Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สื่อ Hfocus รายงาน กระแสปฏิรูป สปสช. ไม่หยุด โรงพยาบาล สธ. ราว 50 แห่งทั่วประเทศ ชูป้ายเรียกร้องกู้วิกฤต รพ. ด้านองค์กรแพทย์ภาคเหนือ ชี้การแสดงพลังดังกล่าวไม่ใช่เรื่อง "หมอทะเลาะกัน" แต่คือสัญญาณเตือนระบบสุขภาพทั้งประเทศ เพราะการจัดสรรเงินค่าบริการไม่เป็นธรรม ย่อมส่งผลต่อคุณภาพบริการจะลดลง คนไข้รอนาน ของขาด บุคลากรท้อแท้ รพ.บางแห่งถอนตัวจากบัตรทอง สุดท้ายประชาชนจะได้รับผลกระทบ ระบบที่ภาคภูมิใจว่า "รักษาทุกคนฟรี" จะค่อยๆ หมดแรง

2 พฤศจิกายน 2568 Hfocus รายงานว่า นับตั้งแต่ปัญหาการบริหารกองทุนบัตรทอง การจัดสรรงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีต่อโรงพยาบาลต่างๆทั้งรัฐและเอกชน กระทั่งโรงพยาบาลจังหวัดสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ต่างออกมาแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ถือป้ายเรียกร้อง “กู้วิกฤตโรงพยาบาล ต้องปฏิรูป สปสช.”

กระแสการปฏิรูป สปสช.ยังคงมี ไม่ลด ละ แม้ช่วงที่ผ่านมาผู้นำกระทรวงสาธารณสุข อย่างรัฐมนตรีป้ายแดง “นายพัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สธ. แทบจะไม่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่จะพูดในลักษณะหาทางออกแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย ซึ่งเป็นไปด้วยดีนั้น แต่ก็เกิดคำถามว่า หากการประชุมหารือร่วมกันเป็นไปด้วยดีจริง เพราะอะไร รพ.จังหวัดต่างๆ กลับยังไม่หยุด!  หรือต้องการเห็นข้อสรุปจากบอร์ด สปสช.ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ ว่า จะเคาะตามข้อเสนอ 5 ข้อขององค์กรแพทย์ 4 ภาคของกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่

ล่าสุดสมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป โพสต์ผ่านเพจเฟชบุ๊ก ระบุว่า กระแส “ปฏิรูป สปสช.” ยังไม่หยุดยั้ง หลังมีโรงพยาบาลเกือบ 50 แห่งทั่วประเทศส่งภาพพร้อมข้อความเรียกร้องให้รัฐบาล “ปฏิรูป สปสช.” อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ “จ่ายเงินค้างชำระ” แล้วจบเรื่อง เพราะมองว่า ปัญหาหลักอยู่ที่โครงสร้างการบริหารกองทุน ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและขาดความยั่งยืน

รพ.หลายแห่งเสนอต้อง “เปลี่ยนโครงสร้างบอร์ด สปสช.” ให้มีผู้แทนหน่วยบริการร่วมกำหนดนโยบาย

ทั้งนี้ สมาพันธ์แพทย์ฯ ยังโพสต์ว่า ขณะนี้มีรพ.เกือบ 50 แห่งทั่วประเทศร่วมแสดงพลัง กู้วิกฤต รพ.ต้องปฏิรูปสปสช. ดังนี้  1. รพ พุทธชินฯ 2. โรงพยาบาลสระบุรี 3. โรงพยาบาลขอนแก่น  4. โรงพยาบาลราชบุรี 5. โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ 6. โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ 7. โรงพยาบาลสุรินทร์ 8. โรงพยาบาลสตูล 9. โรงพยาบาลตรัง 10. โรงพยาบาลอุทัยธานี

11. โรงพยาบาลยะลา 12. โรงพยาบาลสุโขทัย 13 โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ 14. โรงพยาบาลหล่มสักเพชรบูรณ์ 15. โรงพยาบาลสงขลา 16. โรงพยาบาลชัยภูมิ 17. โรงพยาบาลบ้านโป่ง ราชบุรี 18. โรงพยาบาลปากช่องนานา 19 โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช จ. สุพรรณบุรี 20 โรงพยาบาล นราธิวาส

21 โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต 22 รพ นครปฐม 23.รพ.ชัยนาทนเรนทร 24 รพ เบตง ยะลา 25 รพ พระนั่งเกล้า  26 รพ หนองคาย  27 รพ อินทร์บุรี สิงบุรี  28 รพ วานรนิวาส  29 รพ บางแพ ราชบุรี  30 รพ พิจิตร 31 รพ พระพุทธบาทสระบุรี 32.รพ.เพชรบูรณ์  33.รพ.มุกดาหาร  34. รพ. เพชรบูรณ์. 35.รพ.หัวหิน. 36.รพ.มะการักษ์

37.รพ.แกลง 38.รพ.ตะกั่วป่า. 39. รพ.ปัตตานี 40.รพ. พัทลุง 41. รพ. สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17  42. รพ. 50 พรรษา.43. รพ.กุมภวาปี  44.รพ.เลย   45.รพ.ปราสาท 46.รพ.พระนารายณ์. 47.รพ.ศีขรภูมิ เป็นต้น

นอกจากนี้ พญ.รัชริน เพญจวงศ์เสถียร ผู้แทนองค์กรแพทย์โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ภาคเหนือ โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก Ratcharin Aew ระบุว่า  สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่อง "หมอทะเลาะกัน" แต่คือสัญญาณเตือนระบบสุขภาพทั้งประเทศ โดยปัญหาที่สะสมในระบบ คือ

1. อัตราจ่ายต่ำกว่าต้นทุนจริง

เงินที่โรงพยาบาลได้รับจากกองทุนบัตรทอง เฉลี่ยเพียง 7,000 - 8,000 บาทต่อ "น้ำหนักการรักษา (AdjRW)" หนึ่งหน่วย แต่ต้นทุนจริงที่โรงพยาบาลใช้รักษาอยู่ที่ 15,000 - 20,000 บาทขึ้นไป หมายความว่าทุกครั้งที่รักษาผู้ป่วย โรงพยาบาลต้องควักเงินตัวเองจ่ายเพิ่มตลอด

2. งบประมาณปลายปิดและล่าช้า

สปสช. จัดสรรงบแบบปลายปิด คือมีวงเงินจำกัด เมื่อผู้ป่วยเพิ่มกว่าที่คาดการณ์ตอนของบต้นปี งบที่มีจึงถูกเฉลี่ยจนค่าจ่ายต่อรายลดลง แถมบางครั้งเงินมาช้า 2 - 3 เดือน โรงพยาบาลจึงต้องแบกรับภาระหาเงินมาหมุนเอง

3. สิทธิเพิ่มแต่งบไม่เพิ่ม

ทุกปีมีการขยายสิทธิใหม่ เช่น ยาราคาแพง การผ่าตัดพิเศษ หรือบริการฟอกไต แต่เงินที่ให้โรงพยาบาลกลับไม่เพิ่มตามอย่างเหมาะสม ทำให้ยิ่งรักษามาก ยิ่งขาดทุน

4. ผลที่เกิดขึ้นจริง

โรงพยาบาลหลายแห่งตอนนี้มีสภาพคล่องติดลบ! บางแห่งต้องเลื่อนการจัดซื้อยา ชะลอซ่อมเครื่องมือแพทย์ หรือเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้บุคลากรล่าช้า เพื่อนำเงินไปหมุนการจัดบริการผู้ป่วย 24 ชั่วโมง

ถ้าไม่ปฏิรูปอะไรจะเกิดขึ้น

-คุณภาพบริการจะลดลง คนไข้รอนาน ของขาด บุคลากรท้อแท้

-โรงพยาบาลบางแห่งอาจให้บริการน้อยลงหรือถอนตัวจากระบบ

-ประชาชนอาจเสียสิทธิในอนาคต หากรัฐต้องตัดชุดสิทธิให้เล็กลงหรือให้ร่วมจ่ายบางส่วน

-สุดท้ายผู้เสียหายคือประชาชนทุกคน เพราะระบบที่เราภาคภูมิใจว่า "รักษาทุกคนฟรี" จะค่อยๆ หมดแรง

ข้อเสนอเชิงสรุปเพื่อการก้าวหน้าและก้าวไปด้วยกันของระบบสาธารณสุข

เพราะบุคลากรการแพทย์ที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูป สปสช. ในวันนี้ พวกเราทำเพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในไทยยังคงอยู่ได้ และยั่งยืนเพื่อประชาชนทุกคน สิ่งที่เสนอเพื่อให้พิจารณาคือ ...

1. ปรับอัตราค่าบริการ/AdjRW ให้มีความสอดคล้องกับต้นทุนจริงของหน่วยบริการ

2. เปลี่ยนระบบจากวงเงินปลายปิดให้มีความยืดหยุ่นและมีแผนความเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือหน่วยบริการ กรณีมีการให้บริการมากขึ้น

3. เร่งจ่ายเงินให้หน่วยบริการเร็วขึ้น ลดความล่าช้าและความไม่แน่นอน

4. ปรับโครงสร้างคณะกรรมการและบอร์ดของ สปสช. เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของหน่วยบริการ

5. เปิดเผยข้อมูลต้นทุน สถานะการเงินของกองทุนและหน่วยบริการอย่างสาธารณะ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ และวางแผนแก้ไขโดยทุกฝ่าย

6. ทบทวนชุดสิทธิต่างๆ ให้เหมาะสม และควรให้ความสำคัญกับการจ่ายค่าบริการเพื่อการรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจริงก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ จึงไม่ใช่ความขัดแย้ง หมอไม่ได้อยากทะเลาะกัน แต่คือการตอบสนองต่อ "สัญญาณเตือนภัย" ของระบบสุขภาพไทย หากพวกเราไม่ช่วยกันร่วมแก้ไข วันหนึ่งสิ่งที่เรียกว่า "รักษาฟรีถ้วนหน้า" อาจกลายเป็นเพียงคำขวัญในอดีต

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง