Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อู วีระ นักวิชาการกัมพูชาจากกลุ่มคลังสมอง “Future Forum” กล่าวในวงเสวนาออนไลน์ในประเด็นสันติภาพอาเซียน จัดโดย มูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ และศูนย์เนลสัน แมนเดลาฯ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยเขาเสนอว่าสันติภาพไทย–กัมพูชาต้องเริ่มจากพลังของประชาชน ที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน และร่วมกันลดเฮทสปีชซึ่งกำลังผลักสองสังคมให้ห่างกันมากขึ้น เขาชี้ว่าไทยและกัมพูชามี “จุดร่วม” มากกว่าความขัดแย้ง ในประเด็นการจัดการพื้นที่ขัดแย้งชายแดน จึงเริ่มจากพื้นที่ที่สองฝ่ายมีความเห็นพ้องกัน พร้อมขยับไปสู่การสร้างกลไกเปิดพรมแดน เพื่อให้การค้าชายแดน และการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับมาเป็นปกติ เพื่อให้เศรษฐกิจสองฝั่งฟื้นตัวและฟื้นความสัมพันธ์ประชาชนต่อประชาชนในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมากที่สุด แต่กลับมีเสียงในเชิงนโยบายต่ำที่สุด

อู วีระ (OU Virak) นักวิชาการชาวกัมพูชาจากกลุ่มคลังสมอง Future Forum ที่มา: ภาพจาก Zoom

วันนี้ (24 พ.ย.) มูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ และศูนย์เนลสัน แมนเดลา เพื่อการแก้ไขความขัดแย้ง การป้องกันความรุนแรง และความมั่นคงของมนุษย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ “A collective voice of peace: Calls for peaceful settlement of dispute(s) in ASEAN” (รวมพลังเสียงเพื่อสันติ: การเรียกร้องให้แก้ไขข้อพิพาทในอาเซียนอย่างสันติวิธี) ดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตอนหนึ่งอู วีระ (OU Virak) นักวิชาการชาวกัมพูชาจากกลุ่มคลังสมอง Future Forum กล่าวว่า ความหวังในการสร้างสันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชานั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนในภูมิภาคลุกขึ้นมามีบทบาทร่วมกันในการเรียกร้องสิ่งที่มีเหตุผลและยั่งยืน พร้อมยึดหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเป็นหลักการที่ชาติสมาชิกทุกประเทศต้องยึดถือร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และประชาชนต้องร่วมกันรักษาหลักการนี้ให้มั่นคง

โฆษณา - Advertising

เขาย้ำว่า ในเวลานี้ สิ่งจำเป็นเร่งด่วนคือการลดทอนเฮทสปีช ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้บรรยากาศแห่งความเป็นปฏิปักษ์ ปะทุขึ้นในระยะสั้น หากยังไม่สามารถบรรลุสันติภาพถาวรได้ การลดความเป็นปฏิปักษ์ลงเป็นขั้นแรกที่สำคัญ

วีระ ระบุว่า ไทยและกัมพูชามีพื้นฐานเห็นพ้องร่วมกันมากกว่าประเด็นที่เห็นต่างกัน และควรเริ่มจากสิ่งที่เป็นจุดร่วมดังกล่าว เช่น การจัดการปัญหาเขตแดน ควรเน้นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ไม่ใช่เน้นแต่จุดที่ขัดแย้งกัน

พร้อมกันนี้ควรมองหา “กลไก” (mechanism) ที่จะทำให้การเปิดพรมแดนและการค้าชายแดนกลับคืนสู่สภาวะปกติ ซึ่งจะสร้างวงจรเชิงบวกให้เศรษฐกิจทั้งไทยและกัมพูชาดีขึ้น

เขาเสนอว่า การเปิดพรมแดนเพื่อให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าและแรงงาน จะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและภาคการเกษตรของทั้งสองฝั่งกลับมาเดินหน้า พร้อมเสนอฟื้นฟูเครือข่ายความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน ซึ่งเป็นพลังที่แข็งแรงกว่าเครือข่ายนักการเมืองเสียอีก และประชาชนธรรมดานี้เองที่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนโดยตรง จึงควรให้เสียงของประชาชนมีน้ำหนักมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางสันติภาพ

โฆษณา - Advertising

 

กองกำลังสุรนารีร่วมกับราษฎรไทยและกัมพูชากว่า 6,000 คน ทอดผ้าป่าสามัคคี ที่วัดคีรีมงคล ประเทศกัมพูชา เพื่อสานสัมพันธ์ 2 ประเทศ เมื่อ 29 สิงหาคม 2556 หลังความขัดแย้งไทย-กัมพูชาช่วงปี 2554 ที่มา: นินท์ทัศน์ ภูแก้ว/แฟ้มภาพ/ประชาไท

 

ทหารกัมพูชาที่ด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภาพเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท

โฆษณา - Advertising

สำหรับสันติภาพถาวร Virak เสนอว่า ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องสร้าง “ความพึ่งพาเชิงเศรษฐกิจร่วมกัน” (economic interdependence) และต้องพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (early warning system) โดยบทบาทของภาคประชาชนและภาควิชาการ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งแบบเดิมเกิดขึ้นอีกในอนาคต

เขาย้ำว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นเพียง “สันติภาพเชิงลบ” (negative peace) ที่แม้ไม่มีการสู้รบ แต่ยังไร้พื้นที่สำหรับการแก้ไขปัญหาต้นตอ การขยับไปสู่สันติภาพเชิงบวก (positive peace) ต้องให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนชายแดนมากที่สุด รวมถึงขยายการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระยะยาวเพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ในบริบทของสมาคมอาเซียน วีระ กล่าวว่า หลักการไม่แทรกแซง (non-interference) ของอาเซียนไม่สามารถใช้จัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐได้อีกต่อไป อาเซียนจำเป็นต้อง “ยกระดับบทบาท” ในการช่วยป้องกันและคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก

ในส่วนของผู้ร่วมเสวนาท่านอื่น เอ็ดมุน บอน (Edmund Bon) คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  (AICHR) จากประเทศมาเลเซีย ชี้ว่าที่ผ่านมาบทบาทของอาเซียนในด้านสิทธิมนุษยชนเป็นกลไกที่ทำงานเคสรายประเด็น ซึ่งเป็นกิจการภายใน แต่บทบาทของอาเซียนควรเข้ามาหนุนเสริมกลไกการป้องกันความขัดแย้งข้ามแดนให้มากกว่านี้

โฆษณา - Advertising

ส่วนฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อ้างอิงถึงข้อเสนอของ อู วีระ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณพื้นที่พิพาทชายแดน โดยเขายกรณีความขัดแย้งที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ตรงข้ามกับ  ซึ่งเขาเห็นว่าประเด็นขัดแย้งถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดชาตินิยมทั้งสองฝั่ง พร้อมตั้งคำถามว่าจะใช้วิธีอื่น อย่างการทำ land swop หรือการแลกเปลี่ยนพื้นที่ เพื่อเป็นทางออกได้หรือไม่ ทั้งนี้มีกรณีศึกษาวิธีแก้ไขปัญหาพื้นที่พิพาทของประเทศอื่นที่ทั้งสองฝ่ายตกลงใช้วิธีนี้ และชดเชยให้กันและกันอย่างเหมาะสม

สำหรับกรณีของไทยและกัมพูชา ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีการรุกล้ำดินแดนเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีของไทย อนุทิน ชาญวีรกุล ก็ยอมรับว่ามีลักษณะปัญหาเช่นนี้จริง แต่พูดออกไปแล้วก็ถูกกระแสชาตินิยมต่อต้านอย่างรุนแรง

เขาชี้ว่าควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนคิดหรือ paradigm shift ในการหาทางออกจากความขัดแย้ง เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาเขตแดนที่เป็นจริงได้มากขึ้น

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising