Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง 50 ถึง 85 ล้านคน หลังสงครามนักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ตั้งคำถามถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ และความหมายของการมีชีวิตอยู่กันมากขึ้น เช่นว่าถ้าธรรมชาติของมนุษย์คือความเป็นผู้มีเหตุผล (rational being) และด้วยการใช้เหตุผลจะพามนุษย์ไปสู่ความมีศีลธรรม และมีสังคมการเมืองที่ดี ตามที่นักปรัชญากรีกจนถึงนักปรัชญาสมัยใหม่ยืนยัน แต่สิ่งที่เป็นจริงคือ ด้วยความสามารถในการใช้เหตุผลของมนุษย์ ได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดกลับเป็นอาวุธสงครามที่สามารถทำลายล้างโลกได้ชั่วพริบตา

ขณะที่ความตาย การพลัดพราก และความสูญเสียมหาศาลจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เหมือนจะไม่ได้ให้ “บทเรียน” ที่สังคมมนุษย์จะเชื่อมั่นในสันติภาพที่สะท้อนออกมาจากธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล มากไปกว่าการแข่งขันกันสร้างแสนยานุภาพของกองทัพและขีปนาวุธ เพื่อใช้เป็นหลักประกันสันติภาพที่มีความหมายเพียงว่า “สันติภาพกับสงครามคือเหรียญคนละด้าน” ภายใต้แนวคิดที่ว่าเราทำสงครามเพื่อเป็นเงื่อนไขไปสู่การเจรจาสันติภาพ ขณะเดียวกันเมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่มีสันติภาพ เราต่างก็จัดเตรียมกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อมรบอยู่เสมอ

นี่คือความเป็นจริงของโลกที่ไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น เพราะถ้ามนุษย์เป็นผู้มีเหตุผล และด้วยเหตุผลที่ควรจะเป็นสังคมมนุษย์ก็ควรเป็นสังคมที่มีศีลธรรม และการเมืองภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ ก็ควรเป็นการเมืองเพื่อสันติภาพที่ถาวร หรือถ้ามนุษย์ถูกพระเจ้าสร้างมาในฐานะเป็น “จินตภาพ” ของพระองค์ตามความเชื่อของปรัชญาคริสต์ จิตใจของมนุษย์ก็ย่อมจะเต็มเปี่ยมด้วยความรักและการให้อภัย สงครามที่เกิดจากความเคียดแค้นชิงชัง ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกใบนี้

หนึ่งในนักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยมที่ไม่เชื่อใน “ธรรมชาติที่แน่นอน” ของความเป็นมนุษย์อย่างที่เชื่อกันในปรัชญากรีกและปรัชญาคริสต์ (เป็นต้น) คืออัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) สำหรับกามูส์มนุษย์ไม่ได้มีธรรมชาติที่แน่นอน เช่น ความเป็นผู้มีเหตุผล หรือเป็นจินตภาพของพระเจ้า ความหมายหรือคุณค่าของชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติที่แน่นอนของมนุษย์ก็ไม่มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน โลกตามที่เป็นจริงและชีวิตตามที่เป็นอยู่จริงนั้น “ไร้สาระ” (absurd) นั่นคือโลกและชีวิตตามที่เป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น หากแต่มักจะสวนทางกับเหตุผลที่ควรจะเป็น

กามูส์ใช้ตัวอย่าง “เทพนิยายซิซีฟัส” (The Myth of Sisyphus) มาอธิบายให้เห็นความไร้สาระของชีวิตว่าซิซีฟัสทำผิดต่อเทพเจ้า จึงถูกเทพเจ้าลงโทษด้วยการสาบให้เขาเข็นก้อนหินขึ้นไปบนยอดเขา แต่พอถึงยอดเขาทีไร ก้อนหินก็กลิ้งลงมาที่พื้นราบ แล้วซิซีฟัสก็กลับลงมากลิ้งขึ้นไปใหม่ เขาต้องทำงานหนักเหนื่อย ไร้ความหมาย ไร้จุดหมายและจุดจบอยู่เช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน แรกๆ เขารู้สึกทุกข์ทรมานเหนื่อยหน่ายกับการมีชีวิตอยู่อย่างไร้สาระที่ไม่จบสิ้นเช่นนั้น แต่วันหนึ่งเขาฉุกคิดได้ว่าที่เทพเจ้าลงโทษเราก็เพราะต้องการให้เราทุกข์ทรมาน และมีชีวิตอยู่อย่างยอมจำนนต่อความทุกข์ทรมานไม่ใช่หรือ แต่ถ้าเราไม่ยอมจำนนให้เป็นไปตามความต้องการของเทพเจ้าล่ะ การลงโทษของเทพเจ้าก็ย่อมไม่มีความหมายอะไรต่อจิตใจของเรา เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซิซีฟัสก็ทำงานเข็นก้อนกินที่จำเจเช่นนั้นอย่างไม่ทุกข์ทรมานทางจิตใจอีกต่อไป การลงโทษของเทพเจ้าเพื่อให้ซิซีฟัสทุกข์ทรมานทางจิตใจจึงไร้ผล

ในมุมมองแบบกามูส์โลกและชีวิตในความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้แหละ คือมันไร้สาระหรือไร้ความหมาย การมีชีวิตอยู่ไม่ใช่การแสวงหาคุณค่าหรือความหมายของชีวิต แต่คือการทำความเข้าใจความเป็นจริงของโลกและชีวิตที่ไร้สาระ และอยู่กับความเป็นจริงที่แสนจะเหลือทนต่างๆ นานาได้โดยไม่ฆ่าตัวตาย หรือไม่หลีกหนีจากความเป็นจริงไปพึ่งพาศาสนา ศีลธรรม หรือความเชื่ออื่นใดที่ให้ “ความหมาย” หรือ “คุณค่า” บางอย่างให้เรายึดเหนี่ยว

เพราะถึงที่สุดแล้วเราก็ไม่อาจยึดเหนี่ยวสิ่งใดๆ ได้จริง บทเรียนทางประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนแล้วว่าในนามศาสนา ศีลธรรม ความหมาย หรือคุณค่าตามอุดมการณ์หรือความเชื่อแบบใดๆ ก็มักจะพาเราเป็นสู่ความเป็นจริงที่ไร้สาระเสมอๆ เช่น ในนามของความรักพระเจ้า รักชาติ รักกษัตริย์ และการกระทำเพื่ออุดมการณ์อื่นๆ ก็มักจะพาสังคมมนุษย์ไปสู่สงคราม การเข่นฆ่า การกดขี่ และความรุนแรงอย่างไร้เหตุผลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ในความขัดแย้งทางการเมืองกว่าสองทศวรรษในบ้านเรา ยิ่งเห็นความเป็นจริงของ “การเมืองที่ไร้สาระ” หรือ “absurd politics” อย่างชัดเจนภายใต้อำนาจของรัฐพันลึก นั่นคือการเมืองที่ไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น เพราะถ้าการเมืองเป็นไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น เมื่อบ้านเราสามารถยกระดับการแข่งขันทางการเมืองจากการแข่งขันเพื่อให้ได้ “คนดี” มาปกปครองบ้านเมืองสู่การแข่งขัน “เชิงนโยบาย” จนประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นต้นแล้ว ก็ควรจะก้าวไปสู่การแข่งขันเชิงนโยบายอื่นๆ ที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้นๆ แต่กลับเกิดรัฐประหารที่อ้างคนดีมีคุณธรรมมาปกครองบ้านเมือง ทว่าสุดท้ายวาทกรรมเรื่องคนดีมีคุณธรรมก็ล้วนไร้สาระ การปฏิรูปประชาธิปไตยผ่านการทำรัฐประหารก็กลับสร้างหายนะแก่การเมืองและเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมีพรรคก้าวไกลเสนอนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเปิดทางให้สังคมมีเสรีภาพและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น พรรคการเมืองอื่นๆ ถูกกระแสสื่อและสังคมกดดันให้แสดง “จุดยืนแก้ 112” แต่ในที่สุดก็ถูกการเมืองไร้สาระของรัฐพันลึกยุบพรรคก้าวไกล และในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองอื่นๆ กลับเป็นฝ่ายกดดันให้พรรคประชาชนแสดง “จุดยืนไม่แก้ 112” นี่คือความเป็นจริงของการเมืองไร้สาระ ที่ไม่เป็นไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น

ยังไม่นับความเป็นจริงทางการเมืองที่ไร้สาระอื่นๆ เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะผู้สั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยกระสุนจริงที่มีคนตายร่วมร้อย แต่กลับได้คืนสู่การเลือกตั้งครั้งนี้อย่างชิลๆ ขณะที่ผู้นำที่ถูกทำรัฐประหารอย่างทักษิณ ชินวัตรถูกขังคุก ทว่าสื่อต่างๆ ก็กลับ “จี้ถาม” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยว่าจะถูกครอบงำโดยทักษิณไหม ขณะที่อภิสิทธิ์นอกจากจะไม่ถูกจี้ถามถึง “ความรับผิดชอบ” ต่อการสลายการชุมนุมร่วมร้อยศพแล้ว ตัวเขาเองยังเป็นฝ่ายจี้ถาม “จุดยืนไม่แก้ 112” กับพรรคประชาชนอีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น ความไร้สาระมากที่สุดของการเมืองภายใต้รัฐพันลึก คือการไม่นิรโทษกรรมคดี 112 เพื่อปล่อยนักโทษทางความคิดออกจากคุก แถมยังมีการใช้มาตรา 112 ขังคุกคนคิดต่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมายต่อการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือพูดอีกอย่างคือการเมืองที่มีการเลือกตั้งที่เราเรียกกันว่าเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็ไม่มีความหมายเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงก็ต้องมีเสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก จึงต้องไม่มีนักโทษทางความคิดแม้แต่คนเดียว 

นึกถึงคำพูดของฟรีดริช นีทเช่ (Friedrich Nietzsche) ที่ว่า “หากอยากรู้ว่าใครเป็นคนมีหัวใจหรือไม่ จงดูวิธีที่เขาปฏิบัติต่อสัตว์” แต่การเมืองของประเทศนี้ปฏิบัติต่อ “คน” ที่สู้เพื่อประชาธิปไตยแบบไหนกัน? กับอีกคำพูดหนึ่งของนีทเช่คือ “ทุกสิ่งที่รัฐพูดล้วนเป็นเรื่องโกหก และทุกสิ่งที่รัฐมีล้วนเป็นสิ่งที่ปล้นมา” นี่คือความเป็นจริงของการเมืองไร้สาระที่เราเผชิญอยู่ ทุกสิ่งที่รัฐพันลึกพูด ไม่ว่าเรื่องสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ การเมืองสุจริตตรวจสอบได้ คุณธรรมความดี คนดีและอื่นๆ กระทั่งความจำเป็นของการทำสงครามกับเพื่อนบ้าน ล้วนเป็นเรื่องโกหก และทุกสิ่งที่รัฐมี คืออำนาจและผลประโยชน์ต่างๆ ที่แตะต้องไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ ล้วนเป็นสิ่งที่ปล้นมาจากประชาชน ด้วยการทำรัฐประหาร และการใช้นิติสงครามปราบปรามประชาชนที่คิดต่าง

นอกจากนั้น เรายังเผชิญกับ “สงครามไร้สาระ” ระหว่างไทย-กัมพูชาในช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ว่าเป็นสงครามไร้สาระเพราะไม่ใช่สงครามที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาได้จริง วิธีแก้ปัญหาต้องทำตามหลักสากลเท่านั้น คือการเจรจาระหว่างสองประเทศ หรือไม่ก็ไปศาลโลก การรบไม่ได้จบปัญหาได้ด้วยตัวมันเอง เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับสู่การเจรจาอยู่ดี จึงเป็นเรื่องไร้เหตุผลที่ชนชั้นนำสองประเทศส่งทหารชั้นผู้น้อยไปฆ่ากันตาย ประชาชนตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศต้องอพยพหนีตาย ผู้คนตกงาน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสียหายนับแสนล้าน

ที่ว่ามา (เป็นต้น) คือตัวอย่างของโลกความเป็นจริงที่ไร้สาระที่เราหลีกหนีไม่พ้น มองแบบกามูส์นี่คือโลกไร้สาระที่เราต้องอยู่กับมัน และอยู่ให้ได้โดยที่ไม่ถูกความไร้สาระเหล่านั้นทำให้เราพ่ายแพ้หรือยอมจำนน ทว่าหลายๆ ครั้งที่เราท้อ แต่คนอยู่ในคุกอย่างอานนท์ นำภา และคนอื่นๆ กลับยังสื่อสารออกมาว่าเขายังสู้ และยังมีความหวังว่าสังคมเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ควรจะเป็น

แต่ยิ่งนานวัน ผมเองยิ่งไม่แน่ใจว่าโลกความเป็นจริงที่ไร้สาระจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็นจริงหรือ เพราะผมนึกไม่ออกว่าถ้าเราไม่มีเสรีภาพที่จะพูดว่าเราต้องการมีชีวิตที่ดีตามความฝันของตนเองอย่างไร เราก็ไม่มีความเป็นคน แต่ในความเป็นคนของเรามีความเป็นสัตว์สังคม (social animal) และความเป็นสัตว์การเมือง (political animal) อยู่ด้วย ดังนั้นเราจึงต้องมีเสรีภาพที่จะพูดถึงสังคมและการเมืองที่ดีตามความใฝ่ฝันของตนได้ การเลือกตั้งจะมีความหมายอะไร ถ้าไม่นำไปสู่การปล่อยนักโทษทางความคิดที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการพูดถึงการมีชีวิตที่ดีในสังคมและการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมออกจากคุก

แต่ช่างเถอะ ถึงไม่แน่ใจว่าโลกของความเป็นจริงที่ไร้สาระจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น แต่เราก็ควรจะมีความหวังกับการเมืองที่สร้างความหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นในด้านต่างๆ ว่าสักวันหนึ่งจะกลายเป็นการเมืองที่ “มีหัวใจ” ไม่ปล่อยให้นักโทษทางความคิดถูกขังลืม เสมือนว่าพวกเขาไม่มีความเป็นคน!

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง