เวลา “ฝ่ายประชาธิปไตย” ด่าทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยว่า “สู้ไปกราบไป” บ้าง “เหยีบบศพคนเสื้อแดงขึ้นสู่อำนาจ” บ้าง ตระบัดสัตย์ ทรยศประชาชน กระทั่ง “ขายวิญญาณ” เป็นสมุนรับใช้รัฐพันลึกไปแล้วและอื่น ๆ เหมือนพวกเขา “แสร้งลืม” ความเป็นจริงของการต่อสู้ทางการเมืองภายใต้อำนาจรัฐพันลึกไปแล้วหรือไม่ เพราะความเป็นจริงที่เราต่างเห็น คือ
วิธีแรก “เดินหน้าสู้แบบทะลุเพดาน” นอกจากจะไม่สามารถ “ชนะได้จริง” ในสถานการณ์ยาวนานตลอด 20 ปี จนกระทั่งวันนี้ ยังต้องเจอกับรัฐประหาร และการใช้นิติสงครามยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง ขังคุกประชาชน และอื่น ๆ อีกสารพัดที่ “อยุติธรรม” และโหดร้าย
วิธีที่สอง “ถอยแล้วก็ยังโดน” คือทั้งแดง-ส้มต่างถูกบีบให้ถอย แต่ถอยแล้วไม่ใช่รัฐพันลึกจะปล่อยให้รอด พวกเขายังใช้รัฐประหาร นิติสงคราม และวิธีอื่น ๆ เล่นงาน หรือทำลายต่อไป
เช่น ปรากฎการณ์ที่เราเห็นวันนี้ คือการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ฟ้องเอาผิด 44 อดีต ส.ส. ก้าวไกล ข้อหา “ละเมิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” โดยกล่าวหาว่าการเข้าชื่อเสนอแก้ 112 มีเจตนาทำลายล้างสถาบันกษัตริย์ และล้มล้างการปกครองระบอบอประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลฎีการับคำร้อง ป.ป.ช. แต่ยังให้ 10 ส.ส. พรรคประชาชนปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ก็ “ปิดปาก” ห้ามแสดงความเห็น หรือกระทำการใด ๆ ที่อาจตีความได้ว่า “เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกร้อง” ทำให้อนาคต 10 ส.ส. ตกอยู่ใน “ความไม่แน่นอน” ว่าจะถูกศาลตัดสินให้มีความผิดตามคำร้อง ป.ป.ช. และตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ เหมือนกรณีอื่น ๆ ที่ผ่านมาหรือไม่
ปรากฏการณ์ดังกล่าว ก็คือ “สัจธรรมของการถอยแล้วก็ยังโดน” แม้ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะยืนยันว่า “พรรคประชาชนยังไม่ลดหรือเพิ่มเพดาน” แต่ข้อเท็จจริงโดยพฤตินัย คือ “ถอย” เรื่องนโยบายแก้ 112 แล้ว โดยถอดนโยบายดังกล่าวออกจากเว็บไซต์ของพรรคไปนานแล้ว
เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลกล้า “ชนเพดาน” โดยใช้นโยบายแก้ 112 หาเสียง “ตามกระแสเรียกร้อง” ในการต่อสู้ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่อยากเห็น “การเปลี่ยนแปลง” ทำให้พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับ 1 แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชนนอกจากต้องคอย “แก้ต่าง” ให้พวกตนเองตลอดว่า “พรรคไม่มีนโยบายแก้ 112 แล้ว เพราะติดเงื่อนไขคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ” แม้แต่นโยบาย “คืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรมประชาชน (รวมคดี112)” ที่มีอยู่ในเว็บไซต์ของพรรค ก็ไม่ได้ถูกนำมาปราศรัยบนเวีหาเสียงให้เป็นนโยบายที่ “ติดหู” ประชาชนชนแต่อย่างใด
พูดตรงไปตรงมาคือ ขณะที่ช่วงเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชนใช้นโยบายแก้ 112 หาเสียงจนชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับ 1 แต่เลือกตั้งปี 2569 กลับต้องคอยตอบคำถามสื่อมวลชนและประชาชนว่า “ไม่มีนโยบายแก้ 112 แล้ว” แถมยังไม่กล้าประกาศนโยบายคืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรม 112 บนเวทีปราศรัยหาเสียง แต่เน้นการขายสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” แทน ดังนั้น การบอกว่า “ไม่ได้ลดหรือเพิ่มเพดาน” จึงไม่จริง
แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าการถอยภายใต้ “เงื่อนไขความอยู่รอดของพรรค” เป็นเรื่องที่ “ผิด” (หรือควรเย้ยหยัน เหมือนที่เย้ยหยันอีกฝ่ายว่า “สู้ไปกราบไป” และ ฯลฯ) แต่เป็นเรื่องที่เรา “เข้าใจได้” ยอมรับและเคารพการถอยที่มีเหตุผลตามเงื่อนไขความจำเป็นของแต่ละฝ่ายได้ เมื่อเราต่างก็เห็นอยู่แล้วว่า “สู้ชนเพดานก็ไปต่อไม่ได้” แม้แต่ “ถอยแล้วก็ยังโดนเล่นงาน” แล้วยังจะเย้ยหยันซ้ำเติมกันและกันไปทำไม
หากไม่ “ความจำสั้น” จนเกินไป เราจะเห็นสัจธรรมของการถอยแล้วยังโดนมาตลอด 20 ปี ทักษิณโดน “ม็อบเสื้อเหลือง-เราจะสู้เพื่อในหลวง” ขับไล่ ก็ถอยด้วยการ “ยุบสภา” คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกใหม่ ตามครรลองประชาธิปไตย แต่พรรคประชาธิปัตย์ “บอยคอต” การเลือกตั้ง และมีการใช้ “นิติสงคราม” (ตอนนั้นเรียก “ตุลาการภิวัฒน์”) ตัดสินการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทักษิณก็ถอยอีก ประกาศว่า “หลังเลือกตั้งใหม่จะไม่รับตำแหน่งนายกฯ” แต่ม็อบเสื้อเหลือง, ประชาธิปัตย์ก็รุกไล่ไม่เลิกรา และรัฐพันลึกก็ “ลุแก่อำนาจ” ทำรัฐประหาร และใช้นิติสงครามยุบพรรคไทยรักไทย
หลังไทยรักไทยถูกยุบ ตั้งพรรคใหม่ชื่อ “พรรคพลังประชาชน” รัฐบาลพรรคพลังประชาชนจะแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ซึ่งเกิดจากรัฐประหาร 2549 ล้มรัฐบาลทักษิณ แต่ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญเบรก ไม่ทันนาน 2 นายกฯ คือสมัคร สุทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ก็ถูกรัฐพันลึกสอยหลุดจากตำแหน่ง และยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาส “ฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหาร” จากนั้นก็เกิดประวัติศาสตร์การต่อสู้ของ “คนเสื้อแดง” ที่ออกมาเรียกร้องให้ “ยุบสภาเลือกตั้งใหม่” แต่ถูกสลายการชุมนุมด้วย “กระสุนจริง” มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมากดังที่เราทราบกัน
สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามสู้จนสามารถ “เยียวยา” ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมปี 2553 รายละ 7.75 ล้านบาท และสู้เรื่องการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่คู่ขัดแย้งทางการเมือง “ทุกฝ่าย” รวม “ทักษิณ” ด้วย (ยกเว้นคดี 112 ที่ถูกตีความว่าเป็น “คดีความมั่นคง” ไม่ใช่คดีการเมืองที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม) แต่ถูกโจมตีว่า “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” เอื้อประโยชน์ให้ทักษิณรอด และฝ่ายประชาธิปัตย์ที่สั่งสลายการชุมนุมมีคนตายร่วมร้อยก็จะรอดด้วย
แน่นอน ประชาธิปัตย์ย่อมออกมา “คัดค้านอย่างหล่อ” ตามเคยว่าฝ่ายตน “ยินดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์” ผ่านกระบวนการยุติธรรม และขอคัดค้านการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง “เพื่อทักษิณ” อย่างเต็มที่ ขณะที่ “ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า” ต่างโจมตีทักษิณว่าทำทุกอย่างไม่ว่าจะถูกหรือผิดเพื่อตัวเอง ม็อบ กปปส. ก็โจมตี “พ.ร.บ.เหมาเข่ง” และฉวยโอกาสชุมนุมยืดเยื้อกดดันให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภา ซึ่งยิ่งลักษณ์ก็ยอมถอยด้วยการ “ยุบสภา” คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกใหม่
แต่ “ถอยแล้วก็ยังโดน” อยู่ดี เพราะม็อบ กปปส. ขวางเลือกตั้งกุมภาพันธ์ปี 2557 ทำให้การเลือกตั้ง “เป็นโมฆะ” แล้วทหารก็ฉวยโอกาศทำรัฐประหารในนาม คสช. นำโดยประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนยิ่งลักษณ์ก็โดนซ้ำอีกคือ “ถูกถอดถอน” จากตำแหน่งนายกฯ ย้อนหลัง หนีไปลี้ภัยการเมืองต่างประเทศ และถูกศาลตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายในคดีที่คณะรัฐประหารยัดให้กว่าหมื่นล้านบาท
ข้อสังเกตคือ เวลาเราประณาม “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” ว่าเลวร้ายมากเหลือเกินนั้น เราก็ตกอยู่ในสภาพ “จำยอม” ต่อการที่ฝ่ายทำรัฐประหารนิรโทษกรรมให้พวกตนเองได้อย่างง่ายดาย ขณะที่เราเหมือนจะเห็นด้วยว่าประชาธิปัตย์ต่อต้านการเหมาเข่งนั้น “ถูกต้อง” แต่ก็เหมือนเรา “แสร้งมองไม่เห็น” ว่า “พรรคเครือข่ายรัฐพันลึก” อย่างประชาธิปัตย์นั้น “รอด” จากข้อกล่าวหายุบพรรคอย่างง่ายดาย และในที่สุดที่ประชาธิปัตย์อ้างว่า “ยินดีสู้ตามกระบวนการยุติธรรม” นั้น ผลก็คือ ป.ป.ช. ปล่อยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุเทพ เทือกสุบรรณ และอนุพงษ์ เผ่าจินดาให้ “ลอยนวยพ้นผิด” ในคดีสลายการชุมนุมที่มีคนตายร่วมร้อย และอภิสิทธิ์ก็กลับคืนสู่เวทีการเมืองได้อย่างชิล ๆ
หากเทียบระหว่างพรรคการเมืองคู่แข่ง ก่อนหน้านั้น “เพื่อไทยทำอะไรก็ผิด ถอยแล้วก็ไม่รอด” แต่ “ประชาธิปัตย์ทำอะไรก็ไม่ผิด สลายการชุมนุมมีคนตายร่วมร้อยก็รอด” ปัจจุบัน “ภูมิใจไทยทำอะไรก็ไม่ผิด หรือถูกกล่าวหาว่าผิดก็รอด” (เช่นคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น เป็นต้น) แต่ “พรรคประชาชนทำอะไรก็ผิด ถอยแล้วก็ไม่รอด” (เช่น ถอยเรื่องนโยบายแก้ 112 แล้ว แต่ 44 ส.ส.ก็ยังถูกเอาผิด เป็นต้น)
แต่เป็นเรื่อง “ตลกร้าย” ที่ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าบางคนนำเสนออย่างผิดๆ ว่า “เทียบกับเพื่อไทยแล้ว พรรคประชาชนโดนถี่ๆ ขณะเพื่อไทยยังเว้นระยะนานกว่า” เพราะข้อเท็จจริงคือ แค่เวลา 2 ปีกว่าๆ เพื่อไทยโดนสอย 2 นายกฯ ใน “คดีจริยธรรม” ตามมาด้วยรองนายกฯ เพื่อไทยถูกองคมนตรีเบรกยุบสภา และทักษิณติดคุก ถูกปรับภาษีกว่าหมื่นล้านเพิ่มอีก และยัง “ปักหลัง” ด้วย 112 ในชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นต้น ยังไม่นับว่า “ถูกกระทำมาหนักหนาสาหัสกว่า” มาก เช่น สมัคร-สมชาย-ยิ่งลักษณ์- เศรษฐา-แพทองธารถูกสอยและถูกทำรัฐประหาร กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์นับไม่ถ้วน ติดคุกอยู่ก็มี ไม่นับที่ทักษิณถูกยึดทรัพย์ และลี้ภัยกว่า 17 ปี แล้วยังต้องกลับมาติดคุกอีก เป็นต้น
ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าบางคนยังบอกอีกว่าเมื่อพรรคประชาชนถูกกระทำถี่ๆ มากกว่าเพื่อไทยขนาดนี้ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะยัง “จิตแข็ง” รักษาอุดมการณ์ไว้ได้ต่อไปไหม หรือว่าต้องสยบยอมแบบพรรคที่เคยโดนมา แล้วหยุดพูดเรื่องการเมือง ประชาธิปไตย พูดเรื่องปากท้องอย่างเดียว ขณะที่หัวหน้าเท้งบอกว่าที่พรรคประชาชนโดนกระทำ เพราะเป็น “พรรคที่ต้องการแก้โครงสร้างการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย” ซึ่งการนำเสนอ “ทำนองนี้” ทำให้มองข้ามข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่แค่พรรคที่แตะ 112 หรือมุ่งแก้ปัญหาโครงสร้างเท่านั้นที่โดน พรรคที่ “ทำนโยบายปากท้อง” ก็โดนมาก่อนและโดนหนักกว่ามาก เพราะเดิมทีทักษิณก็ไม่ได้แตะโครงสร้าง ที่ได้เป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” เพราะทำนโยบายปากท้องที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือก แต่ก็ถูกทำลาย ถอยแล้วก็ตามทำลาย จนกระทั่งปัจจุบันก็ยัง “ไม่หลุดพ้น” จากการถูกทำลายได้จริง
การอ้างว่า “เพราะแตะ 112 หรือแตะโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึกเท่านั้นจึงโดน” นอกจากจะทำให้เรา “ทิ้ง” การทำความเข้าใจ “ความเป็นจริงที่ครบถ้วน” ของการลุแก่อำนาจของฝ่ายรัฐพันลึกแล้ว ยังทำให้เกิดการยึดถือกันผิดๆ ว่า “พรรคประชาชนคือศูนย์กลางความถูกต้อง” พรรคอื่นที่ไม่ยึดแนวทางการต่อสู้แบบพรรคประชาชน คือพรรค “ขายวิญญาณ” ละทิ้งจุดยืนเดิม หมดราคา ฯลฯ
เมื่อเกิดการยึดถือผิดจากข้อเท็จจริงเช่นนั้น ย่อมทำให้ละเลย “ความเป็นไปได้” แบบอื่นๆ ในการต่อสู้ เช่น ถ้าพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าสู้แบบชนเพดาน (แบบที่เคยประกาศ “โค่นระบบอำมาตย์” เป็นต้น) ก็โดนรัฐประหารและนิติสงครามซ้ำๆ ไปต่อไม่ได้ แต่ถอยแล้วก็ยังโดน ก็เลยต้อง “กลับไปที่จุดเดิม” คือ ขายนโยบายเศรษฐกิจเหมือนยุครัฐบาลทักษิณ (แต่ปรับนโยบายให้ทันสมัยขึ้น) แนวทางเช่นนี้ก็ “เกิดประโยชน์แก่ประชาชน” ได้ไม่ใช่หรือ จึงไม่น่าจะใช่ “แนวทางที่ผิด” ถึงขนาดต้องตามจับผิดเย้ยเยาะกันตลอดเวลาเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ฝ่ายพรรคส้มเองก็ยังเดินชนเพดานต่อไปไม่ได้ ก็ยังต้องถอย และถอยแล้วก็ยังถูกกระทำเหมือนกัน
เพราะการ “ไม่เคารพความจริง” ตรงไปตรงมาดังกล่าวหรือไม่ จึงทำให้พรรคประชาชนยุคนี้ “ย้อนแย้ง” ระหว่างการอ้าง “หลักการ” กับ “การกระทำ” เช่น หัวหน้าเท้ง “พูดถูก” ว่ารัฐพันลึกทำลายพรรคประชาชนโดย “ไม่สนใจวิธีการ” ว่าจะผิดหรือถูก ทั้ง ๆ ที่ 44 ส.ส. “ไม่ควรโดนคดีตั้งแต่แรก” แต่ที่จริงก็เหมือนที่รัฐพันลึกทำรัฐประหารและยัดสารพัดคดีแก่ทักษิณนั่นเอง ทั้งๆ ที่เขาก็ “ไม่ควรโดนคดีพวกนั้นแต่แรก” เช่นกัน
เรื่องที่รัฐพันลึกเล่นงานทักษิณจึงไม่ใช่เรื่อง “ขอให้ว่าไปตามผิด” ดังที่รังสิมันต์ โรมยืนยันแต่อย่างใด และไม่ใช่อย่างที่หัวหน้าเท้งยืนยันว่า “อยากเห็นทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” แต่อย่างใด เพราะทั้งส้ม-แดง “ไม่มีฝ่ายใดควรถูกรัฐพันลึกกระทำอย่างอยุติธรรม” โปรดอย่าอ้างว่าทักษิณ “ดีลลับกลับบ้าน” จึงควรโดน เพราะจริง ๆ แล้วทักษิณก็ “ไม่ควรถูกทำรัฐประหาร ถูกยึดทรัพย์ และต้องหนีออกนอกประเทศไปลี้ภัยการเมืองกว่า 17 ปี ตั้งแต่แรก” การดีลกลับบ้านของ “คนถูกทำรัฐประหาร” เพื่อมา “ต่อสู้ทางการเมืองตามกระบวนการเลือกตั้งและระบบรัฐสภา” แบบที่เขาเคยสู้มาตลอด ไม่น่าจะเป็น “บาปมหันต์” ราวกับ “เผด็จการทรราช” ดีลกลับเข้าประเทศขนาดนั้นกระมัง
อีกทั้งพรรคประชาชนเองก็ “ดีลลับ“ โหวตอนุทิน “ตามหวยล็อกรัฐพันลึกผู้ออกใบอนุญาตที่ 2” เพื่อแลกเสียง สว.ฮั้วยกมือหนุนแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งขัด “หลักความยุติธรรมทางการเมือง” (political principles of justice) อย่างชัดแจ้ง และส่งผลเสียร้ายแรงให้ฝ่ายประชาธิปไตยพ่ายแพ้พรรคน้ำเงินตัวแทนอำนาจรัฐพันลึกโดยตรงอย่างที่เห็น
พูดอีกอย่าง ความย้อนแย้งของพรรคประชาชนที่เห็นได้ชัด คือ ขณะที่ออกมายืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยที่อำนาจนอกระบบใช้นิติสงครามเล่นงานฝ่ายตรงข้าม” กลับมีอดีต ส.ส. พรรคส้มแสดงความยินดี “รำแก้บน” ที่แพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญสอยจากนายกฯ พรรคประชาชนประกาศว่า “ไม่เห็นด้วยที่องคมนตรีเบรกรักษาการนายกฯ เพื่อไทยยุบสภา” แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่านั่นคือรัฐพันลึกใช้ “อำนาจนอกระบบ” จัดการเพื่อไทย เพื่อจะเอาอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ แทน พรรคประชาชนก็โหวตอนุทินเป็นนายกฯ ให้รัฐพันลึกบรรลุเป้าหมายตามต้องการ และขณะที่บอกว่า “44 ส.ส.ไม่ควรโดนเอาผิดแต่แรก” กลับตรวจสอบเอาผิดทักษิณจริงจังบนข้ออ้างว่า “ทักษิณควรได้รับโทษ (จากคดีรัฐประหาร)” ทั้ง ๆ ที่ทักษิณเองก็ “ไม่ควรโดนรัฐประหารและถูกยัดคดีแต่แรก” เช่นกัน
จาก “ข้อเท็จจริง” ที่ยกตัวอย่าง (เป็นต้น) จึงไม่จริงว่า “พรรคประชาชนยึดหลักการตรงไปตรงมาและคงเส้นคงวา” กว่าพรรคอื่น เพราะ ขณะที่พรรคประชาชนตรวจสอบจริงจังในการเอาผิดทักษิณในคดีจากรัฐประหาร จาตุรนต์ ฉายแสง จากเพื่อไทยกลับออกมาคัดค้าน ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรม 44 ส.ส. ที่น่าเศร้าคือ นอกจากพรรคประชาชนจะเห็นดีเห็นงามกับการเอาผิดคดีรัฐประหาร ยังเอา “14 ล้านเสียงของประชาชน” ไปโหวตยกอำนาจให้ฝ่ายที่ “ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.” มีอำนาจทำให้พวกเขาอาจพ้นผิด และ “ฉวยโอกาส” ใช้อำนาจทุกวิถีทางจนเอาชนะพรรคประชาชนได้อย่างที่ “ไม่ควรจะเป็น” ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
แต่จนป่านนี้แล้วหัวหน้าเท้งยัง “ไม่แสดงสปิริต” รับผิดชอบต่อ "ความผิดพลาด" ในการนำพาพรรคใช้ "14 ล้านเสียงของประชาชน" ยกอำนาจให้คนที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. เป็นนายกฯ แล้วฉวยใช้อำนาจทุกวิถีทางให้พวกตนพ้นผิดในคดีพวกนั้น และเอาชนะพรรคประชาชนเสียเอง ด้วยการประกาศ “ลาออก” จากหัวหน้าพรรคประชาชน
การแสดงสปิริต หรือแสดง "ความรับผิดชอบพื้นฐาน" แบบนี้ เป็นเรื่องที่นักการเมืองทั่วไปเขาควรมีกันหรือมีกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ฝ่ายประชาธิปไตยอ้าง “มาตรฐานสูง” ของพรรคประชาชนเพื่อวิจารณ์พรรคอื่นๆ ว่า "มาตรฐานต่ำ" มาตลอด ดังนั้น พรรคประชาชนก็ต้อง "มีมาตรฐานสูงได้จริง" ตามที่อ้างด้วย จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้มี "มาตรฐานความรับผิดชอบ" ทุกด้านดีขึ้น พรรคก็ต้องแสดง "มาตรฐานความรับผิดชอบที่ดี" ของพรรคให้ประชาชนเห็น สิ่งที่ต้องถามคือ หัวหน้าเท้งที่ด่าพรรคอื่น “ขายวิญญาณ” ตัวเขาเองยังมี “จิตวิญญาณความรับผิดชอบ” ต่อความผิดพลาดของตนเองอยู่หรือไม่
จึง “แปลก” ที่สื่อและปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคประชาชนโหวตอนุทิน หรือไม่ได้วิจารณ์การโหวตอนุทินอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผิดหลักการ” อย่างไร แต่เหมือนจริงจังจนเกินเหตุในการวิจารณ์การเมืองแบบ “เหยียบพรรคแดงให้ต่ำลงเพื่อยกพรรคส้มให้สูงขึ้น” ซึ่งไม่ make sense เลยว่าทำกันแบบนี้ไปทำไม ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า “สู้ชนเพดานก็ไปต่อไม่ได้ ถอยก็ยังโดนกระทำทั้งสองพรรค” แทนที่จะมุ่งวิจารณ์ “การลุแก่อำนาจของรัฐพันลึก” ให้มากขึ้น
ถึงที่สุดแล้ว “พรรคประชาชน” และ “พรรคเพื่อไทย” ที่ต่างก็แพ้เลือกตั้งให้กับ “พรรคน้ำเงิน” ที่เป็นพรรคตัวแทนอำนาจรัฐพันลึกโดยตรงไปแล้ว อนาคตสองพรรคนี้จะเป็นอย่างไร ก็น่าจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าใจ “ความเป็นจริง” ของการต่อสู้ทางการเมืองภายใต้อำนาจรัฐพันลึก และกล้า “ยอมรับความผิดพลาด” ที่ผ่านมาอย่างซื่อตรง แล้ว “สรุปบทเรียน” และมองหา “ความเป็นไปได้” ในการต่อสู้เพื่อทำนโยบายที่เกิดประโยชน์กับประชาชนได้จริง ลดการจ้องจับผิด การกล่าวหาใส่ร้ายกัน “เกินจริง” ระหว่างแดง-กับส้มลงบ้าง วิพากษ์วิจารณ์กันตามเหตุผลและข้อเท็จจริง ก็น่าจะพอ
ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และการ “ปล่อยนักโทษ 112” ออกจากคุก ก็ควรหาทางสร้าง “ความร่วมมือกัน” เพื่อทำให้สำเร็จต่อไป เพราะสองเรื่องนี้เราไม่อาจ “แกล้งลืม” หรือโยนทิ้งไปได้ ตราบที่ยังอยากเห็นสังคมไทยดีขึ้นกว่าเดิม!
