Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ชาวพุทธจัดพิธี “วิสาขบูชา” ขึ้นมา ก็เพื่อระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพุทธะ ที่เชื่อกันว่าสามเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกับวันเพ็ญเดือน 6  ตามเรื่องเล่าใน “พุทธประวัติ” ที่อ้างอิงไตรปิฎกและอรรถกถา แต่ข้อเท็จจริงเป็นแบบนั้นหรือไม่ บทความนี้ไม่ต้องการถกเถียงประเด็นนี้ 

พิธีกรรมบูชาเป็นเรื่อง “ทางศาสนา” คือเป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธาของปัจเจกบุคคลและชุมชนชาวพุทธในไทยและที่ต่างๆ ของโลก แต่ใน “ทางปรัชญา” วิสาขบูชาคือการทบทวนความหมายและคุณค่าแห่ง “ปัญญาแบบพุทธะ” ว่ามีความหมายและคุณค่าต่อชีวิตและสังคมอย่างไร

ปัญญาแบบพุทธะเกิดจากการ “ตรัสรู้” คำนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “enlightenment” แต่คำอังกฤษนี้เป็น “คำใหญ่” ของโลกทางปัญญาแบบตะวันตก เพราะเป็นคำระบุถึงการเปลี่ยนแปลงทางปัญญาจากยุคกลางสู่ยุคสมัยใหม่ในความหมายที่ว่ายุคกลางเป็นยุคแห่ง “ศรัทธา” (faith) แบบคริสต์ศาสนาที่มีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตปัจเจกบุคคลและระเบียบทางสังคมและการเมืองมาร่วมพันปี เมื่อเกิดยุค “the Enlightenment” ที่แปลว่ายุครู้แจ้ง ยุคเรืองปัญญา ยุคแสงสว่างทางปัญญา หรือบางทีเรียกว่า “ยุคแห่งเหตุผล” หมายถึง ยุคสมัยที่ “เหตุผล” (reason) มีอำนาจในการกำหนดวิถีชีวิตและระเบียบทางสังคมและการเมืองแทนที่ศรัทธาแบบคริสต์ศาสนา

อำนาจของเหตุผลเกิดจากความงอกงามขึ้นเรื่อยๆ ของแนวคิดปรัชญามนุษยนิยม (humanism) เสรีนิยม (liberalism) และความเติบโตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความมีเหตุผล (rationality) แบบปรัชญาและวิทยาศาสตร์จึงให้อำนาจแก่ความจริง (truth) ความรู้ (knowledge) และคุณค่า (values) ที่เป็นรากฐานแห่งความหมายของชีวิต ระเบียบทางสังคม การเมือง และความเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคสมัยใหม่แบบยุโรป

ส่วนการตรัสรู้แบบพุทธะตามความหมายที่อธิบายในไตรปิฎก ก็หมายถึงการรู้แจ้ง การเกิดญาณทัศนะ หรือการเกิดแสงสว่างทางปัญญาที่มีนัยสำคัญเชื่อมโยงกับการให้อำนาจแก่เหตุผลในการชี้นำศรัทธาด้วยเช่นกัน แม้การตรัสรู้จะเป็นการรู้แจ้งหรือแสงสว่างทางปัญญาที่เกิดขึ้นภายใจจิตใจของปัจเจกบุคคลที่ทำให้เขากลายเป็น “พุทธะ” ซึ่งหมายถึง “ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญารู้แจ้ง มีอิสรภาพ และมีความรักหรือความเห็นอกเห็นใจสรรพสัตว์” แต่ปัญญาแบบพุทธะก็เชื่อมโยงกับสรรพสิ่ง วิถีชีวิตปัจเจกบุคคล และระเบียบทางสังคมและการเมืองด้วย

พูดตามภาษาในคัมภีร์ “คุณสมบัติพื้นฐาน” ของพุทธะคือ ปัญญา, กรุณา และวิสุทธิ ปัญญาคือการรู้แจ้งความจริงแห่งธรรมชาติของมนุษย์และสรรพสิ่ง กรุณาคือความรักหรือความเห็นอกเห็นใจสรรพสัตว์ และวิสุทธิคือการมีอิสรภาพจากการครอบงำโดยอิทธิพลของบุคคลอื่นๆ หรืออิทพลภายนอกใดๆ และเป็นอิสระจากการครอบงำของอารมณ์ความรู้สึกด้านลบต่างๆ ภายในด้วย 

ปัญญาแบบพุทธะจึงไม่ใช่ปัญญาที่ตัดขาดจากการทำความเข้าใจคนอื่นๆ สังคม และสรรพสิ่ง เพราะ “ความจริง” ที่ปัญญาแบบพุทธะรู้แจ้ง คือความจริงที่มีลักษณะเชื่อมโยงเป็นเหตุและปัจจัยแก่กันและกันของสรรพสิ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฏการณ์ในชีวิตปัจเจกบุคคลที่สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองด้วย 

ถ้ามองในทางปรัชญา ความจริงที่ปัญญาแบบพุทธะรู้แจ้ง ก็คือ “ความจริงแบบธรรมชาตินิยม” หมายถึง ความจริงที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น พระเจ้าหรืออะไรก็ตาม ความจริงที่ปัญญาแบบพุทธะรู้คือ “ความจริงในกรอบของธรรมชาติและกฎธรรมชาติ” เท่านั้น ปัญญาที่รู้ความจริงของความเป็นมนุษย์ ก็คือปัญญาที่รู้ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งธรรมชาติทางชีววิทยาที่ทำให้เราต้องทำตามกฎทางชีววิทยาเพื่อมีชีวิตรอด และมีธรรมชาติทางสังคมวิทยาที่ทำให้เราต้องทำตามกฎทางสังคม หรือมีส่วนร่วมสร้างกฎทางสังคมขึ้นมายึดถือปฏิบัติร่วมกัน

ขณะเดียวกันมนุษย์ก็มี “ศักยภาพภายในตนเอง” (potentiality) ที่พัฒนาได้ ในแง่นี้ปัญญาแบบพุทธะจึงมีความเป็น “มนุษยนิยม” เพราะถือว่าชีวิตที่ดีและสังคมที่ดีเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ หรือเกิดจากการที่มนุษย์ใช้ศักยภาพของตนเองทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น ดังนั้น การทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นจึงเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของมนุษย์เองโดยตรง ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า หรือสิ่งเหนือธรรมชาติใดๆ

การรู้ความจริงแบบธรรมชาตินิยมทำให้ “บทบาททางปัญญาแบบพุทธะไม่ตัดขาดจากสังคม”  เพราะความจริงแบบธรรมชาตินิยม คือความจริงที่บอกเราว่าปรากฏการณ์ต่างๆ ของสรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนมีความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน ปรากฏการณ์ทางสังคมก็เช่นกัน บทบาทของปัญญาแบบพุทธะจึงวิพากษ์ระบบวรรณะว่าเป็น “เหตุปัจจัย” ให้เกิดความอยุติธรรมทางสังคม เพราะเป็นระบบที่แบ่งแยกชนชั้นทางสังคมจากชาติกำเนิดที่ทำให้ผู้คนกดขี่เอาเปรียบกันได้อย่างแน่นอนตายตัวโดยอ้างกฎของชาติกำเนิดที่ถูกกำหนดมาโดยพระเจ้า (พระพรหม) กระทั่งเป็น “ระบบกดขี่ทางจิตวิญญาณ” ด้วย เพราะถือว่าพวกวรรณะต่ำและคนนอกวรรณะไม่มีสิทธิเข้าถึงการเรียนรู้ธรรมเพื่ออิสรภาพด้านใน

พุทธะจึงเสนอว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเรียนรู้ธรรมเพื่อมีอิสรภาพด้านใน แม้ว่าจะไม่ใช่การเสนอยกเลิกระบบวรรณะในสังคมอินเดียโบราณโดยตรง แต่ในสังคมอินเดียยุคนั้นทุกศาสนาถือว่า “อิสรภาพด้านใน” หรือการบรรลุธรรมเป็น “คุณค่าสูงสุด” ที่มนุษย์ควรได้รับ การที่ปัญญาแบบพุทธะวิพากษ์ระบบวรรณะว่า “กีดกัน” ผู้คนวรรณะต่ำจากการเข้าถึงคุณค่าสูงสุด และสร้าง “ชุมชนสังฆะ” เป็นเหมือน “แบบจำลองสังคมยูโทเปีย” ในยุคนั้นขึ้นมาเพื่อเปิดรับคนทุกวรรณะและคนนอกวรรณะรวมทั้งผู้หญิงให้มีโอกาสเรียนรู้เพื่ออิสรภาพด้านในที่เป็นคุณค่าสูงสุดได้เท่าเทียมกันได้ ก็ย่อมถือว่าเป็นการเริ่มท้าทายจารีตทางสังคมส่วนที่เป็นเหตุปัจจัยของความอยุติธรรมอย่างมีนัยสำคัญ ในแง่นี้ปัญญาแบบพุทธะจึงมีลักษณะ “liberate” หรือ “ปลดปล่อย” ให้ปัจเจกบุคคลมีอิสรภาพกำหนดความหมายและเป้าหมายชีวิตตนเองอย่างเห็นได้ชัด

การที่ปัญญาแบบพุทธะเข้าไปปะทะโต้แย้งกับปัญหาความอยุติธรรมของระบบวรรณะ คือหลักฐานยืนยันว่า “ปัญญาแบบพุทธะไม่ได้เพิกเฉยต่อความอยุติธรรมทางสังคม” ความไม่เพิกเฉยเช่นนี้ยัง “มีชีวิต” ต่อเนื่องมายาวนานในวัฒนธรรมทางปัญญาแบบอินเดีย เช่น ดร. ภีมราว รามจี อัมเบดการ์ (Bhimrao Ramji Ambedkar) ผู้เกิดมาในวรรณะจัณฑาลได้ใช้ปัญญาแบบพุทธะรวบรวมชาวจัณฑาลกว่า 50,000 คน ประกาศตนนับถือพุทธศาสนาและรณรงค์ยกเลิกระบบวรรณะ แม้ว่าจะยกเลิกไม่สำเร็จ แต่ในฐานะที่อัมเบดการ์เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอินเดีย เขาก็ได้สถาปนาหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ทำให้คนวรรณะจัณฑาลได้มีสิทธิทางการเมือง กระทั่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในเวลาต่อมา เขาตีความพุทธศาสนาสนับสนุนเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และสิทธิสตรี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าปัญญาแบบพุทธะที่ปรากฏผ่านแนวคิดและการต่อสู้ทางการเมืองของอัมเบดการ์มีลักษณะเป็น “เสรีนิยมทางการเมือง (political liberalism) ที่ยืนยันความเป็น “พลเมืองเสรีและเสมภาค” ค่อนข้างชัดเจน นอกจากนี้เขายังสถาปนา “รัฐโลกวิสัย” (secular state) ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอินเดียอีกด้วย

ปัญญาแบบพุทธะเพื่อสังคมที่เป็นธรรมในภูมิปัญญาร่วมสมัยแบบอินเดีย เรายังเห็นได้ใน “ปรัชญากวี” ของ รพินทรนาถ ฐากูร ที่ชวนให้ผู้คนเลิกมองหาคุณค่าความหมายของชีวิตจากการคร่ำเคร่งประกอบพิธีกรรมบวงสรวง “แท่นบูชาอันศักดิ์สิทธิ์” แล้วหันมามอง “ชีวิตจริง” ของผู้คนที่กรำแดดฝนทำงานหนักอยู่กลางไร่นา เพื่อให้เข้าใจความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง และเข้าใจได้ว่าคุณค่าความหมายของชีวิตอยู่ที่การต่อสู้เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับที่พุทธะแนะนำให้รัฐเลิกประกอบพิธีกรรมบูชายัญญ์บวงสรวงเพื่อความเจริญของบ้านเมือง แล้วหันมาใส่ใจแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น และได้รับความเป็นธรรมด้านต่างๆ มากขึ้น

ในส่วนที่เน้น “อิสรภาพด้านใน” เราอาจเห็นได้จากแนวคิดอิสรภาพจากการยึดติดอัตตาของ กฤษณมูรติ (J. Krishnamurti) ที่ชวนให้เราใช้ปัญญาแบบพุทธะรู้เท่าทันอิทธิพลของประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา อุดมการณ์ใดๆ ที่ครอบงำ หรือเป็นเหตุปัจจัยให้เราหลงยึดติดจนมี “อัตตา” หลงผิดว่าตนเองฉลาดกว่า ดีกว่า วิเศษกว่าคนอื่นๆ ปิดกั้นตนเองจากการรับฟังความคิด และเหตุผลที่แตกต่าง ซึ่งความคิดเช่นนี้เห็นได้ใน “กาลามสูตร” ที่พุทธะเสนอว่าเมื่อเราอยู่ท่ามกลางความเชื่อที่แตกต่างและหลากหลาย เราไม่ควรตกอยู่ใต้อิทธิพลครอบงำจากความคิดความเชื่อใดๆ จนสูญเสีย “อิสรภาพทางปัญญา” ของตนเองไป เราต้องใช้ปัญญาของตนเองในการวินิจฉัยตัดสินสิ่งต่างๆ อย่างเข้าใจความเป็นจริงให้ครบถ้วนทุกแง่มุม ไม่ใช่เลือก “ความจริงบางส่วน” และยึดมั่นถือมั่นว่ามันคือความจริงทั้งหมดที่เถียงไม่ได้ แล้วมีอัตตาว่าตนเองเท่านั้นถูกหรือฝ่ายตนเองเท่านั้นถูก คนที่ไม่เชื่อแบบตน ฝ่ายที่ใม่คิดแบบตนล้วนผิดหรือเลวร้าย โง่เขลา ไม่มีความเป็นคนที่มีอิสรภาพในการใช้ความคิด ความเข้าใจ และเหตุผลของตนเองได้อย่างมีวิจารณญาณเลย

พึงเข้าใจว่าปัญญาแบบพุทธะไม่ได้ปฏิเสธการยึดถืออุดมคติที่ดีในการดำเนินชีวิต หรือไม่ได้ปฏิเสธการยึดถืออุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น แต่เตือนให้เราระมัดระวังการยึดถืออุดมคติ อุดมการณ์ หรือความเชื่อนั้นๆ เหมือนเราระมัดระวังเวลา “จับใบหญ้าคา” เพราะถ้าไม่ระวัง ใบหญ้าคาอาจบาดมือเราได้ง่ายๆ การยึดถืออุดมคติหรืออุดมการณ์ใดๆ ไม่ใช่เพื่อให้เราแสดง “อัตตา” เหนือคนอื่น เช่น แสดงออกว่าตนเองฉลาดรู้แจ้งกว่าคนอื่นเสมอ ถูกกว่าเสมอ เป็นคนดีกว่าคนอื่นเสมอ มองคนคิดต่างโง่ ไร้ประโยชน์ กระทั่งเลวร้ายกว่าเสมอ ถ้าเป็นแบบนี้ก็กลายเป็นการยึดถือแบบมีอัตตาที่อาจจะนำความทุกข์มาสู่ตนเองและคนอื่น มากกว่าที่จะทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นได้จริง

การไม่ยึดมั่นอุดมคติหรืออุดมการณ์จนมีอัตตาแบบถือตนเหนือกว่าคนอื่นดังกล่าว ไม่ใช่การ “เพิกเฉย” ต่อความอยุติธรรมทางสังคมและการเมือง เพราะพุทธะเองก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเพิกเฉยต่อเรื่องพวกนี้ในบริบทยุคสมัยพุทธกาล เวลานี้เราบอกว่าสังคมชาวพุทธแบบไทยนั้น “ดี” ในแง่ที่ว่าไม่มีคณะสงฆ์หรือชาวพุทธออกมาต่อต้านความก้าวหน้าแบบเสรีนิยม เช่น การออกกฎหมายสมรสเท่าเทียม การออกกฎหมายทำแท้งเสรี และอื่นๆ 

แต่การไม่ออกมาต่อต้าน ก็เป็นคนละเรื่องกับการที่ชาวพุทธสนับสนุนความก้าวหน้าแบบเสรีนิยม เพราะการสนับสนุน ย่อมหมายถึง “การไม่เพิกเฉย” แต่ออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์ให้เกิดความก้าวหน้าแบบเสรีนิยม เช่น อัมเบดการ์ออกมาใช้ปัญญาแบบพุทธะรณรงค์ยกเลิกระบบวรรณะ ตีความพุทธธรรมสนับสนุนเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ สิทธิสตรีเป็นต้น หรืออย่างเช่นภิกษุณีชาวไต้หวัน ซื่อ เจา ฮุ่ย (Shih Chao-hwei / 釋昭慧) ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านการณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ใช้ปัญญาแบบพุทธะออกมารณรงค์สิทธิเท่าเทียมของคนหลากหลายทางเพศ สนับสนุนสมรสของคนหลากหลายทางเพศ และประกอบพิธีสมรสให้คนเหล่านั้น กระทั่งเรียกร้องให้ทะไลลามะสนับสนุนการบวชภิกษุณี และ “ฉีกครุธรรม” ที่เป็นกฎเหล็กทำให้ภิกษุและภิกษุณีไม่เสมอภาคกันซึ่งขัดหลักสิทธิมนุษยชนสากล เป็นต้น 

