Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เวลาพูดถึง “พุทธแบบไทย” ผมหมายถึงพุทธศาสนาที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

1. ส่วนที่เป็นเนื้อหาคำสอนในคัมภีร์หลักๆ ที่มีร่วมกันกับพุทธนิกายเถรวาทในประเทศอื่นๆ คือ ไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา รวมทั้งวรรณกรรมอื่นๆ ที่แต่งขึ้นจากคัมภีร์หลักๆ เช่น ไตรภูมิพระร่วง มหาชาติคำหลวง ปฐมสมโพธิกถา และอื่นๆ

2. ส่วนที่ถูกใช้เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง คือแนวคิดการปกครองโดยธรรม ธรรมราชา ราชาธิราช จักรพรรดิราช สมมติเทพ กษัตริย์โพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าอยู่หัว ที่เชื่อกันว่ามีพฒนาการมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง จากนั้นก็สถาปนาพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในอุดมการณ์หลักของรัฐ คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ที่ยึดถือสืบทอดมาจนปัจจุบัน

ส่วนการปกครองโดยธรรม ปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่โดยสถาบันกษัตริย์ที่เป็นประมุขของรัฐ และยังมีการสถาปนาอุดมการณ์ปกครองโดยธรรมเชื่อมโยงกับคติไตรภูมิพระร่วงไว้บนสัญลักษณ์อาคารรัฐสภาที่เรียกด้วยภาษาพระว่า “สัปปายะสภาสถาน” อันหมายถึงสถานที่ประชุมของสัตบุรุษ (คนดี) อีกด้วย

ลักษณะพิเศษของพุทธแบบไทย คือพุทธศาสนาส่วนที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะเป็นส่วนที่วาง “หลักความชอบธรรม” ว่ากษัตริย์ผู้ปกครองโดยธรรมมีอำนาจปกครองทั้งทางโลกและทางศาสนา หรือปกครองทั้งอาณาจักรและศาสนจักรสืบมาในประวัติศาสตร์สยามไทย

พูดให้ชัดคือ อุดมการณ์ปกครองโดยธรรมแบบพุทธไทยทำให้กษัตริย์มีความชอบธรรมในการเป็นทั้งผู้ปกครองทางโลก และเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ด้วย โดยสถานะผู้ปกครองทางโลกกษัตริย์ทรงอำนาจเด็ดขาด และสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณกษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รัฐธรรมนูญ ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 เป็นต้นมาก็สถาปนาหลักความชอบธรรมนี้ไว้อย่างมี “นัยสำคัญ” โดยบัญญัติข้อความสำคัญว่ากษัตริย์ต้องทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก, ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ เป็นต้น

ในช่วงที่คณะราษฎรมีอำนาจ (แค่ประมาณ 15 ปี) ได้พยายามทำให้รัฐบาลเป็นอิสระจากอำนาจสถาบันกษัตริย์ และทำให้ศาสนจักร (มหาเถรสมาคม) มีอิสระปกครองตนเองจากอำนาจสถาบันกษัตริย์มากขึ้น โดยพยายามวางระบบการปกครองทางโลกและศาสนจักรให้ยึดโยงกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น

แต่หลังจากคณะราษฎรเสื่อมอำนาจ การฟื้นฟูอุดมการณ์ปกครองโดยธรรมให้เข้ากับบริบทสังคมไทยสมัยใหม่ที่ถือว่าสถาบันกษัตริย์กับพุทธศาสนาเป็น “แกนกลาง” ของความเป็นไทย ได้กลายเป็น “กระแสหลัก” ในทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมจวบจนปัจจุบันภายใต้การปกครองที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ในทางประเพณีปฏิบัติหมายถึง ระบอบที่กษัตริย์ผู้ปกครองโดยธรรมทรงมีสถานะและอำนาจทั้งทางโลกและทางศาสนา

โดยในทางโลกระบอบนี้ยอมให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลจากรัฐประหารได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ความเห็นชอบของสถาบันกษัตริย์และเครือข่าย ในทางศาสนากษัตริย์ทรงมีอำนาจปกครองศาสนจักร คือทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนสมณศักดิ์ของพระ และคณะผู้บริหารระดับสูงของศาสนจักร ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยถือว่าเป็น “พระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณี” ซึ่งมีการกระชับอำนาจเช่นนี้มากขึ้นโดยลำดับ

3. พุทธศาสนาเชิงวัฒนธรรมที่มีส่วนผสมระหว่างพุทธ พราหมณ์ ผี ซึ่งมีอยู่ในพิธีกรรมของรัฐหรือราชสำนัก และพิธีกรรมทางศาสนาของวัดต่างๆ หรือชุมชนชาวพุทธโดยทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับประเพณี วิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

แม้พุทธศาสนาเชิงวัฒนธรรมจะไม่เน้นที่คำสอนเชิงศีลธรรมโดยตรง แต่มีอิทธิพลในเชิงความเชื่อ หรือมีอำนาจชี้นำทางความเชื่ออย่างลึกซึ้งและซับซ้อน เช่น พิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือพิธีกรรมทางศาสนาของวังหรือของรัฐ ไปจนถึงพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานแต่ง งานศพ กระทั่งพิธีกรรมประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เป็นกระแสนิยมเป็นพักๆ เช่น พิธีปลุกวัตถุมงคลพระเกจิอาจารย์ จตุคามรามเทพ ครูกายแก้ว ไอ้ไข่ กระทั่งกิจกรรมอีเวนท์งานบุญใหญ่ๆ เช่น การทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูป ในจังหวัดต่างๆ เป็นต้น

เท่าที่ผมศึกษาพุทธศาสนาแบบไทยมาประมาณหนึ่ง พบว่ามีมุมมองต่อพุทธศาสนาไทย 2 แบบที่ต่างกัน คือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยืนยันว่าพุทธศาสนาแบบไทยให้คำตอบที่เป็น "สัจธรรม" ที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาชีวิตและสังคมได้แทบทุกเรื่อง แต่ฝ่ายนี้ก็เผชิญหน้ากับความเป็นจริงของความเสื่อมโทรมของสถาบันศาสนา และสถาบันอนุรักษ์นิยมทางการเมืองและทางสังคมที่อิงความเชื่อพุทธศาสนาที่มีความคิดและบทบาทขัดขวางการสร้างประชาธิปไตย

ขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าปัดปฏิเสธว่าพุทธแบบไทยไม่มีคำตอบอะไรเลยที่จะนำมาใช้ทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นได้จริงในบริบทโลกสมัยใหม่ วิธีคิดแบบพุทธไทยมีแต่เป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าของประชาธิปไตย แต่ฝ่ายนี้ก็เผชิญหน้ากับความจริงที่แทบทุกบริบททางสังคมและการเมืองมีพุทธศาสนาแบบไทยเกี่ยวข้องอยู่ ทั้งโดยเปิดเผยและผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมของสถาบันทางสังคมและการเมือง วิธีคิด และวิถีชีวิตของผู้คน โดยไม่สามารถจะลบล้างออกไปจากสังคมได้จริง

วันก่อนผมได้ฟังปาฐกกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 หัวข้อ “ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย” โดยเกษียร เตชะพีระ ตอนหนึ่งเขานิยาม “ยูโทเปีย” ไว้อย่างน่าคิดต่อว่า

     - ยูโทเปีย/อุดมคติไม่มีหน้าที่จะต้องเป็นจริง (real) ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ถ้ามันเป็นจริงก็ย่อมไม่ใช่ยูโทเปีย

     - แต่ยูโทเปียพึงจินตนาการได้, ใฝ่ทยานถึงได้ & เชื่อได้ (imaginable, inspirational & believable)

     - การไม่มียูโทเปียเป็นวิฤตจินตนาการของสังคม ทั้งนี้เพราะเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโลก เราต้องสามารถจินตนาการถึงโลกที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างถึงรากได้

     - การปฏิบัติยูโทเปียไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ได้อำนาจรัฐก่อน ยึดครองสังคมให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำ

     - หากเป็นสิ่งที่ลองริเริ่มทำได้เลยในพื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนานของสังคม

เกษียรยกตัวอย่างว่าสังคมสงฆ์ในอดีตที่ดำรงชีพด้วยการภิกขาจาร (ขอทาน) ใช้ผ้า 3 ผืน และเป็นชุมชนเรียนรู้ฝึกฝนด้านจิตวิญญาณคือสังคมยูโทเปียแบบหนึ่งที่คู่ขนานกับสังคมตามเป็นจริง ทำให้ผมนึกถึงปัญหาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยืนยันว่าคำสอนพุทธศาสนาให้คำตอบกับปัญหาชีวิตและสังคมได้ทุกเรื่องว่ายูโทเปียหรืออุดมคติของชีวิตและสังคมที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเสนอเป็นคำตอบในบริบทโลกสมัยใหม่คืออะไร

ถ้ามองอย่างเป็นธรรม ปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีความคิดก้าวหน้า ได้พยายามสร้าง “แนวคิด” ขึ้นจากหลักคำสนอพุทธศาสนาเพื่อให้คำตอบต่อปัญหาชีวิต สังคม และการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมพอสมควร เห็นได้จากงานทางความคิดของพุทธทาสภิกขุ, ป.อ. ปยุตฺโต ที่ได้รับการยอมรับในระดับนาชาติ

แต่ปัญหาคือแทนที่แนวคิดเรื่องธรรมิกสังคมนิยม, ธรรมิกประชาธิปไตยที่พุทธทาสเสนอจะถูกใช้ตั้งคำถามและวิพากษ์การตีความแนวคิดการปกครองครองโดยธรรมเป็นหลักความชอบธรรมแก่สถาบันกษัตริย์ให้มีอำนาจปกครองทั้งทางโลกและศาสนจักรว่าสอดคล้องกับหลักธรรมมิกสังคมนิยม หรือธรรมิกประชาธิปไตยที่ยึดถือ “ประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสิ่งสูงสุด” หรือไม่ แนวคิดพุทธทาสกลับถูกนำมาใช้ตั้งคำถามและวิพากษ์นักการเมืองและประชาชนเป็นด้านหลัก

ส่วน ป.อ. ปยุตฺโต นอกจากเขียนหนังสือ “พุทธรรม” ที่ถือเป็นงานแนวทฤษฎีหลักของพุทธศาสนาที่ตอบคำถามพื้นฐานว่าชีวิตคืออะไร, ชีวิตเป็นอย่างไร, ชีวิคควรให้เป็นอย่างไร และมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่แบบที่ควรจะเป็น ยังมีผลงานที่เป็นแนวคิดจากการประยุกต์ทฤษฎีหลักตอบปัญหาด้านต่างๆ ด้วย เช่น ปรัชญาการศึกษาแนวพุทธ, จากจิตวิทยาสู่จิตภาวนา, นิติศาสตร์แนวพุทธ, รัฐศาสตร์แนวพุทธ, พุทธศาสนากับสิทธิมนุษยชน เป็นต้น รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา และการปกครองคณะสงฆ์

แต่ก็เช่นเดียวกัน แนวคิดของ ป.อ. ปยุตฺโตก็ไม่ได้ตั้งคำถามต่อการใช้หลักการปกครองโดยธรรมที่ถือว่ากษัตริย์มีอำนาจปกครองทั้งทางโลกและศาสนจักร อันเป็นแนวคิดเบื้องหลังของการสถาปนาระบบการปกครองคณะสงฆ์ และการศึกษาสงฆ์ว่าเป็นระบบที่ทำให้เกิด “สังฆะที่มีอิสรภาพปกครองตนเอง” ตามหลักการของพุทธศาสนาจริงหรือไม่ และที่เสนอว่าหลักธรรมาธิปไตยสนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยนั้น หมายถึงสนับสนุนเสรีภาพในการวิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ปอ. ปยุตฺโตยังปฏิเสธการแยกศาสนาจากรัฐ หรือการเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐโลกวิสัยแบบตะวันตก ด้วยเหตุผลว่าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาแบบไทยต่างจากตะวันตก

อย่างไรก็ตาม การที่พุทธทาสและ ป.อ. ปยุตฺโตเสนอแนวคิดยูโทเปียหรือสังคมในอุดมคติแบบพุทธ แต่ไม่ตั้งคำถามและวิพากษ์การปกครองโดยธรรมของกษัตริย์ เราเข้าใจได้ว่าเป็น “ข้อจำกัด” ของทั้งพระและฆราวาส เพราะสังคมไทยไม่มีเสรีภาพทางความคิดเห็นขนาดนั้น แต่การที่พุทธทาสปลีกตัวออกไปก่อตั้งสวนโมกข์ที่มีแนวการสอนพุทธศาสนา การปฏิบัติพิธีกรรม การปกครองสังฆะในกลุ่มตนเองแบบเป็นตัวของตัวเอง หรือเป็นอิสระจากระบบมหาเถรสมาคมมากขึ้น หรือการที่ ป.อ. ปยุตฺโตปลีกตัวไปสร้างวัดที่มีแนวการสอนและแนวปฏิบัติเป็นตัวของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ยังประนีประนอมกับระบบปกครองสงฆ์ในส่วนสำคัญอยู่ ประกอบกับทั้งสองท่านในสมัยเป็นพระหนุ่มก็เคยเป็นกัลยามิตรทางความคิดกับปรีดี พนมยงค์, กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นต้น ก็สะท้อนว่านักคิดพุทธไทยทั้สองท่านพยายามที่จะปกป้องแนวทางการสร้างสังฆะหรือชุมชนสงฆ์ตามอุดมคติที่ตนเองเชื่อภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกจริงแบบพุทธไทย

คนที่ใช้แนวคิดและการปฏิบัติท้าทายอำนาจเก่าอย่างปรีดี, กุหลาบ, และจิตร ภูมิศักดิ์เป็นต้นย่อมมีชะตากรรมต่างออกไป ยูโทเปียหรือสังคมในอุดมคติแบบปรีดี (ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม”) มีการตีความสังคมยูโทเปียแบบโลกพระศรีอาริย์ที่ทุกคนเสมอภาคกันทุกมิติ ไม่มีใครอดอยากยากจนสนับสนุนสังคมในอุดมคติที่ไม่มีชนชั้นเจ้าของทรัพย์สินส่วนตัวตามอุดมคติแบบมาร์กซิสต์ แม้แต่ข้อความสรุปท้ายของ “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1” ก็จบด้วยจินตนาการว่า

“...ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า ‘ศรีอาริยะ’ นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า”

จินตนาการทำนองเดียวกันนี้เห็นได้จากภิมราว รามยี อัมเบดการ์ตีความว่า “สังคมสงฆ์ในสมัยพุทธกาลคือแบบอย่างของความเป็นประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” และเขาก็ใช้อุดมคตินี้ปลุกชาวจัณฑาลกว่า 50,000 คนเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาและเสนอยกเลิกระบบวรรณะ แม้การยกเลิกระบบวรรณะจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ในบทบาทประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย อัมเบดการ์ก็ช่วยให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอินเดียที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก นอกจากหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค และอำนาจอธิปไตยของประชาชนจะถูกสถาปนาไว้ในรัฐธรรมนูญ จนทำให้คนวรรณะจัณฑาลถูกโหวตเลือกเป็นประธานาธิบดีประมุขของรัฐได้แล้ว ยังสถาปนา “รัฐโลกวิสัย” (secular state) ในรัฐธรรมนูญด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่อินเดียสถาปนารัฐโลกวิสัยในรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ สาเหตุสำคัญหนึ่งเพราะชนชั้นนำในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นมหาตมะ คานธี, Jawaharlal Nehru, อัมเบดการ์เป็นต้นต่างเห็นด้วยกับการแยกศาสนาจากรัฐ (ขณะที่ชนชั้นนำไทยทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้าไม่มีความคิดเรื่องนี้)

คานธีมองว่าศาสนากับการเมืองแยกขาดจากกันไม่ได้จริง คนที่คิดว่าศาสนาต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง คือคนที่ไม่รู้ว่า “ศาสนาคืออะไร” แต่คานธีเห็นว่าศาสนาไม่ควรยุ่งการเมืองในฐานะองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่สนับสนุนผู้มีอำนาจรัฐ ศาสนาควรยุ่งการเมืองในฐะเอกชน เช่น อาจมีการตีความคำสอนศาสนา หรือมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ตีความศาสนาสนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรง สันติวิธี ความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่างทางการเมือง และความแตกต่างทางศาสนา เป็นต้น ขณะที่อัมเบ็ดการ์ก็ตีความพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และสิทธิเท่าเทียมทางเพศ

ส่วนชนชั้นนำในบ้านเรา แม้แต่ฝ่ายก้าวหน้าเองก็แทบจะไม่พูดถึงการแยกศาสนาจากรัฐ หรือรัฐโลกวิสัย แม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายสถาปนารัฐโลกวิสัยในรัฐธรรมนูญ พวกเขามักบอกปัดปฏิเสธว่า “พุทธแบบไทยไม่มีคำตอบอะไรเลยที่จะนำมาใช้ทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นได้จริงในบริบทโลกสมัยใหม่ วิธีคิดแบบพุทธไทยมีแต่เป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าของประชาธิปไตย” แต่ขณะเดียวกันการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เป็นประชาธิปไตย พวกเขาก็ต้องเผชิญกับอำนาจการปกครองโดยธรรมที่มีความชอบธรรมในการปกครองทั้งทางโลกและศาสนจักร เผชิญกับวัฒนธรรมทางความคิดแบบพุทธไทยที่ปลูกฝังผ่านสถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา ประเพณี พิธีกรรมมากมายในสังคมไทย

ฝ่ายก้าวหน้าแสดงออกเหมือนเป็น “พวกรู้แจ้ง” ว่าสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่พึงปรารนานั้นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้กับการที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกระชับอำนาจและเพิ่มอำนาจนำทางการเมืองและทางวัฒนธรรมแก่สถาบันกษัตริย์และเครือข่าย (ซึ่งรวมทั้งศาสนจักรด้วย) ผ่านการทำรัฐประหาร การฉีกและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ พวกเขาไม่รู้ว่าจะลบวัฒนธรรมทางความคิดความเชื่อแบบพุทธไทยที่พวกตนมองว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการสร้างประชาธิปไตยออกไปจากสังคมนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้พวกเขายังปัดปฏิเสธการที่ใครก็ตามตีความพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

ผมเองเห็นต่างกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เชื่อว่าคำสอนพุทธศาสนาตอบปัญหาชีวิตและสังคมได้ทุกเรื่อง และเห็นต่างจากฝ่ายก้าวหน้าที่ปัดปฏิเสธพุทธศาสนาไปเสียทุกเรื่อง ผมเห็นด้วยกับนักปรัชญาสมัยใหม่อย่างจอห์น รอลส์, เยอเกน ฮาเบอร์มาส, ชาร์ลส์ เทย์เลอร์เป็นต้นที่มองว่าในสังคมเสรีนิยมประชาธิปไตย (หรือโลก) มันมีความคิด ความเชื่อทางศาสนา ปรัชญา และวัฒนธรรมแตกต่างและหลากหลาย แต่เมื่อว่า “ตามข้อเท็จจริง” แล้ว ความคิด ความเชื่อเหล่านั้นมีทั้งด้านที่แตกต่างกันและขัดแย้งกันอยู่ด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีด้านที่ “เหลื่อมกัน” (overlap) หรือ “สอดคล้องไปด้วยกันได้” (compatible) อยู่ด้วย หน้าที่ของเราคือการมองหาด้านที่เหลื่อมกันหรือสอดคล้องเข้ากันได้ เพื่อนำมาปรับใช้สนับสนุนให้ให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างมีภราดรภาพ ความอดดนอดกลั้น และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรักษาคุณค่าหลักของระบอบประชาธิปไตย

เช่น ความคิดพื้นฐานของปรัชญาศีลธรรมสายคานท์, ประโยชน์นิยม และพุทธศาสนา (เป็นต้น) อาจมีแง่มุมที่แตกต่างกัน หรือขัดแย้งกัน แต่ก็มีแง่มุมบางอย่างที่เหลื่อมกันหรือสอดคล้องสนับสนุนกันและกันได้คือ ปรัชญาศีลธรรมสายคานท์อินกับเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประโยชน์นิยมอินกับการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พุทธอินกับความเห็นอกเห็นใจและอหิงสา เทย์เลอร์มองว่าสามเรื่องที่อินกันนี้มันมีพลังบวกสนับสนุนกันและกันได้ในแง่ที่ต่างก็ดีต่อการปกป้องความเป็นมนุษย์และการมีวิตและสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น

แนวคิดเรื่องหลักความยุติธรรมสาธารณะทางสังคมและการเมืองของรอลส์ ก็คือการผสมผสานระหว่างแนวคิดเสรีนิยมทางการเมืองกับสังคมนิยมทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วมันไม่มีใครเสนอแนวคิดอะไรขึ้นจาก “ความว่างเปล่า” หรือไม่มีใครเสนอ “ความคิดใหม่” ที่ไร้รากฐานที่มา การปัดปฏิเสธความคิดแบบพุทธ หรือความคิดแบบใดๆ ทิ้งโดยสิ้นเชิงจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แม้แต่รัฐโลกวิสัยอย่างประเทศจีนก็ยังเป็นประเทศที่มีคนถือพุทธศาสนามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก

พุทธนิกายวัชยานสายตะวันตกและสายทะไลลามะในอินเดีย ก็มีการตีความพุทธธรรมสนทนากับความคิดและความรู้สมัยใหม่กันเป็นปกติ เช่นวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย สันติภาพโลก มหายานในไต้หวันมีภิกษุณีนักปรัชญาสร้างบทสนทนาทางพุทธปรัชญากับปรัชญาประโยชน์นิยมของปีเตอร์ ซิงเกอร์ได้อย่างมีชีวิตชีวา ในประเด็นความสุขส่วนรวม vs ความสุขส่วนตัว สิทธิเท่าเทียมทางเพศ การจบชีวิตด้วยความสมัครใจภายใต้การดูแลทางการแพทย์ และอื่นๆ ซึ่งก็เป็นการตีความ “สารัตถะ” ของคำสอนที่พุทธะสอนไว้เมื่อกว่า 2,500 ปีนั่นแหละมาสนทนากับความคิดสมัยใหม่ แต่ไม่ใช่เขายึดถือตามคำสอนดั้งเดิมทั้งหมด เช่น ภิกษุณีในไต้หวันปฏิเสธ “ครุธรรม” ที่มีในไตรปิฎก ด้วยเหตุผลว่าขัดกับหลักความเสมอภาคทางเพศ เช่น ครุธรรมกำหนดว่าภิกษุณีบวชมาแล้ว 100 พรรษา ต้องเคารพภิกษุที่บวชได้เพียงวันเดียว แบบนี้ขัดกับความเสมอภาคทางเพศ ภิกษุณีไต้หวันจึงเสนอให้ฉีกครุธรรมทิ้งเสีย

ในบ้านเราพุทธทาสก็เคยเสนอให้ฉีกไตรปิฎกทิ้ง 70 % เหลือไว้เฉพาะส่วนที่เป็นคำสอนที่มีเหตุมีผลและใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทางจิตใจและทุกข์ทางสังคมได้จริงแค่ 30 % ก็พอ ซึ่งเนื้อหาคำสอนพุทธศาสนาส่วนที่มีเหตุมีผลนี้ พุทธทาสมองว่ามีความหมายเหลื่อมกัน หรือสอดคล้องสนับสนุนกันได้กับพุทธศาสนานิกายอื่นๆ และศาสนาอื่นๆ ทำให้เราเคารพความเชื่อที่แตกต่าง และอดทนอดกลั้นต่อกันและกันได้

อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องธรรมิกสังคมนิยมและเผด็จการโดยธรรมของพุทธทาสได้ถูกกลุ่ม พธม.และ กปปส. นำมาอ้างอิงใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจนเลอะเทอะ การวิจารณ์ความสมเหตุสมผลหรือความไม่สมเหตุสมผลของความคิดพุทธทาสเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ทางวิชาการ แต่การสรุปว่าแนวทางต่อสู้ทางการเมืองแบบ พธม.และ กปปส.คือแนวทางตามความคิดของพุทธทาส ย่อมจะไม่เป็นธรรมนัก เหมือนที่ พธม., กปปส. หรือฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารฉวยใช้คำ “ระบอบทักษิณ” ที่เกษียณคิดขึ้นใช้ในงานวิชาการ เราจะสรุปว่าการฉวยใช้เช่นนั้นเป็นการกระทำที่ตรงกับความหมายและเจตนารมณ์ของเกษียร ย่อมจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ส่วนประเด็นว่าการประดิษฐ์คำเช่นนี้ขึ้นมาใช้ในงานวิชาการก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง ก็ย่อมเป็นเรื่องที่วิจารณ์กันได้

คำถามส่งท้ายต่อฝ่ายก้าวหน้าคือ ถ้าคุณปัดปฏิเสธความคิดพุทธศาสนาทั้งหมดว่าไม่มีประโยชน์ต่อการช่วยให้ชีวิตและสังคมไทยดีขึ้นเลย คำถามก็คือฝ่ายก้าวหน้าได้เสนอ “แนวคิดใหม่” อะไรของตนเองที่เชื่อมั่นว่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมไทยให้ดีขึ้น

แน่นอนฝ่ายก้าวหน้าส่วนมากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและของโลก แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ปกป้องคำสอนพุทธศาสนาอย่างพุทธทาสเรียนจบแค่ ม.8 และเปรียญ 3 ประโยค ป.อ. ปยุตฺโตเรียนจบเปรียญ 9 และปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ (ในยุคที่รัฐยังไม่รับรองสถานะความเป็นมมหาวิทยาลัย) เท่านั้น แต่ก็สร้างผลงานที่เป็นทฤษฎีหลักทางพุทธศาสนา และประยุกต์ทฤษฎีหลักของตนเองมาใช้สนทนากับปัญหาด้านการศึกษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม และอื่นๆ จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้บอกว่าพระเก่งกว่าฆราวาส แต่การยืนยันและการปัดปฏิเสธพุทธศาสนาว่าไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ก็ย่อมจะต้องแสดงให้เห็น “แนวคิด” หรือแสดงให้เห็นทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติรูปธรรมอย่างเป็นที่ประจักษ์ด้วยไม่ใช่หรือ 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง