัง “ความชอบธรรม” อย่างมีนัยสำคัญให้กับศาลของรัฐพันลึกยกเรื่องขึ้นไต่สวนเอง จนเอาทักษิณเข้าคุกในคดีที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารในที่สุด
ขณะที่ตรวจสอบการใช้อภิสิทธิ์กรณีคดีชั้น 14 ซึ่งเป็น “คดีจากคณะรัฐประหาร” พรรคส้มเน้นหลักการ “ผิดต้องว่าไปตามผิด” หรือ “ปล่อยให้คนผิดลอยนวลไม่ได้” เด็ดขาด แต่กับ “กรณีทุจริตเลือก สว.” เหมือนพรรคส้มจะใช้หลักการ “ผิดหรือไม่ปล่อยผ่านไปก่อน” ดังนั้น แทนที่พรรคส้มจะตั้ง “ธงทำลายอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคน้ำเงิน และ สว.น้ำเงิน” ที่โดนคดีอยู่แล้ว กลับ “สมยอม” ให้พรรคน้ำเงินใช้ “สว.ฮั้ว” มาต่อรองอำนาจทางการเมืองจนได้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจดูแล “คดีของฝ่ายตนเอง” ได้ เพื่อแลกกับ MOA ของพรรคส้ม
นี่คือ “สองมาตรฐาน” ในการตรวจสอบการใช้อภิสิทธิ์ทางการเมือง กับอภิสิทธิ์ชั้น 14 “ต้องเอาผิดให้ได้” แต่กับอภิสิทธิ์ของพรรคการเมืองที่โดนคดีทุจริตเลือก สว. และยังใช้ สว.ที่โดนคดีแบบเดียวกันมาใช้ต่อรองอำนาจทางการเมืองได้ ซึ่งเป็น “โคตรอภิสิทธิ์” ที่ทำลายหลักการ free and fair ของระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้งมากกว่า แทนที่พรรคส้มจะตรวจอบแบบ “ต้องเอาผิดให้ได้” ในมาตรฐานเดียวกับอภิสิทธิ์ชั้น 14 กลับ “ให้ความร่วมมือ” ในการใช้โคตรอภิสิทธิ์ของพรรคน้ำเงินและ สว.น้ำเงิน จนทำให้อำนาจต่อรองทางการเมืองของพวกเขาพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดดังกล่าวแล้ว
หลังโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ที่สะท้อนภาพ “สองมาตรฐาน” ดังกล่าว พรรคส้มก็ประกาศสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” ซึ่งกลายเป็นสโลแกนหาเสียงภายใต้แนวคิด “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” น่าตั้งคำถามว่า “วงศาคณาญาติ” ของแนวคิดการเมืองไม่เทาใน “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้” คืออะไร
แนวคิดการเมืองไม่เทาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้ ที่เห็นได้ชัดมาก น่าจะมีวงศาคณาญาติมาจากกลุ่มความคิดประเภท "ธรรม-อธรรม, เทพ-มาร, คนดี-คนชั่ว, สุจริตโปร่งใส-ทุจริตโกง ฯลฯ" ที่ใช้เป็น "วาทกรรมการเมือง" ของรัฐพันลึกมากว่าสองทศวรรษ ซึ่งเป็น "ส่วนขยาย" จากแนวคิดหลักของรัฐพันลึกที่สถาปนาการอุดมการณ์ปกครองโดยธรรมไว้สูงสุด ซึ่งถูกพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า "การป้องกันคนเลวไม่ให้มีอำนาจหรือเป็นผู้ปกครอง ยกคนดีขึ้นเป็นผู้ปกครอง" ดังที่เราทราบกันดี
ตัวอย่างรูปธรรม เช่น เปรม ติณสูลานนท์ คือคนดีที่เป็น "เสาหลักทางจริยธรรม" ของประเทศ ชวน หลีกภัยคือตัวอย่างนักการเมืองซื่อสัตย์สุจริต จนมาถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริหารประเทศมา 9 ปี ก็ไม่โกง แต่เป็นคนดีมาสร้างรัฐธรรมนูญปราบโกง หากพูดอย่างเจาะจง ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองแบบธรรมะ คนดี สุจริต โปร่งใสถูกขับเน้นโดยประชาธิปัตย์, พธม., กปปส. และรัฐพันลึกที่ทำรัฐประหาร เพื่อต่อสู้กับ “การเมืองเทาๆ” ที่ถูกกล่าวหาว่าโกง โคตรโกง โกงทั้งโคตรของ "ระบอบทักษิณ" หรือการเมืองบ้านใหญ่ชินวัตรโดยตรง
เพราะข้อเท็จจริงคือ ไม่ว่าการเมืองนอกสภาของ พธม., กปปส. การเมืองในสภาของประชาธิปัตย์ และ “การเมืองนอกระบบรัฐสภา” ของรัฐพันลึกที่ใช้วิธีรัฐประหารและกลไกองค์กร(ไม่)อิสระต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็น “การเมืองไม่เทา” หรือ “การเมืองสุจริตโปร่งใส” ของคนดีมีคุณธรรมที่มีเป้าหมายเพื่อ “ทำลาย” การเมืองโกงของระบอบทักษิณ ด้วยการใช้อำนาจนอกระบบและในระบบรัฐสภาควบคู่กันมาตลอดสองทศวรรษ
การเมืองไม่เทาแบบ “มีเราไม่มีเทา” หรือ “ไทยไม่เทา” ก็น่าจะอยู่ในวงศาคณาญาติเดียวกันกับกระแสการเมืองสุจริตไม่โกงที่ว่ามา (ไม่มากก็น้อย) เพราะ "มีเราไม่มีเทา" หรือ "ไทยไม่เทา" ก็ย่อมหวังคะแนนเสียงจาก "กลุ่มโหวตเตอร์" แบบ พธม., กปปส. หรือคนเคยเป็นหรือเคยมี "เชื้อความคิด" แบบ พธม., กปปส. มาก่อนด้วยอย่างมีนัยสำคัญ
สรุป ประเทศนี้มีนักการเมืองโกงคนคนสำคัญๆ ที่ “ปราบได้จริง” คือ “ทักษิณ, ยิ่งลักษณ์” มีพรรคโกงพรรคเดียวที่ปราบได้จริงคือ “เพื่อไทย” วิธีปราบโกงก็ใช้ “วิธีพิศดาร” (ใช้กลไกอำนาจนอกและในระบบควบคู่กัน) กับบุคคลและพรรคนี้โดยเฉพาะ โดยมีพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เหลือให้ความร่วมมือกับวิธีการพิศดารนี้ด้วยมาตลอด จนล่าสุดพรรคส้มก็ร่วมมือกับการใช้วิธีการพิศดารนี้ด้วย ในการเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อไทยเป็นภูมิใจไทย จึงไม่แปลกที่ “การเมืองไม่เทา” ของพรรคส้มกับ “การเมืองสุจริต” ของประชาธิปัตย์ดูจะกลมกลืนไปด้วยกันได้
พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ ทุกพรรคล้วนเป็น “ปฏิบัตินิยม” ที่มุ่งบรรลุเป้าหมายโดยไม่เลือกวิธีการ แต่พรรคที่ผิดที่สุด สมควรตายหมื่นๆ ครั้งคือเพื่อไทย ทั้งๆ ที่เพื่อไทยไม่เคยร่วมในเกมที่ใช้กลไกอำนาจในและนอกระบบล้มรัฐบาลพรรคอื่นๆ เลย มีแต่ถูกทำลายด้วยเกมนี้ที่มีพรรคอื่นๆ เข้าร่วม
สุดท้ายแล้วเรามี “พรรคการเมืองไม่เทา” ที่เป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า ก้าวหน้ามากกว่า เป็นความหวังในการเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากกว่า ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่แสดงออกให้ประชาชนเชื่อถือได้ “อย่างเป็นที่ประจักษ์” ว่าไม่เป็นพวกปฎิบัตินิยมที่มุ่งผลลัพธ์โดยไม่เลือกวิธีการว่าจะผิดหรือถูก เป็นพรรคที่ก้าวข้าม “การให้ความร่วมมือกับรัฐพันลึกในการใช้อำนาจนอกระบบและในระบบ” ทำลายทักษิณและเพื่อไทยโดยเฉพาะมาตลอด และเป็นพรรคก้าวข้าม “สองมาตรฐาน” ในการตรวจสอบการใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองได้อย่างแท้จริง เรามี “พรรคการเมืองในอุดมคติ” แบบนี้ให้เลือกจริงๆ หรือ
หรือแม้แต่เรามีพรรคการเมืองก้าวหน้าที่ “ก้าวข้าม” ความเกลียดชังและความแค้นต่อทักษิณและเพื่อไทยแล้วจริงๆ หรือ ถ้าไม่มีพรรคการเมืองในอุดมคติเช่นนั้นอยู่จริง เราจะเลือกอย่างไร นี่คือคำถามท้าทายสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า!