กล่าวโดยสรุป ปัญญาแบบพุทธะคือปัญญาที่ยืนยันว่าเราทุกคนมี “ความเป็นพุทธะ” เป็นธรรมชาติพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ หรือเป็น “ศักยภาพ” ภายในตนเอง และเราทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพนี้เพื่อนำมาใช้ในทางปฏิบัติที่จะทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นได้จริง ปัญญาแบบพุทธะจึงเป็นมนุษยนิยม ขณะเดียวกันปัญญาแบบพุทธะก็คือปัญญาที่รู้ความจริงแบบธรรมชาตินิยม คือรู้ความจริงว่าความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ สังคม โลก และสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไปตามหลักการปฏิสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกันอย่างซับซ้อน

ปัญญาแบบพุทธะจึงไม่ได้แบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ แต่มองว่ามนุษย์และสรรพสัตว์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัย ชีวิตที่ดีของแต่ละบุคคล ก็ย่อมขึ้นกับเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองด้วยตามกฎของความเป็นเหตุปัจจัยแก่กันของทุกสิ่ง (ปฏิจจสมุปบาท, อิทัปปัจจยตา) ความแตกต่างทางความคิดและอุดมการณ์ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติทางสังคมที่เราควรยอมรับ และควรหาทางสร้างเหตุปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงให้คนส่วนใหญ่มีความคิดและอุดมการณ์ที่ก้าวหน้าขึ้น เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น 

แต่ควรสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและอุดมการณ์ ด้วยการพยายามทำความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และเคารพอิสรภาพและศักดิ์ศรีความเป็นคนของกันและกัน ไม่ใช่การดูถูกเหยียดหยาม หรือก่นด่าประณามคนคิดต่าง หรือด้วยการใช้วิธีการรุนแรงใดๆ 

คำถามคือ ปัญญาแบบพุทธะมีใน “พุทธแบบไทย” หรือไม่ ก็คงมีตามคำสอนในคัมภีร์ แต่มีใน “ความไม่เพิกเฉย” หรือมีในการรณรงค์ หรือการเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรม เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบรูปธรรมชัดเจน

เพราะตามที่เราเห็นบทบาทของคณะสงฆ์หรือศาสนจักรของรัฐ มักจะเป็นไปในทาง “ขัดขวาง” ความก้าวหน้าแบบมนุษยนิยมและเสรีนิยมมากกว่า การรณรงค์เคลื่อนไหวของพระสงฆ์มักเป็นการเรียกร้อง “อภิสิทธิ์ทางศาสนา” แก่กลุ่มตนเอง มากกว่าที่จะเป็นการเรียกร้องเพื่อความยุติธรรมทางสังคม และ “กฎคณะสงฆ์” เองก็ถึงกับห้ามพระเณรเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพทางสังคมและการเมืองเลยทีเดียว 

ปรากฎการณ์ของการแสดงออกของผู้รู้พุทธไทย และอินฟลูเอนเซอร์สายพุทธไทยทางโลกโซเชียลที่เห็นกันได้ตลอด ก็เป็นเรื่องของการออกมาสนับสนุนการรบระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างสอดรับกับอุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” และยังมีการอ้างความเชื่อเรื่องกรรมในพุทธศาสนาบวกกับอุดมการณ์ราชาชาตินิยมประณามนักกิจกรรมทางการเมือง นักการเมือง และพรรคการเมืองที่ต่อสู้เพื่อแก้ไข-ยกเลิกมาตรา 112 หรือต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแลงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองให้เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยมากขึ้น

ดังนั้น ปัญญาแบบพุทธะจะมีบทบาททำให้วิถีชีวิตปัจเจกบุคคล สังคม และการเมืองมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างสอดรับกับปรัชญาธรรมชาตินิยม มนุษยนิยม และเสรีนิยมได้อย่างไรภายใต้อิทธิพลครอบงำของพุทธแบบไทยที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ยังคงเป็นคำถามที่ยังไร้คำตอบรูปธรรม!

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง