วงเสวนา “การเลือกตั้งภายใต้ระบอบทหารเมียนมา: สถานการณ์และผลกระทบต่อไทย” ที่ มช. อ.ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ นักวิชาการสาขาวิชาการระหว่างประเทศ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่าการเลือกตั้งเมียนมาปลายปี 2025 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความชอบธรรม เนื่องจากรัฐบาลทหารควบคุมทุกมิติและกวาดจับผู้เห็นต่าง พร้อมเตือนว่าการจัดเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารจะไม่ช่วยลดความรุนแรง แต่จะยิ่งผลักให้สถานการณ์สู้รบในสงครามกลางเมืองรุนแรงมากขึ้น
แม้รัฐบาลไทยย้ำว่าต้องการเห็นการเลือกตั้งเสรี–เที่ยงธรรม แต่การส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปในพม่าก็ทำให้ไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติควบคู่กันไป ฟูอาดี้เสนอว่าไทยควร “พลิกมุมมอง” ต่อพม่า จากเดิมที่มองผ่านกรอบความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติในมิติกว้างขึ้น รวมถึงสิทธิมนุษยชน ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และช่องทางร่วมมือที่ไม่ผูกติดเฉพาะระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “การเลือกตั้งภายใต้ระบอบทหารเมียนมา: สถานการณ์และผลกระทบต่อไทย” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย อาจารย์ ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท สำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผศ.ดร.ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอาจารย์ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร. สุพิชฌาย์ ปัญญา สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินรายการ โดยก่อนหน้านี้ประชาไทรายงานการอภิปรายของ อ.ดร.ศิรดา และ ผศ.ดร.ณัฐพลไปแล้วนั้น

ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท, ร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ, ผศ.ดร.ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์
ในช่วงนำเสนอของ อาจารย์ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาระบุว่าจะกล่าวในสามประเด็นหลัก ได้แก่ เรื่องการเลือกตั้งพม่า ซึ่งเป็นหัวข้อที่เขายอมรับว่าตนรู้น้อยที่สุด ประการที่สองคือ นโยบายต่างประเทศของไทยต่อพม่าในอดีต และประการที่สามคือ การเปลี่ยนมุมมองที่รัฐไทยควรมีต่อพม่าในบริบทปัจจุบัน
อ.ดร.ฟูอาดี้ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่มีความชอบธรรมแน่นอน” และเป็นกระบวนการที่รัฐบาลทหารพม่าพยายามควบคุมเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจ (transition) อยู่ในมือของกองทัพมากที่สุด แม้จะมีความหวังลึก ๆ ของ พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ว่าการเลือกตั้งอาจช่วยเพิ่มการยอมรับจากรัฐบาลไทย อาเซียน และต่างประเทศเพื่อลดแรงกดดันจากภายนอกก็ตาม
ส่วนระบบการเลือกตั้งรัฐบาลทหารได้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งสภาสูง และสภาท้องถิ่น โดยเพิ่มระบบสัดส่วนในพื้นที่ที่ตนเสียเปรียบ และยังมีโควตาทหาร 25% ในสภาทั้ง 3 ระดับ ตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญปี 2008 อยู่แล้ว
อ.ดร.ฟูอาดี้ นำเสนอแผนที่ซึ่งเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า แผนที่แสดงพื้นที่ภายใต้กฎอัยการศึก และแผนที่แสดงพื้นที่ที่ไม่ได้จัดการเลือกตั้งที่จะเริ่มจัดปลายเดือนธันวาคมปี 2025 มีลักษณะซ้อนทับกันอย่างมาก โดยประมาณ 30–35% ของประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ขณะที่พื้นที่ประมาณ 25–30% ของประเทศเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลทหารพม่า SSPP ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ส่วนพื้นที่ที่สามารถจัดการเลือกตั้งเฟสแรกได้ก็กินพื้นที่ราว 20–25% ของประเทศเท่านั้น
การแบ่งเขตเช่นนี้ทำให้เห็นชัดว่ากองทัพพม่าควบคุมพื้นที่ใด และสะท้อนข้อจำกัดของการเลือกตั้งในประเทศที่ยังสู้รบอย่างต่อเนื่อง หากแบ่งพื้นที่ออกเป็นกลุ่มสี พื้นที่สีเขียว อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน พื้นที่สีแดงเป็นพื้นที่สู้รบ พื้นที่สีเหลืองเป็นพื้นที่ผสม และพื้นที่สีเทาเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเหตุปะทะ แต่ก็ไม่มั่นคงพอจะจัดการเลือกตั้งได้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในเชิง “ข้อถกเถียงหลัก” (core controversy) อ.ดร.ฟูอาดี้ กล่าวถึงการใช้กฎหมายควบคุมการเลือกตั้งอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งล่าสุดมีผู้ถูกจับกุมแล้ว 94 คน และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD ถูกสั่งยุบไม่สามารถกลับมารวมตัวได้
เอ็นจีโอระหว่างประเทศ เช่น International Crisis Group (ICG) ระบุชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองพม่า หรือหยุดวงจรความรุนแรงได้ เพราะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรม การปรับกติกาเพื่อให้ฝ่ายทหารได้เปรียบ รวมถึงกองกำลังฝ่ายต่อต้านเองก็เชื่อมั่นมากขึ้นว่าการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ ซึ่งผลักให้การสู้รบเดินหน้าต่อเนื่อง กลายเป็นการเร่งความรุนแรงมากกว่าเป็นการคลี่คลายสถานการณ์
ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มประชาสังคมที่ต่อต้านเผด็จการจัด “การเลือกตั้งคู่ขนาน” เพื่อตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหาร ขณะที่รัฐบาลไทยประกาศท่าทีว่าต้องการให้การเลือกตั้งมีความ “ครอบคลุม เที่ยงธรรม โปร่งใส” และพร้อมให้ความช่วยเหลือหากถูกขอร้อง อย่างไรก็ตาม อ.ดร.ฟูอาดี้ย้ำว่า “ไม่มีทางที่การเลือกตั้งเมียนมาจะมีความครอบครัว เที่ยงธรรม และโปร่งใส” ในความเป็นจริง เขาระบุว่าไทยต้องเล่นสองด้าน ทางหนึ่งต้องรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่า แต่อีกทางก็ต้องรับแรงกดดันจากนานาชาติ พร้อมทั้งย้ำว่าไทยพยายามชี้แจงว่าการส่งผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งพม่าไม่ได้แปลว่ายอมรับการเลือกตั้ง
เขาคาดว่าความรุนแรงในพม่าจะทวีเพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผู้อพยพจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในไทย แม้ไทยจะย้ำว่าต้องการเห็นการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม แต่ก็จำเป็นต้องเตรียมการรองรับผู้อพยพ กระทรวงมหาดไทยเริ่มเตรียมพื้นที่สำหรับตั้งค่ายใหม่ รองรับหากมีผู้ลี้ภัยรอบใหม่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้อพยพกลุ่มปัจจุบันบางส่วนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพ 9 แห่งออกไปทำงาน เพื่อลดภาระทางมนุษยธรรมและส่งเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย
ในเวทีระหว่างประเทศ อ.ดร.ฟูอาดี้ กล่าวว่าไทยและจีนมีมุมมองใกล้เคียงกัน คือการสนับสนุนไม่ให้รัฐพม่าล่มสลาย และยังให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่ากองทัพเป็น “guardian of state” ซึ่งเป็นมุมมองที่เห็นว่ากองทัพต้องคงบทบาทกำกับรัฐบางส่วน
อย่างไรก็ตาม เขาเสนอว่า “ถึงเวลาที่ต้องพลิกแนวคิดนี้” และเปลี่ยนมุมมองการมีความสัมพันธ์กับพม่าให้หลุดจากระดับ G-to-G หรือการทูตแบบยกหูคุยระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยควรแบ่งบทบาทกันมากขึ้น เช่น การแชร์ข้อมูลด้านความมั่นคงที่แยกกันระหว่างส่วนราชการ หรือเพิ่มบทบาทให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งยังไม่เคยถูกใช้เต็มศักยภาพ
สำหรับบทบาทของสมาคมอาเซียน (ASEAN) เขาระบุว่า หลังการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งล่าสุด อาเซียนตัดสินใจไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร ซึ่งต่างจากท่าทีไทยที่ระบุว่าพร้อมส่งผู้สังเกตการณ์หากถูกขอร้อง ความแตกต่างนี้สะท้อนทิศทางนโยบายต่างประเทศที่ไม่เป็นเอกภาพภายในอาเซียน
อ.ดร.ฟูอาดี้ยังนำเสนอว่าท่าทีของนานาชาติต่อการเลือกตั้งพม่ามีได้ 4 แบบ ได้แก่
หนึ่ง ยอมรับการเลือกตั้งและคาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
สอง ยอมรับการเลือกตั้งแต่ไม่คาดหวังการเปลี่ยนแปลง
สาม ไม่ยอมรับการเลือกตั้งแต่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
และสี่ ไม่ยอมรับการเลือกตั้งและไม่หวังการเปลี่ยนแปลง
สำหรับไทย เขากล่าวว่าเข้าข่ายแบบที่สอง คือ “ยอมรับกระบวนการแต่ไม่หวังผล” ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้ไทยกลายเป็นเครื่องมือช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารโดยไม่ได้ตั้งใจ และยังต้องรักษาความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีภูมิภาคและระดับโลก
เขาเสนอด้วยว่า ไทยจำเป็นต้องฉลาดและยืนบนผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ต้องเน้นประเด็นสิทธิมนุษยชนและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากขึ้น เพราะผลกระทบจากพม่าจะรุนแรงขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งในด้านความมั่นคง การสู้รบ และผู้อพยพ พร้อมเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ไทยควรเลิกมองประเด็นพม่าในกรอบ “ความมั่นคง” อย่างเดียว และมองหา “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้
