ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ‘ยกฟ้อง’ คดีที่ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ ฟ้องประชาไท ฐานหมื่นประมาท ด้วยการรายงานเนื้อที่สนธิพูดในเพจ ‘คุยทุกเรื่องกับสนธิ’ เมื่อ ก.ค.66 ซึ่งสนธิระบุถึง 13 ข้อวิเคราะห์การเมืองของพรรคก้าวไกลในเวลานั้น ข้อสุดท้ายระบุว่า “ทางรอดของเกมคือรัฐประหารล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม”
อย่างไรก็ดี ในการฟ้องประชาไท สนธิระบุว่า การพาดหัวข่าวที่ตัดคำว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออกทำให้เขาเสียหาย ถูกเข้าใจผิดว่าสนับสนุนการรัฐประหาร และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยก่อนหน้าที่จะมีการฟ้องประชาไท สำนักข่าวหลายแห่งที่ลงข่าวนี้ได้ยินยอมลบข่าวออก หลังสนธิประกาศจะฟ้อง ต่อมาในคดีที่เขาฟ้องประชาไท ศาลได้เริ่มกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิจารณาว่าจะรับคดีหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2566
ศาลอุทธรณ์ชี้ว่า การพาดหัวข่าวดังกล่าวแม้ตัดคำท้ายว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออก ก็ยังไม่ทำให้โจทก์เสียหาย นอกจากนี้มีการเขียนคำดังกล่าวไปในโปรยข่าว และในเว็บไซต์อย่างชัดแจ้ง การนำเสนอข่าวของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการนำเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร
“ขณะเกิดเหตุโจทก์ก็เป็นสื่อมวลคนหนึ่งซึ่งแสดงควาามเห็นวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์การเมืองโดยได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอยู่เนืองๆ ทั้งโจทก์ก็รับว่าข้อความที่แสดงในหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อความที่ตรงกับความคิดเห็นของโจทก์รวมอยู่ด้วย แม้อ้างว่ามีผู้ชมส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเปิดเข้าไปอ่านก็เป็นเพียงการคาดเดาของโจทก์เท่านั้น ย่อมไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่า ไม่มีผู้ใดอ่านข้อความดังกล่าว การนำเสนอข่าวของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ได้เป็นการเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสร้างหรือแต่งเรื่องราวขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนจะถูกตัดทอนออกไป แต่ก็ยังปรากฏข้อความแสดงความเห็นทั้งหมดของโจทก์ในหน้าเดียวกัน ในลักษณะที่เป็นการขยายความรวมอยู่ด้วย ผู้ชมที่สนใจติดตามย่อมอ่านและทราบข้อคิดเห็นของโจทก์ได้ทั้งหมด ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์สนับสนุนให้มีการรัฐประหารอันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด
ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน”
28 พ.ย. 2568 ที่ศาลอาญา รัชดา มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นโจทก์ฟ้อง มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน (สำนักข่าวประชาไท) จำเลยที่ 1 , เทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการประชาไท (ในขณะนั้น) จำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจากการเสนอข่าว ‘ สนธิ ไล่เลียง 13 กลเกมแก้ยากของก้าวไกล ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ รัฐประหาร ล้มกระดาน’
ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวดังกล่าวของประชาไท เป็นการรายงานเนื้อหาของแฟนเพจ ‘คุยทุกเรื่องกับสนธิ’ ในวันที่ 31 ก.ค.66 ซึ่งสนธิระบุถึง 13 ข้อวิเคราะห์การเมืองของพรรคก้าวไกลในเวลานั้น ข้อสุดท้ายระบุว่า “ทางรอดของเกมคือรัฐประหารล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม” อย่างไรก็ดี ในการฟ้องประชาไท สนธิระบุว่า การพาดหัวข่าวที่ตัดคำว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออกทำให้เขาเสียหาย ถูกเข้าใจผิดว่าสนับสนุนการรัฐประหาร และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยก่อนหน้าที่จะมีการฟ้องประชาไท สำนักข่าวหลายแห่งที่ลงข่าวนี้ได้ยินยอมลบข่าวออกหลังสนธิประกาศจะฟ้อง มีเพียงประชาไทที่ไม่ลบข่าวดังกล่าวจนถูกดำเนินคดี ต่อมาศาลได้เริ่มกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิจารณาว่าจะรับคดีหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2566
ล่าสุด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น โดยระบุว่า การพาดหัวข่าวดังกล่าวแม้ตัดคำท้ายว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” ออก ก็ยังไม่ทำให้โจทก์เสียหาย นอกจากนี้มีการเขียนคำดังกล่าวไปในโปรยข่าว และในเว็บไซต์อย่างชัดแจ้ง การนำเสนอข่าวของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการนำเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
รายละเอียดบางส่วนของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดหมิ่นประมาท/หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามฟ้องหรือไม่
โจทก์ระบุว่า ข้อความที่ปรากฏในกรอบสี่เหลี่ยม ไม่มีคำว่า “ที่ไร้ความชอบธรรม” แม้ว่าข้อความด้านบนจะมีข้อความว่า “รัฐประหารล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม” แต่ประชาชนย่อมอ่านข้อความในกรอบสี่เหลี่ยมซึ่งตัวใหญ่กว่าข้อความด้านบน จึงมีความเด่นชัด ส่วนที่มีการใส่ลิงก์เว็บไซต์ให้อ่านเพิ่มเติมก็มีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่จะเปิดเข้าไปอ่าน ข้อความพาดหัวข่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว และข้อความที่ปรากฏมีการตัดทอนคำว่า “ไร้ความชอบธรรม” ออกไป การตัดทอนข้อความดังกล่าวทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด การนำเสนอข่าวของจำเลยทั้งสอง ต้องกระทำโดยชัดแจ้งไม่คลุมเครือ หรือก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย
จำเลยที่สองใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และไม่ใช่เป็นการแสดงความเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต หรือติชมด้วยความเป็นธรรม การตัดทอนข้อความดังกล่าวทำให้ความหมายแตกต่างไปจากเดิม บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์สนับสนุนรัฐประหาร แม้เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดโดยตลอดตรงกับที่โจทก์เผยแพร่ข้อคิดเห็นของโจทก์ก็ตาม แต่คำว่า “ไร้ความชอบธรรม” เป็นข้อคิดเห็นที่เป็นสาระสำคัญ หากอ่านโดยรวมแล้วไม่ใช่ข้อคิดเห็นที่โจทก์มุ่งหมายนำเสนอและทำให้ความหมายแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก
เห็นว่า การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จะต้องเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยยืนยันข้อเท็จจริงที่ใส่ความนั้นต่อบุคคลที่สาม และการใส่ความนั้นน่าจะทำให้ผู้อื่นถูกใส่ความให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 นั้น ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไป ถึงขั้้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยทั้งสองโพสต์ในแฟนเพจเฟซบุ๊กประชาไท prachatai.com มีข้อความ 2 ส่วน
ส่วนแรกตอนบนมีเนื้อหาตรงกับข้อความที่โจทก์ลงไว้ทุกประการว่า “สนธิ” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม โดยใช้ขนาดตัวอักษรเล็กกว่าตัวอักษรในกรอบสี่เหลี่ยม แต่เพิ่มความชัดเจนด้วยข้อความของตัวอักษร และอ่านเพิ่มเติมในลิงก์... ส่วนที่สอง เป็นข้อความภายในกรอบสี่เหลี่ยมว่า “สนธิ” ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตอบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดาน นอกจากคำว่า “ไร้ความชอบธรรม” ที่ขาดหายไปแล้ว ปรากกฎข้อความขนาดตัวอักษร ความหนักเบาและภาพถ่ายบุคคลครบถ้วน ตรงกับข้อความที่โจทก์เผยแพร่ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก คุยทุกเรื่องกับสนธิ และในหน้าสำนักข่าวออนไลน์เว็บไซต์ประชาไท มีข้อความสองส่วนเช่นกัน ส่วนแรกตอนบน เป็นข้อความภายในกรอบสี่เหลี่ยมว่า “สนธิ” ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดาน นอกจากคำว่า “ไร้ความชอบธรรม” ที่ขาดหายไปแล้ว ปรากฏข้อความ ขนาดตัวอักษร ความหนักเบาและภาพถ่ายบุคคลครบถ้วนตรงกับข้อความที่โจทก์เผยแพร่ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก คุยทุกเรื่องกับสนธิ ทุกประการ ส่วนที่สอง ตอนท้ายมีเนื้อหา “สนธิ” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ไล่เรียง 13 กลเกมแก้ยากของ “ก้าวไกล” ก่อนตบท้ายด้วยทางรอดคือ “รัฐประหาร” ล้มกระดานที่ไร้ความชอบธรรม ครบถ้วนตรงกับข้อความที่โจทก์ลงไว้ทุกประการ หากแต่ขนาดตัวอักษรเล็ก แต่เพิ่มความชัดเจนด้วยความเข้มของตัวอักษร
เมื่อข้อความทั้งสองส่วนดังกล่าวปรากฏอยู่หน้าเดียวของเว็บไซต์เช่นนี้ ผู้อ่านหรือบุคคลทั่วไปที่เข้าชมย่อมเห็นและเข้าใจได้ว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเห็นของโจทก์ที่พาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเท่านั้น มิใช่หมายความว่า โจทก์สนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหารแต่ใด นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏข้อความประกอบที่เป็นการแสดงความเห็น หรือยืนยันข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองที่มีต่อความคิดเห็นของโจทก์ว่าโจทก์สนับสนุนการรัฐประหารด้วย
ขณะเกิดเหตุโจทก์ก็เป็นสื่อมวลคนหนึ่งซึ่งแสดงความเห็นวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์การเมืองโดยได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอยู่เนืองๆ ทั้งโจทก์ก็รับว่าข้อความที่แสดงในหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวมีข้อความที่ตรงกับความคิดเห็นของโจทก์รวมอยู่ด้วย แม้อ้างว่ามีผู้ชมส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเปิดเข้าไปอ่านก็เป็นเพียงการคาดเดาของโจทก์เท่านั้น ย่อมไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่า ไม่มีผู้ใดอ่านข้อความดังกล่าว การนำเสนอข่าวของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ได้เป็นการเสนอความคิดเห็นหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์หากแต่เป็นเพียงการถ่ายทอดหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสร้างหรือแต่งเรื่องราวขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนจะถูกตัดทอนออกไป แต่ก็ยังปรากฏข้อความแสดงความเห็นทั้งหมดของโจทก์ในหน้าเดียวกัน ในลักษณะที่เป็นการขยายความรวมอยู่ด้วย ผู้ชมที่สนใจติดตามย่อมอ่านและทราบข้อคิดเห็นของโจทก์ได้ทั้งหมด ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์สนับสนุนให้มีการรัฐประหารอันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด
ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
