สื่อ Hfocus รายงาน นักวิชาการกังวลว่ามาตรการเพิ่มเวลาขายแอลกอฮอล์ในช่วงบ่าย จะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง จากงานวิจัยเผย ไม่มีชาวต่างชาติคนไหนสนใจเวลาขายเหล้า-เบียร์
13 ธันวาคม 2568 Hfocus รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม2568 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้พูดถึงมุมมองของนักวิชาการเกี่ยวกับมาตรการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568
ทุก 60 วินาที มีคนไทยเสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวเลขตัวนี้สะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในประเทศไทยยังไงบ้าง?
จริง ๆ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขจากองค์การอนามัยโลก บอกว่าทุก 60 วินาที จะมีคนเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ 1 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมาก เราแค่คิดว่าวันนี้เราอยู่ด้วยกัน อยู่แค่สักประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก็มีคนเสียชีวิตเป็นพันคน
ความสำคัญของตัวเลขนี้ คือเวลาเราลดทอนใน 60 วินาที เราอยากให้ทราบจริง ๆ ว่านี่เป็นตัวเลขที่เยอะ สิ่งที่อยากให้เห็นคือ ประมาณ 1 ใน 10 ของการสูญเสียปีสุขภาวะ คนไทย 10 คนที่เสียชีวิต จะ มี 1 คนที่เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ เป็นตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุขที่ทำเอาไว้
ทุกวันนี้ ประชาชนเราสนใจเรื่องการมีสุขภาพดี อายุยืนแบบมีสุขภาพดี ความหมายคือ เราไม่อยากอายุยืน โดยต้องป่วยติดเตียง ที่บอกว่า 1 ใน 10 หรือประมาณ 10% ของการสูญเสียปีสุขภาวะ คือปีที่เราสุขภาพดี ก็สูญเสียไปจากแอลกอฮอล์เหมือนกัน นอกเหนือจากนั้นจะเป็นเรื่องเหล้า เรื่องของโรคต่าง ๆ เรื่องของมลภาวะตัวนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าแอลกอฮอล์เป็นเรื่องใหญ่มาก
ตอนนี้มีกลุ่มผู้หญิงและเยาวชนที่เป็นกลุ่มนักดื่มใหม่ จะต้องรับมืออย่างไร?
สิ่งนี้น่ากังวลมากในมุมมองนักวิชาการ และประเทศไทยควรต้องกังวลเช่นเดียวกับทั่วโลก ซึ่งตัวเลขสะท้อนให้เห็นชัดเจน ว่าผู้หญิงมีแนวโน้มการดื่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นเป้าหมายทางธุรกิจ เพราะยังมีพื้นที่ให้ยอดขายสามารถเพิ่มขึ้นได้เยอะ ส่วนเด็กและเยาวชน ตัวเลขนั้นลดลงเรื่อย ๆ
ภาคนโยบายที่สามารถทำได้ คือเรื่องของกฎหมายการควบคุม กฎหมายอายุต้องคงไว้ กฎหมายการเข้าถึงต่าง ๆ ซึ่งการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นช่วงบ่าย แล้วจะมีการประเมินหลังครบ 6 เดือน นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทบทวนเหมือนกัน จริง ๆ ผ่านไปแค่ 1 เดือนต้องเอาตัวเลขมาดู ว่าผลกระทบเหล่านี้ตอบโจทย์หรือเปล่า ถ้าในมุมมองทางวิชาการ กระทบแน่นอน เช่น เมื่อก่อนวัยรุ่นอาจจะโดดเรียนไปเข้าร้านเกม แต่พอช่วงบ่ายขายเครื่องดื่มได้ ก็อาจจะเปลี่ยนไปเข้าร้านเหล้าแทน
รวมถึง ประเทศไทยกำลังจะเป็น Aging Society อนาคตเราจะมีแต่คนแก่ ซึ่งคนแก่เหล่านี้ต้องได้รับการดูแลด้วยเด็กรุ่นใหม่ แต่กลายเป็นว่าเด็กที่จะต้องเป็นคนดูแลอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือเป็นพิการ จากผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่ไม่เหมาะสม เป็นเรื่องน่ากังวลมาก ในทางนโยบาย เรื่อง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ คงต้องพยายามคำนึงถึงเด็ก เยาวชน กลุ่มนี้ให้มากขึ้น
สาเหตุที่ผู้หญิงกลายเป็นนักดื่มมากขึ้น มีจากหลายสมมติฐาน สมมติฐานอันที่ 1 ที่เราคิดไว้ คือภาคธุรกิจมองกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายหลักมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ทำไมการโฆษณาแอลกอฮอล์ ต้องใช้ Lisa Blackpink เพราะกลุ่มแฟนคลับลิซ่าส่วนมากเป็นผู้หญิง ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าผู้หญิงทุกคนมอง Lisa Blackpink เป็นไอดอล ถ้าลิซ่าดื่มอะไร มีโอกาสที่แฟนคลับจะดื่มตาม
สมมติฐานอันที่ 2 ทำไมผู้ชายถึงเริ่มดื่มลดลง นี่เป็นสมมติฐานที่คล้าย ๆ กับของต่างประเทศ คือปัจจุบัน ผู้ชายมีเรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่า เช่น Social Media, เล่นเกม หรือกิจกรรมอื่น ๆ อีกมาก ในขณะที่สมัยก่อน ไม่ได้มีสิ่งที่ทำให้เกิดความบันเทิงมากนัก ทำให้ผู้ชายมักจะไปพึ่งพาเรื่องของสารเสพติดและแอลกอฮอล์ ซึ่งก่อให้เกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลิน คาดว่าอีก 20-30 ปี กราฟผู้ชายดื่มเหล้าจะลดลงมากกว่าเดิม
จากผลสำรวจ ภาคเหนือและอีสาน มีคนดื่มในแง่ของตัวเลขเพิ่มขึ้น
ตัวเลขของภาคเหนือ และภาคอีสาน สูงมานานแล้วตั้งแต่ปี 60 ไม่ได้เพิ่งมาสูง สองภาคนี้เป็นภาคที่มีการดื่มเป็นสัดส่วนมาตลอด ซึ่งสามารถอธิบายได้หลากหลายเหตุผลเหมือนกัน
สาเหตุที่ถูกพูดถึงบ่อย คือสองภาคนี้มีแหล่งผลิต หรือจุดจำหน่ายที่เยอะมาก เรามีตัวเลขใบอนุญาตการขายแอลกอฮอล์ในภาคเหนือกับภาคอีสานสูงมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การเข้าถึงแอลกอฮอล์พวกนี้ให้สูงขึ้น
สิ่งที่ประชาชนควรต้องรับทราบและตระหนักรู้
ถ้าจะมีมาตรการในปีหน้า ว่าจะทำให้ตัวเลขลดลงอย่างไร คิดว่าในแง่นโยบายแอลกอฮอล์ อาจจะวางเป็นระยะ 1 ปี กับ 3 ปี แต่ 1 ปี ที่สำคัญมาก คือเรื่องของการออกกฎหมายลำดับรองต่าง ๆ ตอนนี้มีกฎหมายลำดับ พ.ร.บ. ตัวใหญ่ออกมา 1 ปี (365 วัน) กฎหมายลำดับรองต้องออกมา
จากเรื่องขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ตอนบ่าย ตอนนี้ประชาชนเริ่มรับรู้ ว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดนี้มีบทบาทมาก กฎหมายลูกต่าง ๆ ออกมาไว สามารถเคาะเรื่องได้เลยภายใน 1 วัน
นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดนี้มีภาคเอกชนเข้าไปนั่งอยู่ด้วย ซึ่งการออกกฎหมายลำดับรองใน 1 ปี มาจากคณะกรรมการชุดนี้ทั้งหมด ฉะนั้น จากมุมมองนักวิชาการทั้งไทย และต่างประเทศ ถ้ามีการขับเคลื่อนนโยบาย จะมีโอกาสเกิด Conflict of Interest หรือผลประโยชน์ทับซ้อน
แม้ว่าตอนนี้ที่พูดคุยในกรรมาธิการจะบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ถึงวาระการประชุม ภาคเอกชนจะลุกออกจากห้องแล้วก็ยกโหวต แต่ความเป็นจริง ส่งผลกระทบทางอ้อมอยู่แล้ว ฉะนั้น ใน 1 ปี ที่สำคัญมาก ๆ คือการออกกฏหมายลำดับรอง
ในระยะ 3 ปี สิ่งที่ต้องทำคือการประเมิน หน้าที่ของประชาชนและสื่อ คือต้องเฝ้าระวัง ต้องติดตาม ต้องพยายามดูว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดออกมาเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า เช่น การขยายเวลา เป็นผลกระทบเศรษฐกิจจริงไหม? ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี เราจะกังวลไหมว่าจะต้องมีเรื่องพวกนี้เปิดกันไปบ้างอะไรบ้าง
“ผมก็มีความกังวลมาก ๆ ด้วย จากมุมมองวิชาการ ผมไม่คิดว่ามาตรการขยายเวลาขายเหล้าจะช่วยเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ความหมายว่าสูงสุดในที่นี้ของผม คืออาจจะต้องใช้มาตรการอย่างอื่นแทน เรามีข้อมูลงานวิจัยที่พยายามสำรวจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวไทย ว่าเขาสนใจเวลาขายแอลกอฮอล์ไหม ซึ่งไม่มีใครสนใจ หรือว่างานวิจัยที่ไปหาข้อมูลจาก TripAdvisor เป็นเว็บไซต์ที่ต่างชาติจะเสิร์ชหาว่าจะเที่ยวที่ไหน เพราะอะไร ที่นี่เป็นยังไง เหมือนอ่านรีวิว ปรากฏว่าสิ่งที่ต่างชาติถามไม่มีใครถามเรื่องการขายแอลกอฮอล์ ฉะนั้น การที่บอกว่าขยายเวลาขายเหล้าจะมากระตุ้นเศรษฐกิจ คงไม่ใช่มาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว
